พิพิธภัณฑ์ "อาจารย์ใหญ่"ใน วัดป่ามัชฌิมาวาส

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

ในพุทธประวัติกล่าวไว้ว่าหลังจากได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมแล้ว พระองค์ได้ประทับเสวยวิมุตติสุขอยู่บริเวณสัตตมหาสถานโดยรอบต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลาถึง 7 สัปดาห์ และในขณะทรงนั่งประทับเสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่ 5 หลังการตรัสรู้ ภายใต้ต้นอชปาลนิโครธ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ได้ทรงมานั่งคำนึงว่าสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้นั้นเป็นของลึกซึ้ง คนจะรู้และเข้าใจตามได้ยาก ตามความในมัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ว่า...บัดนี้ ไม่สมควรที่เราจะประกาศธรรมที่เราตรัสรู้ เพราะธรรมที่เราตรัสรู้นั้นเป็นสิ่งที่คนทั่วไป ที่ถูกราคะ โทสะครอบงำอยู่จะไม่สามารถมองเห็นได้โดยง่าย คนที่ถูกราคะย้อมไว้ ถูกกองมืด (คืออวิชชา) หุ้มไว้มิดทั้งหลาย ย่อมไม่สามารถที่จะเข้าใจธรรมะของเราที่เป็นสิ่งทวนกระแส (อวิชชา) ที่มีสภาพลึกซึ้ง ละเอียดเช่นนี้ได้เลย...

เมื่อพระพุทธองค์ดำริจะไม่แสดงธรรมเช่นนี้ ปรากฏว่าท้าวสหัมบดีพรหมได้ทราบความดังกล่าวจึงคิดว่า "โลกจะฉิบหายละหนอ เพราะจิตของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าน้อมไปเพื่อความเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย ไม่น้อมไปเพื่อแสดงธรรม" ท้าวสหัมบดีพรหม จึงเสด็จลงจากพรหมโลกเพื่อมาอาราธนาให้พระพุทธองค์ทรงตัดสินใจที่จะทรงแสดงพระธรรมที่ตรัสรู้แก่คนทั้งหลาย โดยท้าวสหัมบดีพรหมได้กล่าวว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์เถิด ขอพระสุคตจงทรงแสดงธรรมเถิด สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีกิเลสดุจธุลีในจักษุน้อยมีอยู่ ย่อมจะเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม สัตว์ทั้งหลายผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักยังมีอยู่" จากนั้นท้าวสหัมบดีพรหม ได้กล่าวอาราธนาเป็นนิพนธ์คาถาอีก ใจความโดยสรุปว่า

...ขณะนี้ ธรรมะที่ไม่บริสุทธิ์ได้เกิดขึ้นในแคว้นมคธมาเนิ่นนาน ขอให้พระองค์เปิดประตูนิพพานอันไม่ตาย เพื่อสัตว์ทั้งหลายจักได้ฟังธรรมและตรัสรู้ตามเถิด คนยืนบนยอดเขา ย่อมเห็นได้โดยรอบฉันใด ข้าแต่พระองค์ พระองค์ย่อมเห็น เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่จมอยู่ในความทุกข์โศกทั้งปวง ถูกความเกิดแก่เจ็บตายครอบงำอยู่ฉันนั้น ลุกขึ้นเถิดพระองค์ผู้กล้า พระองค์ผู้ชนะสงคราม (คือกิเลส) แล้วขอพระองค์เสด็จจาริกไปในโลกเถิด ขอพระองค์จงทรงแสดงธรรมเถิด สัตว์ที่จะรู้ทั่วถึงธรรมของพระองค์ มีอยู่แน่นอน

หลังจากพระพุทธองค์ทรงพิจารณาตามคำเชื้อเชิญของสหัมบดีพรหมที่เชิญให้พระองค์แสดงธรรม พระพุทธองค์จึงทรงพิจารณาตรวจสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุ และทรงเห็นว่า สัตว์โลกที่ยังสอนได้มีอยู่ เปรียบด้วยดอกบัว 3 จำพวก (อ้างอิงจาก พระวินัยปิฎก มหาวรรค ภาค 1 (พระไตรปิฎก เล่มที่ 4 ) ในปาสราสิสูตร และ ในโพธิราชกุมารสูตร) ทรงอุปมา สัตว์โลกดังดอกบัว 3 เหล่า (ดอกอุบลในกออุบล ดอกปทุมในกอปทุม หรือดอกบุณฑริกใน กอบุณฑริก) อยู่ในน้ำ 3 ระดับ (คือในน้ำ ปริ่มน้ำ และพ้นน้ำ) ฯลฯ ดังความต่อไปนี้...ครั้นอาตมภาพทราบว่าท้าวสหัมบดีพรหมอาราธนา และอาศัยความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย จึงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ก็ได้เห็นหมู่สัตว์ซึ่งมีกิเลสดุจธุลีในจักษุน้อยก็มี มีกิเลสดุจธุลีในจักษุมากก็มี มีอินทรีย์แก่กล้าก็มี มีอินทรีย์อ่อนก็มี มีอาการดีก็มี มีอาการเลวก็มี จะพึงสอนให้รู้ได้ง่ายก็มี จะพึงสอนให้รู้ได้ยากก็มี บางพวกมีปกติเห็นโทษในปรโลกโดยเป็นภัยอยู่ก็มี เปรียบเหมือนในกอบัวขาบ ในกอบัวหลวง หรือในกอบัวขาว ดอกบัวขาบ ดอกบัวหลวง หรือดอกบัวขาว ซึ่งเกิดในน้ำ เจริญในน้ำ บางเหล่ายังไม่พ้นน้ำ จมอยู่ในน้ำ น้ำหล่อเลี้ยงไว้ บางเหล่า ตั้งอยู่เสมอน้ำ บางเหล่า ตั้งขึ้นพ้นน้ำ น้ำไม่ติด ฉันใด ดูกรราชกุมาร เมื่ออาตมภาพตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ก็ฉันนั้น ได้เห็นหมู่สัตว์ซึ่งมีกิเลสดุจธุลีในจักษุน้อยก็มี มีกิเลสดุจธุลีในจักษุมากก็มี มีอินทรีย์แก่กล้าก็มี มีอินทรีย์อ่อนก็มี มีอาการดีก็มี มีอาการเลวก็มี จะพึงสอนให้รู้ได้ง่ายก็มี จะพึงสอนให้รู้ได้ยากก็มี บางพวกมีปกติเห็นโทษในปรโลกโดยเป็นภัยอยู่ก็มี...

ด้วยเหตุที่พระพุทธองค์พิจารณาบุคคลเปรียบด้วยบัวสามเหล่าดังกล่าว พระพุทธองค์จึงทรงตัดสินใจที่จะแสดงธรรม เพราะทรงอาศัยบุคคลที่สามารถตรัสรู้ธรรมตามพระองค์ได้เป็นหลัก ดังความที่ปรากฏในอังคุตตรนิกายติกนิบาตว่า...บุคคลบางคนในโลกนี้ ได้เห็นพระตถาคต ได้ฟังธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว จึงหยั่งลงสู่ความแน่นอนมั่นคงและความถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย เมื่อไม่ได้เห็น ไม่ได้ฟัง ย่อมไม่หยั่งลงสู่ความแน่นอนมั่นคงและความถูกต้อง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาบุคคล 3 จำพวกนั้น เพราะเห็นแก่ บุคคลผู้ได้เห็นพระตถาคต ได้ฟังธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว จึงหยั่งลงสู่ความแน่นอนถูกต้องในกุศลธรรม เมื่อไม่ได้เห็นไม่ได้ฟัง ย่อมไม่หยั่งลง เราจึงอนุญาตการแสดงธรรมไว้ และก็เพราะอาศัยบุคคลเหล่านี้เป็นหลักอีกเหมือนกัน จึงจำต้องแสดงธรรมแก่บุคคลประเภทอื่นด้วย...

เหตุการณ์สำคัญดังกล่าวมาข้างต้นนั้นเกิดขึ้นเมื่อ 45 ปี ก่อนพุทธศักราช ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นมคธ คือวันอาสาฬหปุรณมีดิถี (วันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ) ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาเป็นครั้งแรก คือธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แก่ปัญจวัคคีย์ และการแสดงธรรมครั้งนั้นทำให้พราหมณ์โกณฑัญญะ หนึ่งในห้าปัญจวัคคีย์ เกิดความเลื่อมใสในพระธรรมของพระพุทธเจ้า จนได้ดวงตาเห็นธรรมหรือบรรลุเป็นพระอริยบุคคลระดับโสดาบัน ท่านจึงขออุปสมบทในพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา พระอัญญาโกณฑัญญะจึงกลายเป็นพระสงฆ์องค์แรกในโลก และด้วยเหตุที่ท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล (อนุพุทธะ) เป็นคนแรก จึงทำให้ในวันนั้นมีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรกในโลก คือมีทั้งพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้วันนี้ถูกเรียกว่า "วันพระธรรม" หรือวันพระธรรมจักร อันได้แก่วันที่ล้อแห่งพระธรรมของพระพุทธเจ้าได้หมุนไปเป็นครั้งแรก และ "วันพระสงฆ์" คือวันที่มีพระสงฆ์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก อีกด้วย

บางบทแปลของธัมมจักกัปปวัตตนสูตรกล่าวไว้ว่า "...ทุกขอริยสัจ คือ ความจริงที่ช่วยมนุษย์ให้เป็นผู้ประเสริฐเกี่ยวกับการพิจารณาเห็นทุกข์ เป็นอย่างนี้ คือ การเข้าใจว่า 'เกิด แก่ เจ็บ ตาย' ล้วนแต่เป็นทุกข์ แม้แต่ความโศรกเศร้าเสียใจ ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กายทุกข์ใจ ทั้งความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์ ประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ พลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปราถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ ว่าโดยย่อ การยึดมั่นแบบฝังใจ ว่า เบญจขันธ์ (คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ว่าเป็น อัตตา เป็นตัวเรา เป็นเหตุทำให้เกิดความทุกข์แท้จริง?

...อิมัสมิญจะ ปะนะ เวยยากะระณัสมิ ภัญญะมาเน อายัส มะโต โกณฑัญญัสสะ วิระชัง วีตะมะลัง ธัมมะจักขุง อุทะปาทิ ยังกิญจิ สุมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติฯ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสแสดงธรรมอย่างแจ่มแจ้งอย่างมีหลัก ท่านโกณทัญญะ ผู้ทรงไว้ซึ่งอาวุโส ได้เกิดธรรมจักษุ คือ ได้รู้แจ้งเห็นจริงซึ่งพระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง กำจัดธุลี กำจัดมลทินเสียได้ มีความเข้าใจตามความเป็นจริงว่า สิ่งใดเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา เพราะสิ้นเหตุปัจจัย..."

ด้วยเหตุแห่งความสิ้นปัจจัยนั้น ต้องอาศัยการพิจารณามรณานุสติเป็นสำคัญ คือนึกถึงความตายเป็นอารมณ์ ว่าเรื่องของความตายเป็นของธรรมดาของสัตว์และมนุษย์ที่เกิดมา เมื่อมีความเกิดมาได้แล้วก็ต้องตายในที่สุด เหมือนกันหมด พิพิธภัณฑ์ "อาจารย์ใหญ่" ณ ศาลาอัศวินวิจิตร วัดป่ามัชฌิมาวาส ซึ่งตั้งอยู่ที่ บ้านดงเมือง ต.ลำพาน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ จึงเป็นสถานที่สำคัญของนักปฏิบัติธรรมเข้ามาพิจารณาเพื่อให้รู้ซึ้งถึงแก่นธรรม เมื่อเราเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ก็ได้พบกับ "อาจารย์ใหญ่" หรือร่างมนุษย์ที่สิ้นชีวิตไปแล้ว มากมายหลายร่าง ท่านนอนอยู่ในตู้กระจก อุทิศร่างกายเป็นธรรมทานไว้ให้ผู้แสวงหาความหลุดพ้นจากวังวนของกิเลสตัณหา ได้ศึกษาสัจธรรมของชีวิต

พิพิธภัณฑ์ "อาจารย์ใหญ่" ก่อตั้งมาประมาณ 15 ปีแล้ว โดยศพเหล่านี้ได้รับความอนุเคราะห์จากโรงพยาบาลศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น ที่ผู้ตายหรือญาติผู้ตาย ได้บริจาคให้เป็น "อาจารย์ใหญ่" แก่นิสิตแพทย์ เพื่อการศึกษาค้นคว้า ซึ่งทางวัดได้ทำเรื่องขอยืมมาเป็นอาจารย์ใหญ่ ให้ผู้มาศึกษาธรรมหรือผู้สนใจได้มองเห็นสัจธรรม อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา "อาจารย์ใหญ่" ถูกนำมาเที่ยวละ 10-15 ศพ และทุกๆ 6 เดือน แล้วจะนำกลับไปรับพระราชทานเพลิงศพที่ จ.ขอนแก่น จากนั้นจะนำศพชุดใหม่มาไว้แทนที่ชุดเก่า สับเปลี่ยนเช่นนี้เรื่อยมา เราบริจาคเงินเพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้าของร่าง ก่อนออกจากห้องนั้นเพื่อไปชมยังส่วนต่างๆของวัด

พื้นที่กว้างขวางภายในวัดป่ามัชฌิมาวาส อุดมไปด้วยแมกไม้ร่มครึ้ม นกยูงหลายตัวรำแพนหางสวย กระรอก กระแต วิ่งขวักไขว่ไปมาตามยอดไม้ วัดป่ามัชฌิมาวาส เริ่มก่อตั้ง เมื่อประมาณ พ.ศ.2474โดย พระอาจารย์ ทุ่ม ปิยธโร จากวัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร ท่านเป็นชาวอำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น หลังจากสร้างวัดป่ามัชฌิมาวาส แล้วท่านก็ได้เดินทางไปจำพรรษา และสร้างวัดใหม่ที่อำเภอชนบท ปัจจุบันวัดป่ามัชฌิมาวาส มีพระ เณร จำพรรษาอยู่ประมาณ 30 รูป หลวงปู่เมือง พลวัฑโฒ พระเกจิสาย หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นเจ้าอาวาส เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2551 เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระครูปลัดสุวัฒนเมตตาคุณ (หลวงพ่อเมือง พลวฑฺโฒ) ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ในราชทินนามที่ พระโพธิญาณมุนี เราสองคนเข้าไปกราบถวายเครื่องดื่มให้หลวงปู่ ณ ศาลาพุทโธ ที่สำหรับใช้รับแขกและพบปะญาติโยม หลวงปู่เทศน์ให้พวกเราฟังสั้นๆ จากนั้นเราก็กราบลาออกมาด้านนอก พบพระภิกษุรูปหนึ่งแนะนำให้เดินชมรอบๆวัด

เราเข้าไปยังพุทธสถาน อันเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์หลายองค์ ก้มลงกราบพระพุทธรูปหินอ่อนสีขาวหมดจดงดงามเบื้องหน้า นามพระพุทธรูป "หลวงปู่ขาว" ประดิษฐานบนแท่นดอกบัว เป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธเจ้า มีศาลาครอบองค์พระไว้อย่างเป็นสัดส่วน ส่วนหลวงปู่ผ้าขาว กล่าวกันว่าน่าจะเป็นสัญลักษณ์แทนหมอชีวกโกมารภัจ (หมอประจำองค์พระพุทธเจ้า) ประทับบนก้อนหิน โดยมีพระพุทธรูปปางต่างๆ และศิวลึงค์ เครื่องหมายที่ใช้แทนพระศิวะทำจากแท่งหิน เรียงรายอยู่ด้านหลังตามลัทธิความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ฮินดู จากนั้นเราเข้าไปกราบพระแก้วมรกตและพระประธานในพระอุโบสถกลางน้ำ หน้าอุโบสถปลูกต้นศรีมหาโพธิพันธุ์ที่นำมาจากประเทศอินเดีย ต้นที่พระพุทธเจ้าประทับตรัสรู้ แล้วจึงไปกราบพระบรมธาตุเจดีย์ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ (สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ) ได้ทรงประทานไว้ให้ สร้างขึ้นเพื่อน้อมถวาย เป็นรัตนบูชาและ ถวายสักการบูชา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์

นอกจากนี้ยังมีในส่วนของพุทธบูชาคลินิก เป็นคลินิกที่ให้การรักษาพยาบาลพระภิกษุสงฆ์ และสามเณรที่จำพรรษาที่วัดมัชฌิมาวาส และวัดอื่นๆ ทั้งในเขตจังหวัดกาฬสินธุ์ และจังหวัดใกล้เคียง โดยในอาคารอเนกประสงค์พื้นที่ประมาณ 25 ตารางเมตร มีห้องตรวจรักษาฟัน และโรคทั่วไปอย่างละ 1 ห้อง ต่อมาหลวงพ่อเมืองมีดำริให้เพิ่มเติมการบริการทางด้านการแพทย์ไปสู่ประชาชนด้วย ส่งผลให้มีประชาชนทั่วไปมารับบริการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เพื่อความเป็นสัปปายะ ในการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุมรรค ผล นิพพาน อันเป็นปลายทางสูงสุดของพระพุทธศาสนา กุฏิสงฆ์ของวัดป่ามัชฌิมาวาส จึงปลูกอยู่ในระยะห่างกันและไกลต่อเสียงรบกวนจากโลกภายนอก ตามแนวทางของวัดป่าที่ต้องการความสันโดษ สงบ สันติ สมถะ หากพุทธศาสนิกชนท่านใดต้องการนุ่งขาวห่มขาว เข้าปฏิบัติธรรมกรรมฐาน เจริญจิตภาวนา เพื่อพักผ่อนจิตใจให้สงบ ลองหันมาศึกษาธรรมะแบบวัดป่าเพื่อรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมของชีวิต โดยอาศัยร่าง "อาจารย์ใหญ่" ที่นอนนิ่งอยู่เบื้องหน้าเป็นมรณานุสติ สอนให้เกิดความ "รู้" ถึงสัจธรรมของชีวิตว่า ไม่มีใครหนีพ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย สะกิดใจให้คนเราควรดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า หมั่นสรรค์สร้างคุณงามความดีไว้ ไม่อยู่ในความประมาท ไม่ขาดสติในการกระทำใดๆ สร้างชีวิตที่มีแก่นสาร ให้มีประโยชน์ต่อสาธารณชนและตนเอง...ตามหลักมัชฌิมาปฏิปทาตามธรรมะอันประเสริฐบทแรกของพระพุทธองค์