หลายเชื้อชาติหลากเผ่าพันธุ์

วิถีอาเซียน-วิถีไทย

นักชาติวงศ์วิทยาเคยระบุเอาไว้ว่า "พม่ามีประชากรหลายเชื้อชาติหลากเผ่าพันธุ์จนนับไม่ถ้วน เราไม่รู้กระทั่งว่าพวกเขาเป็นใครหรืออพยพเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ คงไม่มีที่ใดอีกแล้วที่จะมีผู้คนและภาษาแตกต่างหลากหลายได้มากมายถึงเพียงนี้.."

การที่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพม่ามีหลากเผ่าต่างพันธุ์หาความเป็นเอกภาพทางเชื้อชาติมิได้ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหามากมาย แต่ในข้อดีที่กลับกันได้ทำให้ดินแดนนี้รุ่มรวยไปด้วยวัฒนธรรมและเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างยากจะหาที่ไหนเสมอเหมือน ทางการยอมรับว่ามีผู้คนไม่ต่ำกว่า 135 เผ่าพันธุ์ อาศัยอยู่ในประเทศมีชนพื้นเมืองมากกว่า 67 กลุ่ม และมีภาษาหลักและภาษาถิ่นอยู่มากถึง 242 ภาษา ชาวบะหม่ามีมากที่สุด รองลงมาเป็นชนกลุ่มน้อยอีกราว 6 กลุ่มซึ่งมีรัฐเป็นของตนเองโดยเฉพาะ ส่วนนักชาติวงศ์วิทยาแบ่งชนพื้นเมืองเดิมในพม่าออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทิเบต-พม่า หมายถึงชาวบะหม่า ยะไข่ กะฉิ่นและชิน คิดเป็นร้อยละ78 กลุ่มมอญ-เขมร ได้แก่ ชาวมอญ ว้า และปะหล่าว กลุ่มชนเผ่าไท หมายถึงชาวไทยใหญ่รัฐฉาน และชนเผ่ากะเหรี่ยง หมายรวมถึงพวกกะหยิ่นและกะยา ส่วนประชากรที่ไม่ใช่ชนพื้นเมืองเดิมส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมือง บรรพบุรุษเพิ่งอพยพเข้ามาจากเอเชียใต้และจีนไม่ถึง 200 ปีมานี้

ชาวบะหม่า ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศนี้ บรรพบุรุษอพยพมาจากตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ยังชีพด้วยการปลูกข้าวนาลุ่ม รับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท พูดภาษาพม่าซึ่งมีเสียงวรรณยุกต์สูงๆต่ำๆ เป็นภาษาหนึ่งในตระกูลทิเบต-พม่า และใช้เป็นภาษาประจำชาตินานแล้ว การที่ส่วนใหญ่ของชาวบะหม่าเป็นชนชั้นปกครอง ถือครองที่ดิน และมีบทบาทในการบริหารบ้านเมืองจึงตกเป็นที่ระแวงและเกลียดชังของชนกลุ่มน้อยอื่นๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วัฒนธรรมหลายอย่างของพม่าได้รับการหล่อหลอมจากชาวบะหม่า อาทิ การอาศัยอยู่ในบ้านไม้มุงแฝกและทำนาปลูกข้าวเป็นอาชีพ แต่เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของพวกเขาที่พวกเราคุ้นเคยกันดีก็คือ ผงแป้งสีเหลืองอ่อน ที่ทำจากเปลือกไม้ตะนากา สาวชาวบะหม่าจะใช้แป้งผงนี้ทาหน้าเพื่อป้องกันแสงแดด ส่วนโลงจี ก็เป็นเครื่องแต่งกายที่นิยมกันมากนุ่งคล้ายโสร่งของมาเลเซีย ทอเป็นลายคล้ายลายสก๊อตยาวจากเอวลงมาถึงข้อเท้า ท่อนบนเป็นเสื้อที่ตัดจากผ้าบางๆมองทะลุได้เรียกว่า เอ่งจี ใช้สวมทับเสื้อแขนยาวคอกลมอีกชั้นหนึ่ง ทุกวันนี้ชาวพม่ายังนิยมสวมใส่ โลงจี ยิ่งกว่าเสื้อผ้าทางตะวันตก โลงจีแบบดั้งเดิมเป็นผ้าทั้งผืน ไม่ได้เย็บ แต่ปัจจุบันจะยาว 2 เมตร เย็บสองด้านติดกันเหมือนผ้าถุงใช้กันทั้งหญิงชาย โลงจีของผู้ชายเรียกว่า ปะโซ ของผู้หญิงเรียก ตะหมี่ ผู้ชายจะนุ่งโดยขมวดปมไว้ด้านหน้าขณะที่ผู้หญิงจะนุ่งป้ายแล้วเก็บปมไว้ใต้ผ้าคาดเอวสีดำ นอกจากนี้โลงจีของผู้ชายยังนิยมทอเป็นลายริ้วยาวกับลายตารางสี่เหลี่ยมตัดกันและใช้สีอ่อน แต่ของผู้หญิงจะทอเป็นลายดอกไม้และมีสีสันสดใสกว่า คนพม่าจะแสดงเอกลักษณ์ทางเชื้อชาติของตนผ่านเสื้อผ้าอาภรณ์ ผู้หญิงจะนิยมเครื่องประดับและอัญมณีมากเนื่องจากพม่ามีอัญมณีจำพวกทับทิม ไพลิน หยกและไข่มุกอยู่ดาษดื่น จึงเป็นธรรมดาที่จะได้เห็นสาวพม่าสวมใส่สร้อยถนิมพิมพาภรณ์ที่ทำจากอัญมณีน้ำงามมาเที่ยวเทศกาลงานบุญต่างๆ

ส่วนตะนากา เครื่องประทินโฉมของพม่า เป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มีอยู่ทุกครัวเรือนของชาวพม่า นับเป็นเครื่องประทินผิวแบบโบราณที่ยังคงมีศักยภาพในสังคมปัจจุบันและได้พัฒนาต่อยอดเป็นเครื่องสำอางขายทั้งในพม่าและประเทศใกล้เคียง โดยหญิงสาวชาวพม่าจะฝนเนื้อไม้ที่มีสีขาวนวลจนถึงเหลืองกับน้ำเล็กน้อยบนแผ่นหินกลมที่มีร่องใกล้ขอบให้น้ำส่วนเกินไหลออกมา ได้เป็นแป้งกลิ่นหอมอ่อนๆใช้ทาผิวหนังให้เนียนสวย ลดความมันบนใบหน้าแต่ไม่ทำให้ผิวหน้าแห้ง ลดรอยเหี่ยวย่น ป้องกันผิวหน้าจากแสงแดด ทั้งป้องกันและรักษาสิวฝ้าได้อีกด้วย คนไทยรู้จักกันในชื่อ กระแจะ คนเหนือเรียก ขะแจะ ที่ราชบุรีเรียก พญายา คนอีสานเรียก ตุมตัง ตนมอญเรียน ตะนาว พบมากในเขตร้อนชื้นของเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยและเมียนมาร์ ในทางแพทย์แผนโบราณ ถือเป็นตำรายาไทยใช้ใบแก้ลมบ้าหมู รากเป็นยาถ่าย ผลเป็นยาบำรุง แก่นดองเหล้ากินแก้กษัย โลหิตพิการ ดับพิษร้อน ใช้ต้นต้มน้ำดื่มครั้งละครึ่งแก้ววันละ3เวลา เช้า กลางวัน เย็น แก้ปวดตามข้อ ปวดเมื่อย เส้นตึง แก้ร้อนในและโรคประดง จากการวิจัยพบว่ามีสาระสำคัญที่เป็นตัวกรองแสงอุลตร้าไวโอเล็ตที่เป็นตัวการก่อให้เกิดการเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง มีสารยับยั้ง เอ็มพีพี1 และเพิ่มการสร้างโปร-คอลลาเจน จึงช่วยคงความแข็งแรงและยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อผิวหนัง นอกจากนั้นยังพบสารสกัดที่แสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลดการเสื่อมของเซลล์ มีสารอาร์บูตินที่มีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานินซึ่งเป็นต้นเหตุของฝ้าและกระและรอยหมองคล้ำด่างดำ มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสซึ่งกระตุ้นให้เกิดเม็ดสีเมลานิน ส่วนกลิ่นหอมมาจากสารกลุ่มคูมาลิน 4 ชนิด ไม่มีความเป็นพิษต่อหน่วยพันธุกรรมและต่อเซลล์แต่อย่างใด ทางที่ดีควรทดลองใช้กับท้องแขนก่อน ถ้าไม่มีอาการผิดปกติจึงใช้กับใบหน้า จะได้สวยใสอย่างปลอดภัย

ชนเผ่าที่มีมากรองจากบะหม่า คือ ไทยใหญ่หรือรัฐฉาน เอกลักษณ์ของพวกเขาอยู่ที่ผ้าโพกหัว ผู้ชายจะสวมกางเกงหลวมๆสีน้ำเงินเข้ม ไม่นิยมนุ่ง โลงจี เด็กหญิงจะสวมกางเกงกับเสื้อปล่อยชายจนอายุครบ 14 ปี จึงจะเปลี่ยนมาสวมชุดกระโปรงสีสด เมื่ออายุมากขึ้นจะใส่ชุดสีเรียบๆ แต่พออายุ 40 ปี ก็จะหันมาใส่แต่เสื้อผ้าสีดำเรื่อยไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

สำหรับชนเผ่าที่กำลังเป็นปัญหาขัดแย้งกันทางศาสนาระหว่างพุทธกับอิสลามได้แก่ ยะไข่ ชนเผ่านี้จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับบะหม่าแต่มีสีผิวคล้ำกว่า เนื่องจากมีการแต่งงานข้ามเผ่าพันธุ์บ่อยครั้ง อีกทั้งวิถีชีวิตอยู่ริมฝั่งทะเล ชาวยะไข่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ พวกที่นับถืออิสลามก็มีอยู่ไม่น้อย เป็นลูกครึ่งยะไข่-เบงกอล บรรพบุรุษอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพม่าตั้งแต่ยุคอาณานิคม

ปัจจุบันมีไม่กี่ประเทศในโลกที่จะรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีโบราณให้ดำรงคงอยู่ได้และมีอิทธิพลเข้มแข็งต่อชีวิตของผู้คนเฉกเช่นที่เป็นอยู่ในเมียนมาร์ ถึงแม้จะมีการรับอารยธรรมใหม่ๆจากการเปิดประเทศ แต่วิถีชีวิตของพวกเขายังคงอยู่ภายใต้การครอบงำของค่านิยมเก่าๆแต่ละย่างก้าวของชาวพม่ารุ่นแล้วรุ่นเล่า แทบไม่เปลี่ยนแปลง

เด็กชาวเมียนมาร์ที่ถือกำเนิดได้เจ็ดวัน พ่อแม่จะเชิญญาติสนิทมิตรสหายมาร่วมพิธีตั้งชื่อเด็ก การตั้งชื่อจะใช้การคำนวณตามหลักโหราศาสตร์ ชื่อบุตรจึงไม่มีส่วนสัมพันธ์ใดๆกับพ่อแม่เลย ชาวพม่าไม่มีนามสกุล ชื่อของเขาจึงไม่อาจบอกสถานะหรือความแตกต่างระหว่างหญิงชาย พ่อแม่กับลูก หรือคนที่แต่งงานแล้วกับคนที่ยังโสด หลังแต่งงานแล้วฝ่ายหญิงยังคงใช้ชื่อเดิม โดยปกติชื่อของชาวเมียนมาร์จะมีหนึ่ง สองหรือสามพยางค์ ชาวพม่าสามารถเปลี่ยนชื่อใหม่ได้บ่อยเท่าที่ต้องการ ถ้ารู้สึกว่าการเปลี่ยนชื่อจะนำโชคลาภหรือความสำเร็จมาให้ พวกเขาก็จะเปลี่ยนชื่อโดยไม่ลังเล เด็กเล็กมักมีชื่อที่ฟังไม่รื่นหูเพื่อขับไล่โรคภัยไข้เจ็บและสิ่งชั่วร้ายไม่ให้กรายใกล้

จนเมื่อโตขึ้นจึงจะเปลี่ยนมาใช้ชื่อที่ไพเราะและความหมายดี ถ้าต้องการทราบเพศหรือสถานภาพทางสังคมของคนพม่าก็ต้องดูจากคำนำหน้าชื่อเป็นหลัก เช่นถ้าใช้ อู นำหน้าแสดงถึงความยกย่องในอายุหรือตำแหน่ง ส่วน โก ใช้เรียกคนที่มีสถานะเท่าๆกัน ส่วน หม่อง ใช้เรียกคนที่อายุน้อยกว่าหรือสถานภาพต่ำกว่า ใช้กับวัยรุ่นหรือเด็กชายเล็กๆ ดอ ใช้แสดงนัยว่าสตรีผู้แต่งงานแล้ว มะ เป็นคำที่ใช้เรียกผู้หญิงทั่วไป

สำหรับคำยกย่องที่ใช้เรียกคนที่มีสถานภาพสูงกว่าคือ อะโกจี โกจี หรือ สะยา บางทีเรียกแพทย์ว่า สะยา เรียกพระภิกษุว่าสะยาด่อ หมายุคงผู้ควรค่าแก่การเคารพ ถ้าเป็นทหารจะใช้คำนำหน้าว่า โบ

ในเมียนมาร์ เด็กชายเมื่ออายุได้ 9 ขวบ จะถือว่าวัยเด็กได้สิ้นสุดลงแล้ว พร้อมที่จะบวชเณร เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเด็กชาย ชาวพม่าถือว่าหากไม่ได้บวช คนผู้นั้นก็ยังมีฐานะเป็นสัตว์โลก หาใช่มนุษย์อย่างเต็มภาคภูมิ เมื่อตกลงจะจัดงานบวช พ่อแม่จะให้พี่สาวกับน้องสาวของบุตรชายไปแจ้งคนในหมู่บ้านหรือบอกกล่าวญาติมิตรคนบ้านใกล้เรือนเคียง ทุกคนจะได้รับเชิญให้มาร่วมงาน และมักให้เงินมาร่วมทำบุญทุกครั้ง การจัดงานบวชเณรแต่เดิมทำกันอย่างยิ่งใหญ่และฟุ่มเพือยเกินเหตุ พ่อแม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก เพราะเณรต้องแต่งกายด้วยชุดผ้าไหม สวมชฎาปิดทองและขึ้นขี่บนหลังม้าราวกับเจ้าชายองค์น้อย ส่วนเด็กหญิงเมื่ออายุครบ 9 ขวบ จะทำพิธีเจาะหูเรียกว่า พิธีหน่าตะหวิ่น เป็นการบอกลาวัยเด็กอันแสนสุขเช่นเดียวกัน

ในเมียนมาร์ ไม่ว่าจะก้าวเท้าเข้าไปในศาสนสถานใด ต้องถอดรองเท้าและถุงเท้าเสมอ วัดหลายแห่งอาจมีป้ายเตือนว่า "ห้ามสวมรองเท้า" แต่ถึงไม่เตือน ก็ต้องทำใจว่าจะต้องเดินเท้าเปล่าไปบนหินอ่อนที่ร้อนจัดเพราะแสงแดดในยามเที่ยงวัน เดินขึ้นบันไดหรือฝ่าท้องทุ่งที่เต็มไปด้วยพงหนามถ้านั่นเป็นเขตวัด ทุกคนต้องให้เกียรติต่อศาสนสถานในพม่าด้วยการแต่งกายสุภาพเรียบร้อย ผู้หญิงไม่ควรสวมกางเกงขาสั้นหรือกระโปรงสั้นเด็ดขาด

ขณะเดียวกันพุทธศาสนิกชนที่พากันเดินวนรอบระเบียงจะมีธรรมเนียมหันซ้ายเดินวนขวาแบบประทักษิณ ชาวพม่าจะภาคภูมิใจมากที่เห็นนักท่องเที่ยวถ่ายรูปศาสนสถานของพวกเขา แต่จะไม่ยินดีกับการที่จะเห็นผู้ใดฉกฉวยของไปจากวัด แม้จะเป็นเพียงพระพุทธรูปองค์เล็กๆที่กระจัดกระจายคล้ายไม่มีใครสนใจ

การต่อรองราคาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวเมียนมาร์ นอกจากร้านค้า ตามโรงแรม ห้างสรรพสินค้าแม้แต่ราคาค่าห้องพักก็ไม่ยกเว้น ราคาที่ตกลงกันได้อาจสูงกว่าครึ่งหนึ่งของราคาบอกผ่านไม่มาก นอกจากนี้พ่อแม่ขายยังยินดีแลกของกับสินค้าที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นกางเกงยีนส์ นาฬิกา หรือเสื้อยืด

สำหรับผู้หญิงพม่านับว่ามีฐานะที่มั่นคงในสังคม มีสิทธิเท่าเทียมกับบุรุษเกือบจะในทุกด้าน ทั้งยังสามารถหย่าร้างจากสามีได้ ชาวเมียนมาร์มักแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย และฝ่ายหญิงไม่ต้องเปลี่ยนชื่อสกุลไปใช้ของสามี ถ้าชีวิตสมรสล้มเหลว ฝ่ายหญิงก็กลับไปอยู่กับพ่อแม่ได้ทุกเมื่อ

ตำนานสมเด็จพระนเรศวร อาจทำให้หวนรำลึกถึงความเป็นศัตรูของชนสองเชื้อชาติไทย-พม่า แต่ปัจจุบันชาวเมียนมาร์ที่เข้ามาใช้ชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดินไทยจนมีกลิ่นไอของชาวสยาม มีให้เห็นกันเจนตา ถึงขนาดอดคิดไม่ได้ว่า วันที่เมียนมาร์พัฒนาไปไกล แรงงานเหล่านี้หวนคืนสู่อ้อมอกมาตุภูมิ จะเป็นเช่นไร