"เสื่อจันทบูร"...มรดกภูมิปัญญามอญ

เรียนรู้เรื่องราว

​ณ บ้านสวนต่างจังหวัด เมื่อก่อนผมกางมุ้งปูเสื่อนอน แล้วตอนนำเสื่อมาเตรียมพร้อม คุณแม่มักเปรยว่า นั่น!!!เสื่อจันทบูรเชียวนะ ซื้อมาเมื่อ 20 ปีก่อน ราคาเพียงร้อยเดียวเอง แล้วเสื่อผืนใหญ่นี่แหละ เป็นสื่อให้คุณแม่และผม คุยกันก่อนนอนเสมอ สมัยก่อนตอนเด็กๆ รับฟังคำสอนไปด้วย พอผมเติบโตทำงาน เรากลับสนทนาสุขทุกข์

เสื่อจันทบูรเก่าแก่ผืนนี้ แม้กาลเวลาผ่านไปนาน แล้วก็ไม่ค่อยได้นำออกใช้สอย แต่ยังคงมีสภาพที่ดีอยู่เลย และมีความทรงจำที่ดีแฝงด้วย

เสื่อที่บ้านผม...มีเรื่องราวเพียงเล็กน้อย

และเสื่อจันทบูร ในเมืองจันท์ละครับ!!!

คงให้ผม "เรียนรู้เรื่องราว" อีกมายมาย

เรื่องราวเสื่อจันทบูร เริ่มมีความกระจ่าง

ด้วย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานระยอง พาผมมาที่ ศูนย์หัตถกรรมทอเสื่อกกบ้านเสม็ดงาม อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

แต่ก่อนจะเข้าเยือน ก็มีข้อมูลให้รับรู้ว่า คนญวนที่อาศัยในเมืองจันท์ เข้ามาในสมัยพระเพทราชา (พ.ศ.2242) เป็นคริตชนจำนวน 130 คน ลี้ภัยการเบียดเบียนศาสนา จากเวียดนามมาทางเรือ แล้วตั้งถิ่นฐานที่เมืองจันท์ เมื่อชาวญวนอพยพเพิ่มขึ้น จึงกระจายตั้งบ้านเรือน ตามขลุง และท่าแฉลบ พร้อมกับทำนา ทำประมง และทอเสื่อกก โดยเฉพาะผู้หญิงชาวญวน มีฝีมือในการท่อเสื่อกกเป็นเลิศ ดังนั้น บ้านคนญวนเกือบทุกหลัง จึงขึงหูกทอเสื่อไว้ที่ชาน แล้วก็มีทั้งราวตากกก ภาชนะย้อมสี และการปั่นเอ็นให้เห็นกันชินตา

ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (หลัง พ.ศ.2488 ถึงปลายสมัยรัชกาลที่ 8) กลุ่มคาทอลิกเชื้อสายญวน หันไปจับอาชีพทำพลอยมากขึ้น เพราะสามารถสร้างรายได้ที่ดี กว่าการทำประมงและทอเสื่อกก ทำให้ขาดแรงงานในการทอเสื่อ ต้องนำแรงงานจากบ้านบางสระเก้า เข้ามาทอเสื่อในชุมชนคาทอลิก เพราะส่วนใหญ่ต้องซื้อกกมาจากบ้านบางสระเก้า ทำให้ชาวบ้านบางสระเก้า มีความคุ้นเคยกับการทอเสื่อ ด้วยเห็นศิลปะการทอเสื่อ จากกลุ่มคนญวนอพยพ กลายเป็นว่า การทอเสื่อจันทบูร เป็นอาชีพหลักชาวบางสระเก้า

ส่วนแถวๆตำบลหนองบัว ที่ตั้งของศูนย์หัตถกรรมฯ ก็มีการกล่าวยืนยันว่า ในสมัยก่อนราว 40-50 ปีที่แล้ว ทุกบ้านราว 200 กว่าหลัง จะทอเสื่อจันทบูรกันทุกหลัง โดยยึดเป็นอาชีพหลักเลย มีขายราคาผืนละ 100 บาท ไปจนถึงพันกว่าบาท

รวมถึงชาวเสม็ดงามทุกคน ต่างคุ้นเคยกับการทอเสื่อ นับตั้งแต่สมัยโบราณมา ทั้งฝีมือในการทอเสื่อ ได้ถูกถ่ายทอดหลายชั่วอายุคน แม้เด็กๆที่บ้านเสม็ดงาม ก็รับการเรียนรู้เกี่ยวกับเสื่อ ดังครอบครัวของ น้ามะลิ เพชรกุล เจ้าหน้าที่ภายในศูนย์หัตถกรรมฯ และผู้ชำนาญการทอเสื่อจันทบูร ก็ยังมาบอกกับผมว่า "นับตั้งแต่ฉันเกิดมา ก็เห็นพ่อแม่และพี่สาว ทำการทอเสื่อจันทบูร แล้วก็มาเริ่มลงมือทอเสื่อ ตอนอายุประมาณ 15 ปีค่ะ คือทางครอบครัวของเรา จะให้ลูกหลานที่เป็นผู้หญิง ฝึกหัดให้ทอเสื่อเป็นทุกคน ดังนั้น ครอบครัวของเรา สืบทอดการทอเสื่อมาหลายชั่วอายุคนแล้ว หรือกระทั่งนับย้อนกลับไป ในรุ่นของปู่ รุ่นของทวด ก็ได้รับทักษะและความรู้ จากโรงงานมาเช่นกัน ก่อนที่จะลาออกมาทำการทอเสื่อกันเอง"

ตามประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ทรงพัฒนาการทอเสื่อจันทบูร ที่เป็นหัตถกรรมพื้นบ้าน ให้มาเป็นอาชีพหลักและมีชื่อเสียงของชาวจันทบุรี จึงมีความเจริญก้าวหน้ากว่าเดิมเป็นอย่างมาก จากที่เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรกิจกรรมการทอเสื่อจันทบูร ณ วัดญวน และทรงพบข้อบกพร่องต่างๆ อย่างเช่นสีที่มาย้อมกก กลับเป็นสีไม่คงทน สีตก หรือมีสีที่ให้ใช้จำนวนน้อย

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯโปรดเกล้าฯจัดตั้งโรงงานทอเสื่อกก อยู่แถวๆบ้านสวนแก้ว พร้อมสั่งซื้อกกตากแห้งจากชาวบ้าน มาเป็นวัตถุดิบในการทอเสื่อ พร้อมมีพระราชดำริให้ปรับปรุงกรรมวิธีการผลิตใหม่ เพื่อให้เกิดความทันสมัย และมีคุณภาพที่ดี เช่น ได้ค้นคว้าผลิตสีย้อมกก ให้มีมากสียิ่งขึ้น หรือใช้กรรมวิธีฟอกกกให้ขาวก่อน แล้วค่อยนำไปทำการย้อมสี จึงทำให้สีที่ย้อมกก เกิดความคงทนถาวร และได้กกที่หลากสีสัน

นอกจากผลิตเป็นเสื่อจันทบูรแล้ว ยังผลิตเป็นของใช้ประเภทอื่นๆที่ทำจากเสื่อกกเช่นกัน ได้แก่ กระเป๋าเอกสาร กระเป๋าถือสตรี ถาดใส่ของ ที่รองแก้ว ที่รองจาน กล่องใส่กระดาษเช็ดมือ โดยทรงเป็นผู้ออกแบบ และตรวจสอบคุณภาพ กับสิ่งของที่ผลิตขึ้น ด้วยพระองค์เอง รวมทั้งได้โปรดเกล้าฯให้มีการติดเครื่องหมายการค้า โดยจัดทำเป็นรูปคนหาบกระจาด พร้อมกับให้ใช้ชื่อทางการค้าว่า "อุตสาหกรรมชาวบ้าน" อีกด้วย

เมื่อผู้มาฝึกงานหรือลูกจ้าง ภายในโรงงานทอเสื่อกก มีการลาออกไปประกอบกิจการของตน ก็ได้นำประสบการณ์ที่รับจากการทำงานในโรงงาน นำไปดำเนินงานในกิจการตนเอง ทั้งยังได้เกิดผลสำเร็จอย่างดี จึงเป็นเหตุให้กิจการด้านนี้ มีการแพร่หลายออกไปตามครัวเรือนต่างๆของราษฎร ซึ่งต้องกับพระราชประสงค์ในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ที่ต้องการเผยแพร่ความรู้ ในการทอเสื่อจันทบูร เพื่อการประกอบสัมมาอาชีพ

"พ่อเล่าถึงปู่ให้ฉันฟังว่า ท่านเคยได้ยินทวดกล่าวด้วยความเสียดาย ที่ในระยะหลังๆนั้น พระองค์เจ้ารำไพพรรณีฯ ไม่ค่อยเสด็จพระราชดำเนินมาที่เมืองจันท์อีก พระองค์ท่านมีเมตตาต่อชาวบ้านแท้จริง" น้ามะลิวัย 58 กล่าวความหลัง

จากนั้นน้าผู้ใจดี ได้เริ่มให้ความรู้ต่างๆ โดยมาทำความรู้จัก "ต้นกก" พืชล้มลุกชนิดหนึ่ง ที่มีหัวอยู่ใต้ดิน ขยายพันธุ์โดยแตกหน่อจากหัว เท่าที่มีในจังหวัดจันทบุรี มีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือกกชนิดต้นกลม (มีชื่อวิทยาศาสตร์ Cypercs Legetiformis Roxb) และกกชนิดต้นสามเหลี่ยม เรียกว่า กกเหลี่ยม บ้างก็เรียกว่า กกหลังกา

ส่วนที่นิยมและปลูกกันโดยทั่วไปนั้น จะเป็นสายพันธุ์ชนิดกกกลม เพราะว่ามีความเหนียวและทนทาน เมื่อนำไปจักก็ทำได้ง่าย ส่วนต้นกกเหลี่ยมกลับไม่ค่อยปลูกกัน แต่มักขึ้นงอกงามอยู่ตามชายน้ำลำธาร หรือริมหนองบึงทั่วไป จะว่าไป...มีการมาทำกระเป๋าเช่นกัน แต่ไม่ค่อยมีความคงทน เพราะไม่ค่อยเหนียวและมีความกรอบ

ก่อนจะลงมือปลูกกก น้ามะลิว่า...ต้องเตรียมดินก่อน ก็เหมือนกับการทำนา คือไม่ให้มีหญ้าต่างๆในนา ควรต้องไถดะเอาไว้ แล้วค่อยไถแปร หลังไถดะ 15 วัน ค่อยมาไถคราด ระหว่างไถดะ ต้องเตรียมชักต้นกก แยกออกจากต้นเดิม โดยขุดแยกมาทั้งกอ แล้วแบ่งออก 2-3 ต้น เอามามัดรวมเป็นกำๆ กำละประมาณ 50 ปักดำ พอได้กกตามต้องการ นำปลูกไร่ละ 1,000 กำ และควรดำถี่กว่าดำนา จะได้แน่นตัดได้เนื้อหรือได้มากต้น

ก่อนจะดำควรหว่านปุ๋ยพอสมควร บ้างใช้ปุ๋ยกากน้ำปลาหรือปุ๋ยเคมี ปลูกแล้วประมาณ 4-5 เดือน จึงมาตัดกกได้ แต่จะไม่ยาวมาก เหมือนกกที่ค้างปี จึงข้ามไปตัดเดือนมิถุนายน หรือเดือนกรกฎาคมปีต่อไป ก่อนตัด 10-15 วัน ควรใช้ปุ๋ยเคมีใส่ให้ทั่วก่อน จะทำให้ต้นกกอ่อนนิ่มได้ ครั้งตอนมาทำการจัก ก็จะง่าย แห้งไว้ และนิ่มด้วย จึงทอเสื่อออกมาสวยงาม หรือย้อมสีก็ได้สีสันสด สวยกว่ากกที่ขึ้นเอง ตามธรรมชาติเสียอีก

ต้นกกที่โตเต็มที่ในดินดี มีความยาว 20-50 เซนติเมตร แต่ความยาวไม่เสมอกันทั้งไร่ จะยาวลดหลั่นกันลงมา ดังนั้น เวลาตัดต้องแยกขนาด เอาไว้เป็นอย่างๆเสียก่อน เช่น 10 คืบ 9 คืบ 8 คืบ 7 คืบ 6 คืบ และ 5 คืบ แล้วจัดแยกไว้เป็นมัดให้เรียบร้อย จากนั้นตัดดอกที่ปลายออก แล้วจึงจักเป็นกกตากแดด เพื่อเก็บเอาไว้ทอเป็นผืนเสื่อ

น้ามะลิกล่าวเสริมว่า "การทอเสื่อจันทบูร มีขั้นตอนที่ซับซ้อน กว่าเป็นเสื่อก็ใช้เวลาเกือบ 3 เดือน ฉันเริ่มตั้งแต่ตัดกก ที่ปลูกกันเป็นไร่ๆ ตัดแล้วนำมาตากให้แห้ง แล้วนำไปทำการย้อมสี จากนั้นก็มาทำเอ็นปอกระเจาอีก เราไม่ใช้เอ็นพลาสติกหรือไนลอน คือทำกก 2 เดือน และทำปออีก 1 เดือน แล้วถึงสู่การย้อม รวมเป็น 3 เดือน"

วิธีการจักกก ใช้มีดผ่าต้นกกออกเป็นซีกๆ ต้นกกที่โตมาก (เกิน 1 เซนติเมตร) ผ่าเป็น 10 ซีก ส่วนกกเล็กผ่าไล่ระดับ 8 ไปถึง 4 ซีก แล้วรีดไส้กกข้างในทิ้ง เหลือแต่ผิวกกบางๆ จากนั้นนำมามัดเป็นกำ แขวนผึ่งลมหรือตากแดดก็ได้ประมาณ 3-4 แดดจัดๆ เมื่อกกแห้งสนิท นำมามัดรวมกันแล้วเก็บอย่าให้มีความชื้น เพราะจะทำให้เปื่อย

ในการจักกกสมัยก่อน ทำกันในช่วงฤดูฝน หลังจากดำนาเสร็จ พอจักกกเสร็จก็เกี่ยวข้าว เมื่อเก็บข้าวเสร็0ก็เริ่มย้อมกก และทอเสื่อ จนถึงฤดูฝน หน้าทำนาต่อไป จะเป็นประจำอยู่เช่นนี้ในเรื่องการทำมาหากินของชาวหมู่บ้านเสม็ดงาม

บรรยากาศการพูดคุยกับน้ามะลิ มีความเป็นกันเองอย่างมาก กระทั่งให้มาชมอุปกรณ์ นั่นก็คือ ฟืม เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่จะทำกกให้เป็นเสื่อ ซึ่งมีหลายชนิด คือ หยาบ กลาง และละเอียด แล้วมีขนาดตั้งแต่ 5 คืบ จนกระทั่งไปถึง 10 คืบ

ก่อนชมการสาธิตการทอเสื่อ น้ามะลิเค้าได้อธิบายการขึงเอ็นว่า สำหรับการขึงเอ็นนั้น มี 2 แบบด้วยกัน ในแบบแรก คือ แบบชั้นเดียว ทำการขึงง่ายไม่ต้องเว้นฟัน เอาเอ็นปอร้อยใส่รูข้างหนึ่ง แล้วไปออกช่องข้างๆ สลับกันไปตลอดทั้งฟืม จนกระทั่งเต็ม เมื่อขึงเสร็จแล้ว ก็ลงมือทอได้ จะทอสลับสี สลับลาย อะไรก็ได้ ซึ่งจะเรียกว่า การทอลายขัด ส่วนแบบที่สอง คือ การขึงชนิด 2 ชั้น ซึ่งควรต้องรู้จักวิธีขึงก่อนว่า จะทอเป็นลายอะไร แต่ละลายขึงไม่เหมือนกัน และยังต้องดูที่ว่ากกชนิดหยาบหรือละเอียดแค่ไหนเหมาะสมแก่ลายใด

"หลังจากที่ฉันนำปอมาฉีก เป็นเส้นเล็กๆแล้ว ก็มาปั่นเป็นเส้นโตกว่าด้ายหน่อย แล้วมาทำการร้อยที่ฟันฟืม จากนั้นขันนอตดึงให้ตึงทุกปอย แล้วค่อยนำกกที่เตรียมไว้มาหวีให้กางหรือให้แตกออกจากกัน ในส่วนของการทอเสื่อ ก็คือ มีคนกระทบคนหนึ่ง คนคอยพุ่งอีกคนหนึ่ง เสื่อผืนหนึ่งยาวประมาณ 2 เมตร ในส่วนความกว้าง แล้วแต่ขนาดของเส้นกก เมื่อทอเต็มผืนแล้วตัดออก มาถักริมหรือฟั่นริมปอให้แน่น จากนั้นขัดด้วยหินทั้งสองหน้า ใช้เวลาหน้าละครึ่งชั่วโมง จะเกิดเป็นเงามันสวยงาม แล้วต้องมาเก็บขนอีกทีหนึ่งด้วย ก่อนนำไปส่งเย็บให้เป็นผืน หรือนำไปแปรรูปทำกล่องใส่ทิสชู แฟ้มเอกสาร กระเป๋า หรือตุ๊กตา

...เสื่อขนาด 4 คืบ ความกว้างประมาณ 80 เซนติเมตร ส่วนความยาว 2 เมตร หรือ 1 เมตร 90 เซนติเมตร ซึ่งในส่วนความยาว จะเป็นมาตรฐานเท่ากันทุกผืน เสื่อขนาด 5 คืบ มีความกว้างราว 90 เซนติเมตร เสื่อขนาด 6 คืบ มีความกว้างประมาณ 110 เซนติเมตร เสื่อขนาด 7 คืบ มีความกว้างราว 130 เซนติเมตร เสื่อขนาด 8 คืบ มีความกว้างประมาณ 145 เซนติเมตร และเสื่อขนาด 9 คืบ มีความกว้างราว 160 เซนติเมตร แต่หากชอบผืนใหญ่ๆ ก็จะนำสองผืนมาเย็บติดกัน ทำให้มีความกว้างไปได้อีก หรือหากเป็นเสื่อใช้ตามวัด จะมีความกว้าง 90-110 เซนติเมตร ความยาวราว 8 เมตร ก็สามารถทอได้ทั้งผืน ที่สำคัญใช้สีแดงกับสีดำทั้งหมด แต่เสื่อที่ใช้กันตามบ้าน จะทอให้ได้ทุกสีตามสั่ง" น้าอธิบายซะละเอียด

ผมหันมาสนใจลวดลายบ้าง ซึ่งน้ามะลิก็น่ารัก ยังให้ความรู้กับผมว่า "ในสมัยก่อนไม่มีสีย้อมมากนัก พ่อฉันเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยปู่ต้องนำเปลือกไม้มาย้อมเส้นกกกัน จึงมีแค่สีดำกับสีแดงเท่านั้น แต่ขณะนี้มีสีเพิ่มขึ้นมากมาย อย่างสีชมพู สีเหลือ' สีโอ๊ค สีเขียวขี้ม้า สีน้ำเงิน สีส้มจำปา สีน้ำตาลแดง สีน้ำตาลดำ โอ๊ย!!! มีทั้งหมดเกือบ 20 สีน่ะ ซึ่งจะเป็นพวกสีเคมี เราจึงต้องล้างน้ำสะอาดถึง 3 ครั้ง ส่วนลายเสื่อดังเดิมนั้น ได้แก่ ลายตาคู่ ลายตาขำ ลายตาแขก ลายไม้กางเขน ลายตาสี่ ลายข้าวเปลือก พอมาถึงยุคปัจจุบันนี้ มีลายใหม่ที่คิดขึ้นมา คือ ลายน้ำไหล ลายพิมาo ลายพิสมัย ลายสองหน้า ลายถักเปีย"

แลเห็นความวิจิตรแห่งลวดลาย อดใจที่ซื้อหาด้วยไม่ได้แล้ว ผมใช้เวลาอันรวดเร็วจับจ่าย แต่ก็มีพนักงานขายคนสวย แนะวิธีการเลือกเสื่อคุณภาพว่า ให้เอาเล็บค่อยๆแหวก ถ้าเส้นกกเลื่อนอย่าซื้อเอากลับไป เพราะทำการทอไม่แน่น แล้วมาแหวกดูที่เอ็นปอ สีจะไม่เหมือนเอ็นไนลอน ที่จะมีสีออกดำๆเหลืองๆ เอ็นปอธรรมชาติจะขาวๆ หรือบ้างก็ย้อมเป็นสีแดง แล้วเส้นจะใหญ่กว่าหน่อย แต่หากถ้าทอเสื่อแน่นๆ ก็แหวกดูเอ็นปอไม่เห็น

เห็นด้วยครับ...เสื่อกกเค้าทอแน่นจริงๆ

สมกับเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ที่แสดงถึงภูมิปัญญาล้ำค่าแห่งชาวบ้านเสม็ดงาม และกลายเป็นสินค้าที่สำคัญ อีกอย่างของเมืองจันท์

ในการดูแลรักษา ก็ไม่ยุ่งยากครับ เสื่อที่เปื้อนอาหารหรือฝุ่นผง ใช้แปรงหรือผ้าชุบน้ำค่อยๆเช็ด แล้วนำไปตากแดดอ่อนๆ แต่ถ้าอยากให้อยู่คงทน หรือยาวนานเป็น 20 ปี นำผ้าชุบน้ำมันก๊าดบิดหมาดๆมาเช็ดให้ทั่วทั้งผืนเสื่อ แล้วนำไปตากแดดอ่อนๆ นานประมาณ 15 นาที จะทำให้ทั้งมดและมอด ไม่มีมากัดกิน เพราะมีกลิ่นน้ำมันก๊าดนิดๆ แต่ว่าจะไม่ถึงกับมีกลิ่นฉุน ซึ่งเคล็ดลับในการดูแลรักษาแบบนี้ ใช้ได้กับเสื่อเอ็นปออย่างเดียว

ก่อนเดินทางกลับ แอบฟังน้ามะลิกล่าวว่า "ตอนนี้ที่บ้านของฉัน ไม่มีใครอยากทำเสื่อแล้ว น่าเสียดายค่ะ...เสื่อยังขายดีอยู่เลย แล้วคนแก่ๆก็แบกกกไม่ไหว เพราะด้วยเราไม่ซื้อกกที่อื่นเลย ก็เพราะมีเส้นที่ใหญ่เกินไป แล้วมักจะเกิดราอีกด้วย ของเราเป็นกกน้ำกร่อย ตากกกกันเป็นอาทิตย์ จากสีเขียวกลายเป็นสีขาว ซึ่งจะได้กกเส้นเล็ก เหนียวทน ไม่เป็นรา ทอแล้วงานจะสวยงาม กกน้ำกร่อยดีกว่าค่ะ และมีอายุการใช้งาน 10-20 ปี

...เรามีสมาชิกรวมตัวกัน 30 กว่าคน จัดตั้งเป็นกลุ่มมา 40 ปีแล้ว ล้มลุกคุกคลานเรื่อยมา คือเราทำกันเองทั้งหมดจริงๆ แม้จะปลูกกกกันน้อยลงไป อย่างเคยปลูก 200 บ้าน ก็จะเหลือเพียงประมาณ 10-20 บ้าน เราจึงหมุนเวียนซื้อกกกันเอง เช่นบ้านนี้ทอเสื่อเหลือ ก็เอากกขายให้อีกบ้าน จะเป็นการช่วยเหลือกัน แต่ไม่ซื้อกกที่อื่นมาทอ

...ตอนนี้แม้ทำกันน้อยลงไปบ้าง แต่ก็จะพยายามอนุรักษ์ให้ดีที่สุด เท่าที่ความสามารถฉันจะทำได้ เพราะว่าเด็กรุ่นใหม่ๆ เค้าทำงานได้วันละสามร้อย บ้างก็ไปคัดกุ้ง เก็บผลไม้ แล้วถึงจะมาทอเสื่อ แหม!!! ก็เมื่อได้หักต้นทุน ค่ากก ค่าสี หรือค่าเอ็น คงเหลือคนละร้อยกว่าบาทต่อวัน จึงไม่ค่อยอยากทำกันไง ฉันน่ะ!!! รักและก็เสียดายมาก ถึงยังทำกันต่อไป แม้ทำได้น้อยก็ขายน้อย จะไม่เอาเสื่อเนื้อรองมาขาย ที่ทำจากเอ็นไนลอน แล้วกกก็มีเส้นใหญ่ คุณภาพดีไม่เท่าของเรา และจะทำให้เสียชื่อ...กลุ่มสตรีทอเสื่อกกบ้านเสม็ดงาม"

เห็นมะ!!! เสื่อที่จันทบูร...มีเรื่องราวเยอะ

หากท่านใดมีความสนใจ หรือต้องการสอบถามเพิ่มเติม ขอเรียนเชิญที่ ศูนย์หัตถกรรมทอเสื่อกกบ้านเสม็ดงาม ภายใต้การทำงานของ กลุ่มสตรีทอเสื่อกกบ้านเสม็ดงาม ซึ่งได้จัดจำหน่ายเสื่อ และผลิตภัณฑ์เสื่อทุกชนิด พร้อมกับรับทำลายตามสั่งทุกแบบ หรืออยากจะสอบถามโดยตรงกับ มะลิ เพชรกุล โทร. 0-3945-4321 08-1762-3362 เลขที่ 61/1 หมู่ 11 ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี 22000 ได้เลยครับ