73 ปี แห่งการสถาปนา "อภัยภูเบศร"

สกู๊ปพิเศษ

เมื่อเร็วๆนี้ทาง โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้จัดงาน 73 ปีแห่งการพัฒนา ที่ชื่อว่า "BHUBEJHR HOSPITAL SERVICE" หรือ "ซ่อม สร้าง เสริม เพิ่มคุณภาพชีวิต" ซึ่งเป็นวันที่ครบรอบวันสถาปนา โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โดยได้จัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ประชาชน ร่วมรับคุณประโยชน์ ในด้านการดูแลสุขภาพ ณ ห้องประชุมพญายอ ชั้น 5 อาคารเฉลิมพระเกียรติ และตึกพิพิธภัณฑ์ท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร นายแพทย์เอนก พึ่งผล กล่าวรายงานในพิธีเปิดว่า "การประชุมวิชาการ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในวันนี้นั้น ดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข ในการให้บริการดูแลสุขภาพของประชาชน ภายในจังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดที่ใกล้เคียง มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยภารกิจที่มุ่งหวังให้ประชาชน ได้มีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม มาโดยตลอด ปัจจุบันทางโรงพยาบาลฯ ได้บูรณาการการการแพทย์แบบผสมผสาน โดยนำการแพทย์แผนไทยมาประยุกต์ในการดูแลสุขภาพของประชาชน จนได้รับความสำเร็จเป็นอย่างดี รวมทั้งภารกิจการผลิตแพทย์ ตามโครงการผลิตแพทย์เพิ่ม เพื่อประชาชาวชนบท โดยร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยบูรพา ในการจัดการเรียนการสอน แก่นิสิตแพทย์ ที่ศึกษาชั้นคลินิกในโรงพยาบาล

...ดังนั้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ และปรับปรุงแนวทางปฏิบัติ ให้ถูกต้องทันสมัย เหมาะสมที่สุด ทั้งเป็นการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ การดำเนินงานด้านต่างๆ ตาม Service Plan ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และนำไปสู่การพัฒนาขององค์กร ให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โรงพยาบาลฯจึงได้จัดการประชุมวิชาการประจำปี ซึ่งเป็นรูปแบบของการประชุมวิชาการ อันประกอบไปด้วย การบรรยายทางวิชาการ การจัดนิทรรศการ กิจกรรมการนวดถวายมือ ตลาดนัดสุขภาพ และการประกวดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพ โดยผู้ที่เข้ามาประชุม ประกอบด้วยบุคลากร ทางการแพทย์และสาธารณสุข ที่มาจากโรงพยาบาลต่างๆในเครือข่ายบริการสุขภาพที่ 6 และประชาชนในจังหวัดปราจีนบุรี จำนวนกว่า 200 คน"

จากนั้น อาจารย์ชลาลัย โชคดีศรีจันทร์ แพทย์แผนไทยประยุกต์ วิทยาลัยแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร บรรยายในหัวข้อเรื่อง "เจ้าเรือนกำหนดปากท้อง" ซึ่งอาหารเป็นอีกหนึ่งในปัจจัย ที่จำเป็นอย่างมากต่อการดำรงชีวิต เพื่อการหล่อเลี้ยง บำรุง หรือซ่อมแซมในส่วนที่มีการสึกหรอ แต่คำว่าอาหารยังหมายรวมถึง ส่วนประกอบ และเครื่องปรุงต่างๆ ขณะที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ใช้วิธีการทางโภชนศาสตร์ และชีวเคมี จำแนกอาหารเป็นหมวดหมู่ อธิบายถึงคุณประโยชน์ พร้อมกำหนดเป็นปริมาณอาหาร ที่ควรได้รับในแต่ละวัน

แต่ในศาสตร์การแพทย์แผนไทยกล่าวว่า...อาหารเป็นยา เพราะเครื่องยาไทยทั้งหลาย นอกจากเป็นสิ่งที่ได้จากป่าเขาลำเนาไพร ธาตุวัตถุ หรือสัตว์วัตถุแล้ว ในหลายๆครั้งของเครื่องยา ก็หาได้จากในครัวเรือน เพื่อมาดูแลตนเองเบื้องต้น ด้วยภูมิปัญญาแต่เดิมของไทย จะใช้วิธีการเข้าใจสรรพคุณต่างๆที่ได้จากทั้งอาหารและเครื่องยา ผ่านการรับรส หรือจับปรากฏการณ์ของแต่ละรสที่เกิดขึ้น เมื่อร่างกายรับเข้าไป ประมวลผลเป็นกลไก การออกฤทธิ์ของยา ในแบบของแผนไทย เชื่อมโยงกับธาตุทั้งสี่ตรีโทษทั้ง่สาม ซึ่งเป็นพื้นฐานระบบ และโครงสร้างร่างกายมนุษย์ ไม่ได้กำหนดปริมาณวัดชัดว่าต้องรับประทานอะไรเท่าไรในแต่ละวัน ทว่าจะรับประทานอะไร เมื่อไร อย่างไรนั้น ถูกกำหนดด้วยสิ่งที่เรียกว่า ธาตุเจ้าเรือน

เจ้าเรือนคือ หนึ่งในวิธีการแพทย์แผนไทย ที่ใช้เพื่อให้หมอเข้าใจคนไข้ หรือเข้าใจในความปกติของคนไข้แต่ละบุคคล เพื่อประกอบการวางแผนรักษา ในการเข้าใจเจ้าเรือนนั้น นอกจากนำไปสู่การรักษาแล้ว ยังนำไปสู่การแนะนำการรับประทาน ด้วยการกำหนดเป็นรส หรือตัวอย่างอาหารที่ควรรับประทาน แต่รายละเอียดที่ลึกไปกว่านั้น เจ้าเรือนไม่ได้บอกว่า ให้รับประทานอะไร แต่บอกลงไปถึงว่า รับประทานอย่างไร ได้ในปริมาณมากหรือน้อยแค่ไหน และเมื่อไรที่ควรหรือไม่ควรรับประทาน ด้วยพื้นฐานโครงสร้างของมนุษย์ ประกอบด้วยธาตุ 4 ธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ ซึ่งอัตราส่วนเหล่านี้ แต่ละคนมีไม่เท่ากัน ทำให้มีลักษณะทางกายภาพแตกต่างกัน โดยโครงสร้างทั้ง 4 ธาตุ กำหนดด้วยระบบและกลไก 3 ระบบ คือ ระบบปิตตะ (ระบบแห่งความร้อน) ระบบวาตะ (ระบบการเคลื่อนไหว) และระบบเสมหะ (ระบบการควบคุมสารเหลว) เมื่อส่วนประกอบแต่ละธาตุไม่เท่ากัน ย่อมส่งผลทั้ง 3 ระบบ ทำงานไม่เท่ากัน

ต่อด้วยการบรรยายเรื่อง "อาหารพื้นบ้านไทย คุณค่าที่มากกว่าอาหารหลัก 5 หมู่" โดย ภญ.ดร.สุภาพร ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งได้กล่าวว่า อาหารเป็นปัจจัย 4 ในการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ ให้พลังงานในการทำงานของอวัยวะต่างๆ สร้างการเจริญเติบโต ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทำให้กลไกต่างๆของร่างกายทำหน้าที่ให้ได้เป็นปกติ ในทางตรงกันข้ามอาหารก็นำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บ จากการที่อาหารที่กินเข้าไป ที่ขาดความเหมาะสมทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ก่อให้เกิดโรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง ภาวะการมีบุตรยาก ภาวะกระดูกพรุน นอกจากนี้อาหารจากอุตสาหกรรม ที่พบมากในสังคมยุคเร่งรีบก็ยังเต็มไปด้วยสารกันบูด สารปรุงแต่ง หรือสารก่อมะเร็ง ซึ่งอาจจะนำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เช่น มะเร็ง ภูมิแพ้ ที่น่าจะเกี่ยวข้องได้โดยตรง ต่อการบริโภคที่ไม่สมดุล โดยเฉพาะคนที่อาศัยในเมืองใหญ่ ดังนั้น ความรู้เรื่องอาหารจึงมีความจำเป็นต่อการมีสุขภาพดีอย่างยิ่ง

แนวคิดและความรู้เรื่องของอาหารมีการเคลื่อนไหว หรือปรับเปลี่ยนไปตลอดเวลา จนในบางครั้ง ได้สร้างความสับสนให้กับประชาชนอย่างมาก เช่น การกินนมเป็นสิ่งที่ดี ช่วยในการเพิ่มมวลกระดูก อีกทฤษฎีหนึ่งกลับบอกว่า...กินนมไม่ดี ต้องกินแต่สิ่งที่เป็นพืชเท่านั้น แต่ละสำนักก็มีเหตุผลที่คนทั่วไปอาจเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง สำหรับคนไทยทั่วไป ที่เกิดในแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ โดยมีข้าวปลาอาหาร หรือผักผลไม้ กินกันได้ในทุกฤดูกาล พร้อมกับมีตำรับอาหารมากมาย ทั้งที่เป็นอาหารและเป็นยา ดังนั้น อาหารพื้นบ้านของไทย จึงมีคุณค่าอย่างมากมาย ทั้งด้านการศึกษาเรียนรู้ หรือนำมาปรับใช้ เพื่อการมีสุขภาพที่ดีขึ้น

ปัจจุบันส่งเสริมให้ประชาชนได้รู้จักเรื่องของทฤษฎีธาตุเจ้าเรือน เพื่อการเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับตนเอง เหมาะกับเพศ วัย ฤดูกาล และนำความรู้ไปปรับใช้ เพื่อดูแลสุขภาพให้สมดุล แข็งแรง และพึ่งพาตนเองได้ ภายใต้แนวคิด Cuisine สปาไทย หรืออาหารไทยในสปา โดยเชื่อว่า สปาไม่ได้เป็นแค่สถานที่เพื่อการบำบัดร่างกายเพียงภายนอกเท่านั้น แต่สปายังควรเป็นสถานที่สำหรับการดูแลสุขภาพจากภายในด้วย ซึ่งการดูแลสุขภาพจากภายในนั้น อาหารการกินย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็น เพราะหากเลือกรับประทานอาหารที่ไม่ถูกไม่เหมาะสม ก็จะส่งผลเสียต่อร่างกาย เกิดเป็นอาการเจ็บป่วยตามมา

ขณะเดียวกันมีการส่งเสริมให้รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ แต่ในทางการแพทย์แผนไทย กลับมีมุมมองที่แตกต่างและลึกซึ้งยิ่งกว่า โดยจะให้ความสำคัญกับการกิน คือ กินเครื่องเทศ เพื่อช่วยเรื่องการย่อยและสมดุลธาตุลม หรือ กินให้ถูกธาตุ คือ การกินอาหารให้เหมาะสม ตามธาตุเจ้าเรือนของแต่ละคน เพื่อทำให้เกิดความสมดุล อีกทั้งกินอาหารที่มีกากใย เพื่อความสมดุลของลำไส้ ช่วยในการขับถ่าย และยังรับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ รวมถึงกินอาหารครบทุกรส และที่สำคัญ กินอาหารให้ตรงเวลา เพื่อจะไม่ให้ธาตุลมแปรปรวน

ภายหลังจากการบรรยาย ภญ.ดร.สุภาพร ปิติพร พานำชมนิทรรศการธาตุเจ้าเรือน เพื่อให้ประชาชนที่สนใจ ได้ร่วมวิเคราะห์ธาตุของตน ตลอดจนร่วมเลือกชม-ชิม อาหาร-เครื่องดื่มตามธาตุ ทั้งชมการสาธิตการทำผักดอง สุดยอดโปรไบโอติก เพื่อการดูแลลำไส้ ใส่ใจสุขภาพ และนิทรรศการอภัยภูเบศรเวชนคร เมืองเพื่อสุขภาพแห่งอาเซียน

สำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจ บริเวณตึกพิพิธภัณฑ์ท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ก็จะได้พบกับ "ตลาดสีเขียว" ตลาดเพื่อคนรักสุขภาพ จากชาวบ้านในชุมชนปราจีนบุรี นำวัตถุดิบเกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษ ที่ดีทั้งคนกินและคนปลูก มาจัดจำหน่าย ให้ผู้ที่มาเที่ยวชมงาน ได้เลือกซื้อเลือกชิม ทั้งพืชผัก ผลไม้ และอาหารพื้นบ้านที่หลากหลาย

ที่สำคัญได้ร่วมเรียนรู้ ชิมและชมกิจกรรมสาธิต "ตามรอยตำรับอาหารท่านเจ้าพระยา" เพื่อเป็นการระลึกถึง ท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โดยศูนย์การเรียนรู้การดูแลสุขภาพภาคประชาชน ด้านการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร คัดสรรสมุนไพรที่ท่านเจ้าพระยาโปรดปราน มาปรับประยุกต์ให้น่ารับประทาน เอร็ดอร่อย และมีประโยชน์ อาทิ เมนูเมี่ยงคำใบหูเสือ หูเสือสมูธตี้ และยังมีการสาธิตตำรับยากุลกา ยาในชีวิตประจำวันของคนพระตะบอง โดยผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรม ทั้งสามารถนำสูตรกลับไป หรือทำรับประทานเองที่บ้านได้ด้วย

และอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจ คือ "นวดถวายมือ" ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในวันครบรอบสถาปนาโรงพยาบาล เพื่อเป็นการหวนรำลึกนึกถึงคุณครูบาอาจารย์ บรมครูแผนไทย รวมถึงท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โดยบรรดาอาจารย์หมอนวด หมอพื้นบ้าน จากทุกสารทิศ ได้รวมตัว รวมใจ และรวมแรงกัน มาให้การรักษาผู้ป่วย ในโรคและอาการต่างๆ ฟรี อาทิ กระบังลมหย่อน ท้องผูกเรื้อรัง ไหล่ติด นิ้วล็อค นวดเส้นประธานสิบ การเหยียบเหล็กแดง การรักษาโรคอัมพฤกษ์-อัมพาต การนวดสะกิดเส้น ซึ่งเปิดบริการ ตรวจ นวด ประคบ และเหยียบเหล็กแดง บริเวณชั้น 2 ของตึกพิพิธภัณฑ์ท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร