หัวใจล้มเหลว

2...
คุยสารพันสาระเพ

เราไปโรงพยาบาลชั้นหนึ่งอีกแห่ง พอลูกจอดรถตู้หน้าห้องฉุกเฉิน ประตูรถเปิดอัตโนมัติปุ๊บ พนักงานโรงพยาบาลก็ปราดรถเข็นพยาบาลเข้ามารับฉันปั๊บ และเข็นรถเข้าห้องฉุกเฉินโดยไม่ถามนั่นนี่ ผิดกับโรงพยาบาลแพทย์นั้นที่ฉันถูกลูกชายหิ้วปีกตากแดดจากลานจอดรถมามันก็ไม่สนใจ พอถึงห้องฉุกเฉิน ลูกๆก็จัดการกับเรื่องการลงทะเบียน และแย่งกันบอกอาการ

สักครู่ก็เริ่มมีพยาบาลพุ่งเข้ามาหาฉันที่นอนที่นอนอยู่บนเตียงฉุกเฉินเรียบร้อยแล้ว ถามอาการต่างๆนานา รวมถามถึงอาการเหนื่อยว่าระดับไหน ฉันก็ตอบตรงเผงที่สุดว่า เหนื่อยเหมือนถูกดูดวิญญาณเลยละ แค่นั้นแหละคุณเอ๋ยในพริบตาก็มีหมอเวรหนุ่มหน้าตาดีสามคน พร้อมพนักงานที่รับผิดชอบหน้าที่ต่างๆ ปราดเข้ามาล้อมรอบเตียงเกือบสิบคน จนฉันคิดว่าท่าทางจะหนักหนาจริงๆ ทั้งเครื่องมือทั้งมือหลายมือ กดตรวจ วัดกันยกใหญ่ รุมถามอาการกันอีกครั้ง เรื่องการนอนไม่ได้ คือนอนราบไม่ได้ กดตามขาก็ไม่บวม

แต่หมอคนหนึ่งก็สรุปคร่าวๆว่าน่าจะน้ำท่วมปอด ฟังแล้วตกใจเหมือนกันเพราะพ่อตายด้วยอาการน้ำท่วมปอด และเป็นโรคหัวใจมาก่อน แต่ตอนพ่อเข้าโรงพยาบาลตำรวจ เริ่มจากท้องเสีย แต่พอพ่อจะออกมา หมอบอกว่าพ่อเป็นโรคหัวใจอยู่แล้วขอให้อยู่ต่อเพื่อตรวจต่อให้เรียบร้อย และพ่อก็ตายด้วยอาการน้ำท่วมปอด

คุณลองเปรียบเทียบระหว่างโรงพยาบาลที่มีประกันสังคม ซึ่งเห็นชีวิตเราเป็นผักปลาทั้งๆที่เรายอมเสียรายได้ส่วนหนึ่ง เพื่อให้รัฐบาลดูแล กับโรงพยาบาลที่พูดง่ายๆ คือการค้าให้บริการคนรวย มันต่างกันราวฟ้ากับนรก คุณคงคิดว่าก็แน่ละซิ เอาใจคนรวยนี่

ในจุดที่ฉันอยากจะชี้ให้เห็นก็คือ ใช่ฉันจ่ายแพงฉันก็สมควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ในขณะเดียวกันโรงพยาบาลที่ให้บริการประกันสังคม ก็ควรมีจิตสำนึกเห็นคนเป็นคนบ้าง คนไข้อาจไม่ต้องจ่ายเงิน ณ ตอนนั้น แต่เขาก็จ่ายให้มาตั้งแต่เริ่มทำงานมีเงินเดือน รัฐบาลเองก็ควรตระหนักว่าประชาชนเขาจ่ายเงินมาให้เพื่อให้รัฐบาลดูแลสุขภาพของเขาให้ดี ไม่ใช่ให้ประชาชนมาเผชิญกับบริการแย่ๆ จากโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการแบบนี้ ไม่คำนึงถึงความหนักหนาของอาการ วินิจฉัยโรคอย่างขอไปที

ฉันข้องใจเป็นหนักหนาว่าเงินประกันสังคมน่ะมันเยอะแยะ ผู้คนไม่ใช้สวัสดิการตรงนี้ก็มาก แต่เงินมันไปอยู่ตรงไหนหมด ทำไมไม่เอามาใช้เพื่อรักษาสุขภาพให้ประชาชนอย่างแท้จริง กระบวนการเป็นอย่างไรผู้เกี่ยวข้องรู้ดีอยู่แล้ว เฮ้อ หน้าไม่อาย นอกเรื่องมาพักนึง เอ้าเล่าต่อ

ค่ำวันนั้นฉันเลยต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน อย่างแรกหลังถามอาการ พอรู้ว่าฉันเหนื่อยขนาดเหมือนถูกดูดวิญญาณ ก็มีการระดมพลด้านการแพทย์มากันยกใหญ่ เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง นี่คือปฏิกิริยาที่เกิดในโรงพยาบาลเอกชนนั้น แต่คำพูดเดียวกันในโรงพยาบาลอีกแห่งเอกชนเหมือนกัน แต่ใช้ประกันสังคม หมอกลับวินิจฉัยว่าฉันควรพบจิตแพทย์ นี่มันเป็นเพราะความขี้เกียจ หรือไม่เก่งของหมอในโรงพยาบาลแห่งนั้น หรือเพราะเห็นฉันเป็นคนไข้ประกันสังคมกันแน่

คืนนั้นฉันได้รับการเอกซเรย์ โดยมีเครื่องเข็นมาถึงเตียงฉุกเฉิน แป๊บเดียวก็รู้ผลว่าน้ำท่วมปอดอย่างมากเลย ต้องระบายน้ำออกจากร่างกาย และนี่คือสาเหตุที่ทำให้นอนหงายไม่ได้ ต้องทำให้ปัสสาวะออกมาให้มาก ในคืนนั้นฉันถูกตรวจหัวใจด้วยเครื่องเอ็มอาร์ไอ

วันรุ่งขึ้นเข้าเครื่องสแกนอีก เรียกว่าตรวจกันยกใหญ่ จนเวลานั้นไม่กล้าคิดเรื่องค่าใช้จ่ายเลยละ ฉันต้องนอนอยู่โรงพยาบาลในห้องซี.ซี.ยู. ห้องดูแปลกๆ อุปกรณ์แตกต่างจากห้องพักปกติ คืนนั้นฉันได้รับยาให้ปัสสาวะออกมาทั้งคืนปัสสาวะทุกสิบนาที จนตะคริวกินตั้งแต่เท้า ขา ขึ้นมาถึงสะโพก เป็นการทรมานอย่างมาก พอพยาบาลให้ยาน้ำซึ่งเป็นโปแตสเซียม เพื่อลดอาการตะคริว รสชาติก็ขมขื่นเสียจนทำให้ฉันอาเจียน เลยออกทั้งทางปากและทั้งทางก้น ไม่ต้องนอนกันทั้งคืน แต่ก็สามารถรีดน้ำออกจากตัวได้เป็นลิตรๆเลยละ

ผลจากการตรวจด้วยอุปกรณ์วิเศษต่างๆแล้ว ก็ปรากฏว่าหัวใจฉันโต มันโตขึ้นมา 3 เท่า จากเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งหมอเองก็บอกสาเหตุไม่ได้ เพราะฉันยืนยันว่าไม่เคยเหนื่อยมาก่อนหน้านี้ มันเพิ่งมาเริ่มตอนต้นปีนี้เอง คือแค่ 1 เดือน อาการเหนื่อยกับอาเจียน ก็เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสองสัปดาห์ก่อนเข้าโรงพยาบาลเอง ไม่เคยมีอาการหัวใจเต้นผิดปกติด้วย สรุปแล้วไม่เคยเป็นอะไรเลย หวัดยังแทบไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ อ้วนก็ไม่อ้วน กินก็ไม่มาก ออกกำลังกายก็ออก เลยไม่รู้ว่าโรคหัวใจโต กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอ เรียกรวมๆ อาการหัวใจล้มเหลวนี่มันมาได้ยังไง ก็ให้แปลกใจอยู่

ฉันอยู่โรงพยาบาลแค่สองวัน ไม่รุนแรงถึงขั้นต้องทำบัลลูน หรือบายพาสอะไรแบบนั้น สามารถรักษาทางยาได้ แต่ก็ต้องกินยากันชั่วชีวิต ระหว่างอยู่โรงพยาบาลฉันได้รับการตรวจนั่นตรวจนี่กันทั้งวัน มีบุคลากรของโรงพยาบาลมาเยี่ยมเยือนกันหลายชุด รวมถึงชุดที่ทำหน้าที่ด้านฟื้นฟูร่างกาย สอนวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับคนเป็นโรคหัวใจ ต้องออกกำลังขามากๆ เพราะขาเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่สุด เวลาพนักงานหนุ่มหน้าตาดีมาเยี่ยมที่ห้อง และสอนฉันทำกายภาพ ก็จะมีลูกสาว น้องสาวของฉัน คอยออกกำลังตามและแซวนั่นแซวนี่ จนหนุ่มเขินกันไป หมอหนุ่มเวรที่เข้ามาเยี่ยมเยียนก็จะถูกแทะๆ กัดๆด้วยวาจาจนหน้าแดงแล้วแดงอีกไปตามๆกัน เฮ้อ หมอหนุ่มๆสมัยนี้หน้าตามันดีกันนะ เจอสาวๆแม้ไม่สาวมากนักก็ขี้อายกันน่าดู เพราะอยู่ในสภาวะล่อแหลมจากการแทะโลมเหลือเกิน โอย นี่ถ้าป้าไม่แก่ขนาดนี้หมอก็จะตกอยู่ในอันตรายยิ่งกว่านี้อีก

อาหารที่โรงพยาบาลให้ทานแต่ละมื้อก็จะอร่อยแบบจืดสนิท ไข่ขาวดาว แม่เจ้าจืดๆทานกับแฮม ขนมปัง แต่บางมื้อมีสเต๊คจืดๆ ให้ทานแต่ก็ใช้ได้ สรุปแล้วฉันต้องระวังความเค็ม หมายถึงความเค็มของอาหาร ความเค็มจากคนนี่ก็ต้องหลีกเลี่ยงเหมือนกัน ทานน้ำให้น้อยลง เพราะจะไปเพิ่มปริมาณน้ำในร่างกายได้ง่ายมาก เกลือ ความเค็มจะไปเพิ่มปริมาณน้ำในร่างกายอีกทาง จะนำพาไปถึงน้ำท่วมปอด

ฉันอยู่โรงพยาบาลสองวัน ก็ได้รับการอนุญาตให้กลับบ้านได้โดยมีคำแนะนำจากแพทย์เรื่องยา การดูแลตัวเอง และยังมีบุคลากรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแนะนำเรื่องการออกกำลังกาย และการดูสุขภาพในส่วนอื่น เมื่อถึงเวลารูดการ์ดจ่ายเงินคนรอบตัวหายหัวไปหมด ฉันก็ต้องรูดการ์ดจ่ายเงินเองไปตามระเบียบ ป่วยเองก็ต้องรับผิดชอบเองไง

ฉันไปอยู่บ้านได้สองวัน มีญาติพี่น้องมาเยี่ยมเยียนให้กำลังใจมากมาย พร้อมของกินดีๆ เจ้าดังจากทุกสารทิศ ฉันก็ต้องกินไอ้โน่นนิดไอ้นี่หน่อยเพื่อตอบสนองน้ำใจของทุกคนอันเป็นที่รัก แต่พยายามไม่กินน้ำจิ้ม ลดความเค็มลง พยายามทานปลา และผักต้มจืดๆ

แต่ก็ไม่วาย ฉันเหนื่อยและอาเจียนอีกจนพูดกับแม่ว่า ฉันว่าฉันตายก่อนแม่แน่ ลูกๆหามฉันเข้าโรงพยาบาลอีกรอบ คราวนี้หมอจับรีดน้ำออกจากร่างกายอีกในปริมาณพอควร และรอดูอาการซึ่งไม่มีอะไรร้ายแรงกว่าเดิมเพียงแต่น้ำกลับมาท่วมปอดอีกครั้ง คราวนี้ด้วยวิธีใดไม่รู้ได้แต่ชั่วเวลา 2 วัน 1 คืน น้ำหนักฉันหายไป 3 กิโล ตาโบ๋เลยละ หมอกำชับว่าต่อไปให้รักษาน้ำหนักให้อยู่ที่เท่านี้ห้ามเกินกว่านี้

สรุปคือเข้าไปนอนลดน้ำหนักพร้อมทำกายภาพ เดินออกกำลังภายในโรงพยายามเพื่อวัดสมรรถภาพร่างกาย และจ่ายเงินไปอีกเป็นจำนวนครึ่งนึงของเมื่อคราวแรก ความจริงหมอก็ให้คำแนะนำมากมายก่อนออกจากโรงพยาบาล แต่ ณ วันนั้นร่างกายฉันคงยังไม่ปรับเข้าสู่สภาวะปกติดี ต้องดูแลตัวเองอย่างเข้มงวดทีเดียวแหละ

แม้เพียงสองสามวันในโรงพยาบาล ฉันก็ได้เรียนรู้อะไรเยอะ แน่ๆอย่างแรก คือคุณอย่าไปหวังพึ่งพาประกันสังคม หรือประกันบ้าบอที่โฆษณาว่าคุ้มครอง 5 โรค 10 โรคโครมๆอะไรนั่น พอถึงเวลาจริงๆ คุณพึ่งพาใครไม่ได้หรอก นอกจากเงินที่คุณสะสมของคุณมาเอง กับการเฝ้าระวังสุขภาพของตนเองอย่างใกล้ชิด เรียนรู้ว่านั่งอยู่ดีๆ คุณก็อาจตายได้ จากการที่หมอเองก็หาที่มาของการอาการหัวใจล้มเหลวของฉันไม่ได้

ที่แน่ๆ มันไม่ใช่เพราะอาการเครียดแน่นอน ทุกอย่างที่ฉันบันทึกไว้นี่เกิดจากประสบการณ์ของฉันคนเดียวนะ อย่าเหมาว่าทุกคนจะเป็นเช่นนี้ เช่น บางคนอาจจะมีชีวิตยืนยาว สุขภาพดีเป็นสุขเพราะได้รับการบริการที่ดีจากประกันสังคมก็ได้ บางคนอาจได้รับความคุ้มครองและเงินชดเชยอย่างเต็มที่ตามที่บริษัทประกันภัยขายกรมธรรม์ให้คุณก็ได้ แต่สำหรับฉันมันไม่ใช่เลยทั้งสองกรณี

ฉันก็พยายามที่จะให้รัฐชดเชยให้ฉันบ้างนะ ขอเรียกร้องสิทธิ์ของการเป็นพลเมืองที่ดีมาตลอดสักหน่อย จ่ายภาษีมาเต็มเม็ดเต็มหน่วย จ่ายประกันสังคมมาตลอด มันก็พอมีช่องทางที่จะเรียกเงินชดเชยจากประกันสังคมได้บ้าง ฉันได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่องประกันสังคมในโรงพยาบาลแห่งแรกที่ฉันไปว่า ฉันสามารถเรียกเงินชดเชยได้โดยนำเอกสารจากโรงพยาบาลทุกใบ ทั้งใบรับรองแพทย์ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ส่งไปที่ประกันสังคมเขตได้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือเตรียมเอกสารเสร็จเรียบร้อย สำนักงานประกันสังคมเขตบอกว่าฉันส่งเรื่องช้าไป ต้องส่งเอกสารให้ภายใน 1 สัปดาห์ หลังจากออกจากโรงพยาบาล แม่เจ้า ออกจากโรงพยาบาลนี้มีความคาดหวังว่า ฉันจะกระชุ่มกระชวยลุกขึ้นมาเตรียมเอกสารถ่ายสำเนากันทันใดเลยหรือ สรุปแล้วฉันเดินเรื่องช้าไป ไม่พอเรื่องกรณีแบบนี้เป็นเรื่องของหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขอีก เอ้า ไม่เป็นไร ความหวังริบหรี่แต่ยังพอมี ทำเรื่องใหม่ เขียนหนังสือโอดครวญขอความเมตตาจากผู้อำนวยการสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามที่น้องชายคนหนึ่งแนะนำ ส่งเอกสารไปใหม่ ให้น้องถือเอกสารไปส่งให้ถึงหน้าห้อง เริ่มต้นนับหนึ่ง รอจากบัดนั้นจนบัดนี้ก็เงียบ ไม่มีใครสนใจเห็นใจ นี่แหละราชการไทย ฉันว่าป่านนี้คนที่นั่นคงเอาจดหมาย และเอกสารของฉันไปเช็ดก้นหมดแล้ว หรือหากเอกสารถึงมือเลขาธิการฯ จริงๆท่านก็คงอ่านแล้วหัวเราะหึ หึ และคิดว่าอีนี่บ้าจะมาเรียกร้องอะไร อุตริไม่ใช้ประกันสังคมเองนี่นา

ที่เลวร้ายเข้าไปอีกคือบริษัทประกันภัยที่โฆษณาว่าจะดูแลชดเชยเงิน หากคุณเป็นหนึ่งในห้าโรคร้ายที่ระบุในกรมธรรม์ พอถึงเวลาขึ้นมา ฉันส่งใบแพทย์และใบเสร็จและทุกอย่างเข้าไปเคลมตามระเบียบ คำตอบที่ฉันได้รับคือจดหมายที่มีฝรั่งเป็นผู้ลงนาม ไม่รู้เซ็นๆมาแปลออกหรือเปล่าด้วย ปฏิเสธการจ่ายเงิน เพราะฉันต้องเป็นโรคหัวใจขาดเลือดเท่านั้น จึงจะเบิกได้ ไอ้โรคที่ฉันเป็นเนี่ยมันไม่เข้าข่ายที่กรมธรรม์คุ้มครองค่ะ โอ้ ยากจังในการที่ต้องเป็นโรคตามนั้น

หลังจากที่บริษัทบ้านี่พิจารณาเอกสารฉันอยู่สองเดือน โดยมีฉันโทร.ไปเร่งสองครั้งสองครา เพราะถ้าไม่โทร.ไปไถ่ถามมันคงใช้เวลาครึ่งปีกว่าจะตอบปฏิเสธกลับมา เมื่อได้จดหมายปฏิเสธ ฉันก็โทร.ไปถามถึงการปฏิเสธจ่ายเงิน เจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์ก็ตอบโง่ๆตามตำราที่อ่านมา พอฉันถามว่าคุณรู้เรื่องโรคนี้แค่ไหน คุณเป็นหมอหรือเปล่า ก็อ้ำๆอึ้งๆ สรุปแล้วหนูไม่รู้อะไรสักอย่าง อ่านตามสคริปท์ โง่ค่ะ เอ๊ะ เหมือนใครเนี่ย

ฉันเลยขอยกเลิกกรมธรรม์ ณ นาทีนั้นเลย โอ๊ย ฉันไม่เอาแล้วสาปส่ง สู้ให้ฉันกระเสือกกระสนของฉันเป็นคราวๆไปดีกว่า สรุปแล้วอุตริป่วยเอง จ่ายเงินเอง บิลล์โรงพยาบาลมาช็อกพอควร ชีวิตที่ต้องรับผิดชอบเอง แต่อย่างว่าได้รับบริการแบบเจ้าหญิง เรียกว่าแทบจะอุ้มกันเลยทีเดียว ไม่ใช่ประกันสังคมที่คุณจะได้รับบริการเยี่ยงยาจก ทั้งๆที่เราก็ไม่ได้จน แต่เหมือนจนลงไปในบันดลเลยเชียวคุณ แต่อย่างที่บอกแต่ละคนมีประสบการณ์ต่างกันนะ เราไม่เถียงกัน จะว่าไปฉันก็ไม่เคยเถียงคนเพียงเพื่อเอาชนะด้านความคิด ฉันจะเถียงก็เมื่อต้องการหาทางออกสำหรับบางเเรื่องเท่านั้น

เฮ้อ ว่าจะบันทึกกันลืมเกี่ยวกับเรื่องหัวใจล้มเหลวนี่นิดเดียว เขียนไปเขียนยาวหลายหน้าทีเดียว ขอให้คำแนะนำเกี่ยวกับอาการเบื้องต้นที่จะนำพาไปถึงโรคหัวใจล้มเหลวสักนิดตามประสบการณ์นะคะ เริ่มจาก

อย่างแรก หายใจติดๆ ขัดๆ เหมือนลมไม่เข้าไปในร่างกาย ไม่ต้องโทษการแขม่วพุง แล้วหายใจน้อย

อย่างที่ 2 เหนื่อย เหนื้อย เหนื่อย ไม่ได้ทำอะไรหนักๆก็เหนื่อย เวลาคุณไปโรงพยาบาลคุณก็บรรยายอาการเหนื่อยของคุณให้ชัดเจนล่ะ เดี๋ยวหมอส่งคุณไปหาจิตแพทย์ แต่ก็บอกยาก เพราะโรงพยาบาลระดับอภิมหาแพง เขาเข้าใจความเหนื่อยของฉัน ถึงกับส่งทั้งแพทย์หนุ่มๆหล่อๆ พยาบาลสาวสวย และสมุนอีกโขยงมารายล้อมฉัน พร้อมเครื่องมือสารพัด

อย่างที่ 3 นอนไม่สบายนอนหงายไม่ได้ จริงๆก็นอนได้แหละ แต่หายใจไม่สะดวก พานไปถึงการนอนไม่หลับ

อย่างที่ 4 อยู่ดีๆก็อ้วน คือน้ำหนักขึ้นโดยไร้สาเหตุ ไม่ได้กินเยอะขึ้น แต่น้ำหนักขึ้นได้ขึ้นดีวันละกิโล

อย่างที่ 5 ขา เท้าบวม ขาฉันไม่บวม แต่บวมที่หน้าท้อง ขึ้นไปถึงกลางอก เหมือนอ้วน

อย่างที่ 6 อาเจียน โดยที่ไม่ได้มีสาเหตุจากการทานอาหาร แค่เหนื่อยแล้วก็อยากจะอาเจียน มีอาการหอบไปพร้อมๆ กัน

อาการมาถึงขั้นนี้ ฉันว่าคุณไปหาหมอเถอะ ไม่ต้องรอถึงสองอาทิตย์แบบฉันหรอกค่ะ และไม่ต้องรอให้ตายโดยที่ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไรถึงตายเลย อ้อ อีกเรื่องฉันถามหมอว่า คนที่เป็นโรคนี้แล้วมีไหมคะ ที่เขานั่งอยู่ดีๆ แล้วตายไปเลย หมอก็อ้ำอึ้งนะ บอกแต่เพียงว่าสาเหตุการตาย มาจากหลายอย่างแต่ส่วนมากจะมีอาการล่วงหน้า เออ ฉันก็ว่าตอบไม่ตรงคำถามนะ หรือไม่เคยมีใครถามก็ไม่รู้ แต่ฉันพอเดาคำตอบได้

ถามว่าได้อะไรจากการป่วยครั้งนี้ น้องสาวคนนึงบอกว่า เขาคิดว่าฉันปล่อยวางขึ้นเยอะ ฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าปล่อยวางหรือเปล่า เพียงแต่คิดว่าอะไรอยากเกิดก็เกิดเถอะ ตายเป็นตายคิดว่าอยู่มาคุ้มแล้ว รักคนมาก็เยอะ รำคาญคนมาก็มาก ทำงานเยอะ ได้เงินเยอะ รับผิดชอบเยอะ เที่ยวเยอะ กินเยอะ มีเยอะๆอีกหลายเยอะ ทั้งที่ดีและไม่ดี รู้เพียงว่าต้องรับผิดชอบตนเอง จะเจ็บจะป่วย ท้ายสุดก็เรารับผิดชอบชีวิตของตัวเอง

แต่สิ่งนึงที่ได้เห็นคือความรักจากคนรอบข้าง ความเมตตาจากญาติผู้ใหญ่ โดยเฉพาะหลวงน้า เฮ้อ เกิดแล้ว เจ็บแล้ว นี่ก็ชักจะแก่แล้ว ใกล้ตายแล้วซินะ แต่ก็รู้สึกดี หมอบอกว่าคุณก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไป มีคนเป็นโรคนี้ หัวใจโตแบบนี้มากมาย เขาก็มีชีวิตปกติ เพียงแต่ดูแลสุขภาพให้ดี ทานยาตามหมอสั่ง มาหาหมอสม่ำเสมอ กินกาแฟได้วันละแก้ว ไม่กล้าถามหมอว่ากินไวน์ได้ไหม แต่คาดเดาว่าน่าจะได้แต่ไม่มากเกินไป มีเซ็กซ์ก็ยังได้ นี่ฉันแอบถามพยาบาลไม่กล้าถามหมอ ฉันก็เพียงแต่ถามเผื่อไว้ในทุกๆเรื่องคนปกติเขาทำกัน เพื่อดูว่าฉันจะแตกต่างไหม ก็ไม่แตกต่างนี่นะ ฉะนั้นก็ใช้ชีวิตได้อย่างเป็นสุข

วันๆ ถึงจะไม่ได้ทำความดีอะไรมากมาย ก็ไม่ต้องทำตัวให้มันหนักหัวใครก็น่าจะโอ.เค. ช่วยใครได้ก็ช่วย ให้คำปรึกษาใครได้ก็ให้ ถึงจะเพี้ยนไปบ้าง แต่ถ้าเขาเชื่อและไม่เดือดร้อน ก็ถือเป็นกุศลแล้ว ฟังดูเหมือนเป็นคนดีนะ แบ่งปันประสบการณ์กันค่ะ