"ปาฏิหาริย์ที่พระปฐมเจดีย์"

ตอนที่ 1
ประสบการณ์ลี้ลับ

"พระบรมสารีริกธาตุ" หรือ "พระบรมธาตุ" นั้น หมายถึงส่วนต่างๆของร่างกาย (กระดูก) ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ได้อธิษฐานไว้ก่อนปรินิพพานว่าให้คงเหลือไว้หลังจากถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธบริษัท ชาวพุทธเชื่อว่าพระบรมสารีริกธาตุเป็นวัตถุแทนองค์พระบรมศาสดาที่ทรงคุณค่าสูงสุดในพระพุทธศาสนา จึงนิยมการบูชาองค์พระบรมสารีริกธาตุ ด้วยการสร้างพระมหาธาตุ หรือองค์พระสถูปเจดีย์เพื่อประดิษฐานไว้สักการะ โดยเชื่อว่ามีอานิสงส์ประดุจได้กระทำการบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อยังทรงพระชนม์อยู่ ทั้งนี้คำว่า "พระบรมสารีริกธาตุ" เป็นศัพท์เฉพาะพระบรมธาตุ (กระดูก) แห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดา หากเป็นของพระอรหันตสาวกจะเรียกว่า "พระธาตุ" เท่านั้น

ด้วยความเชื่อเรื่องพระพุทธบารมีประดุจพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ จึงมีความเชื่อว่าพระบรมสารีริกธาตุแสดงปาฏิหาริย์ต่างๆได้หลายรูปแบบ เช่น พระบรมสารีริกธาตุลอยน้ำ พระบรมสารีริกธาตุเคลื่อนย้ายที่ประดิษฐานเองได้ พระบรมสารีริกธาตุแสดงปาฏิหาริย์ในลักษณะต่างๆ เช่น เปล่งแสง หรือเกิดรัศมีโอภาส เป็นต้น

ประเทศไทยในยุคโบราณยังปรากฏหลักฐานความเชื่อเกี่ยวกับพระบรมสารีริกธาตุที่เก่าที่สุดในจารึกวัดศรีชุม ซึ่งเป็นศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 2 โดยพระมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามุณีศรีรัตนลังกาทีปมหาสามีเป็นเจ้า พระนัดดาของท่านขุนผาเมืองเป็นผู้จารึกขึ้นระหว่าง พ.ศ.1890-1917 โดยมีส่วนหนึ่งของจารึกเล่าถึงปาฏิหาริย์ของพระบรมสารีริกธาตุที่วัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัยโดยละเอียด ในสมัยอยุธยาก็มีหลักฐานความเชื่อเกี่ยวกับปาฏิหาริย์พระบรมสารีริกธาตุในพงศาวดารหลายแห่ง เช่น ในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ เป็นต้น และในสมัยรัตนโกสินทร์ ก็มีบันทึกไว้ในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และในเหตุการณ์ที่องค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทอดพระเนตรเห็นปาฏิหาริย์ที่องค์พระปฐมเจดีย์ เป็นต้น

องค์พระปฐมเจดีย์เป็นเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุตั้งแต่สมัยครั้งที่พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งประเทศอินเดียโบราณ ทรงส่งสมณทูตมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในภูมิภาคแถบนี้ อันมีพระโสณะและพระอุตตระ เป็นผู้นำมีลักษณะแบบทรงไทยรูประฆังคว่ำปากผายมหึมา โครงสร้างเป็นไม้ซุงรัดด้วยโซ่มหึมา ก่ออิฐถือปูนประดับแผ่นกระเบื้องเคลือบสีส้ม สูง 120 ม. กับ 45 ซม. ประกอบด้วยวิหาร 4 ทิศ มีคดระเบียงชักแนวถึงกันโดยรอบเป็นวงกลม มีกะเปาะกันทรุดทั้ง 4 ทิศ มีกำแพงแก้ว 2 ชั้น ล้อมรอบพื้นที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้ทรงเริ่มการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2396

พระเจดีย์องค์เดิมสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในราว พ.ศ.235-300 มีลักษณะเป็นแบบสัญจิเจดีย์ (ทรงบาตรคว่ำ) จากหนังสือเรื่องพระปฐมเจดีย์ พระนิพนธ์ของ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ได้กล่าวไว้ว่า "กล่าวโดยเฉพาะองค์พระปฐมเจดีย์นั้นก็เป็นหลักฐานสำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง ถ้าพิจารณาดูรูปพระปฐมเจดีย์องค์เก่า (อยู่ข้างในพระปฐมเจดีย์องค์ปัจจุบัน แต่ยังมีรูปจำลองขนาดย่อมให้เห็นอยู่ทางด้านใต้) จะเห็นว่าเป็นของสร้างเพิ่มเติมกันมาหลายยุคสมัย จนรูปพระเจดีย์แปรปรวนไป แต่ยังพอเห็นเค้าเดิมได้บ้าง ถ้าเอาพระปรางค์ที่อยู่ข้างในออกเสียแล้วจะเห็นได้ทันทีว่ารูปคล้ายพระสถูปเจดีย์ที่เมืองสัญจิซึ่งสร้างครั้งพระเจ้าอโศกมาก คือตัวสถูปเป็นรูปกลมทรงเหมือนโอหรือขันน้ำคว่ำ ข้างบนทำเป็นพุทธ
อาสน์สี่เหลี่ยมตั้งไว้ มีฉัตรปักเป็นยอดฐานพระสถูปทำเป็นสี่เหลี่ยม รอบฐานทำเป็นที่เดินประทักษิณ มีรั้วล้อมรอบภายนอกและก่อด้วยอิฐ

เหตุที่เรียกชื่อว่าพระปฐมเจดีย์ (ราษฎรเรียกเพี้ยนไปเป็นพระปทม) นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้ทรงสันนิษฐานว่า เห็นจะเป็นเพราะเป็นพระเจดีย์องค์แรกสุดที่สร้างขึ้นในประเทศแถบนี้ เมื่อครั้งพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชแจกพระบรมธาตุไปในประเทศทั้งปวงเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ จะหาเจดีย์แห่งใดตั้งแต่เชียงแสน เชียงใหม่ ตลอดลงมาถึงนครศรีธรรมราช และเมืองลาว เมืองเขมรเสมอเหมือนมิได้

ต่อมาเมื่อ พ.ศ.569 พระยาพานผู้ครองเมืองสมัยนั้นต้องการล้างบาปที่กระทำปิตุฆาตไว้ จึงต่อเติมองค์พระพุทธเจดีย์ให้สูงขึ้นอีกเท่านกเขาเหิน คือประมาณ 400 ฟุต มีขนาดกลมโดยรอบ 800 ฟุต ส่วนทรงของพระสถูปเจดีย์ได้แปลงจากของเดิมกลายเป็นรูปทรงบาตรคว่ำยอดปรางค์ ครั้นต่อมารัชกาลที่ 4 ครั้ง ยังผนวชอยู่ได้เสด็จมานมัสการทรงพระดำริว่า เป็นพระเจดีย์ใหญ่โต และเก่าแก่กว่าพระเจดีย์องค์อื่นๆ ที่มีในประเทศไทย สมควรบูรณะให้ดีดังเดิม เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วจึงโปรดฯให้ดำเนินการปฏิสังขรณ์ขึ้น ส่วนพระเจดีย์องค์เดิมมีขนาดและลักษณะเป็นอย่างไรก็โปรดฯให้คงไว้ โดยสร้างพระมหาเจดีย์สถูปใหญ่หุ้มองค์เดิมไว้ภายใน เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ.2396 แต่ยังไม่ทันได้ยกยอดมาเสด็จสวรรคตเสียก่อนใน พ.ศ.2411 ต่อมารัชกาลที่ 5 ได้เสด็จพระราชดำเนินมายกยอดพระมหามงกุฎองค์พระปฐมเจดีย์ใน พ.ศ.2413 และทรงปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมอีกมากมาย

พระพุทธรูปสำคัญที่ประดิษฐานที่องค์พระปฐมเจดีย์ มีอาทิ พระพุทธสิหิงค์จำลองหล่อด้วยโลหะ ซึ่งรัชกาลที่ 4 โปรดฯให้หล่อจำลองจากพระพุทธสิหิงค์ที่ประดิษฐานอยู่ภายในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และโปรดฯให้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่ซุ้มจระนำด้านทิศตะวันออก

พระประธานในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปศิลาขาวแกะสลักขนาดใหญ่ ปางประทานปฐมเทศนา ประทับนั่งห้อยพระบาททั้งสองลงบนฐานสร้างในสมัยทวารวดี (พ.ศ.1000-1800)

พระร่วงโรจนฤทธิ์เป็นพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติหล่อด้วยโลหะ รัชกาลที่ 6 ทรงโปรดฯให้อัญเชิญจากสุโขทัยลงมากรุงเทพฯ ทำการปฏิสังขรณ์ให้สมบูรณ์แล้วจึงอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ในซุ้มวิหารทิศเหนือ ตรงบันไดใหญ่ที่องค์พระปฐมเจดีย์ ที่สำคัญคือฐานชุกชีพระร่วงโรจนฤทธิได้บรรจุพระบรมสรีรางคารของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 เอาไว้ ตามพระราชพินัยกรรมที่พระองค์ได้สั่งไว้ก่อนเสด็จสวรรคตด้วย

พระพุทธนรเชษฐ์เป็นพระพุทธรูปศิลาขาวแกะสลักขนาดใหญ่ปางประทานปฐมเทศนาประดิษฐานที่ลานชั้นลดด้านทิศใต้ขององค์พระปฐมเจดีย์

พระพุทธนิรันตรายเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชศรัทธาโปรดให้สร้างขึ้น ประดิษฐานเป็นพระประธานในพระวิหารทิศตะวันออก หรือพระวิหารหลวง

พระปางโปรดปัญจวัคคีย์เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นนั่งขัดสมาธิมีพระสาวก 5 รูป นั่งล้อมอยู่ รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชศรัทธาโปรดฯให้สร้างขึ้นประดิษฐานเป็นพระประธานในพระวิหารปัญจวัคคีย์

พระพุทธปรินิพพานเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางเสด็จดับขันธปรินิพพานมีพระสาวก 3 รูป นั่งล้อมอยู่ รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชศรัทธาโปรดฯให้สร้างและประดิษฐานไว้ในวิหารพระนอน

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า