มิวเซียมหลวง

ประชาธิปก ปร.

จากบันทึกของราชทูตปรัสเซียที่ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งอภิเนาวนิเวศน์ ในพ.ศ.2405 ข้อความตอนหนึ่งว่า

"...จากท้องพระโรง ทูตและคณะได้รับเชิญให้ไปยังพระที่นั่งในบริเวณพระบรมมหาราชวังซึ่งสร้างตามแบบยุโรป ทางปีกด้านข้างตึกมีป้าย Royal Museum และมีข้อความว่า Protect This Museum และ Respect This Ordinance บันไดซึ่งนำไปสู่พระที่นั่งนั้นกว้างและมีสองระดับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯมาทรงต้อนรับแขกตรงประตูแล้วทรงนำไปยังห้องกว้างตกแต่งสวยงาม พื้นห้องปูพรมสีแดงฝาผนังและเพดานประดับไม้ บนโต๊ะและตู้รอบๆมีหุ่นจำลองท้องฟ้าและดาวนพเคราะห์ พร้อมทั้งเครื่องมือฟิสิกส์ ดาราศาสตร์และลูกโลกตั้งอยู่"

ทำให้ทราบว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงมีพระราชดำริในการรวบรวมสิ่งของต่างๆที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ในเวลาต่อมาไว้ในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งในรัชสมัยนั้นยังเรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า มิวเซียม โดยพระราชทานชื่อ พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ในหมู่พระอภิเนาวนิเวศน์ และพระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ที่เก็บรวบรวมเครื่องมงคลบรรณาการอย่างดีจากการเจริญพระราชไมตรีกับนานาประเทศ สิ่งของโบราณที่ทรงพบขณะผนวชและเสด็จธุดงค์ไปในที่ต่างๆ ได้แก่ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง พระแท่นมนังคศิลาบาตร

นับเป็นครั้งแรกที่มีการนำสิ่งของที่ทำด้วยฝีมือคนไทยและของแปลกประหลาดในสยามไปจัดแสดงยังต่างประเทศ โดยทรงโปรดเกล้าฯให้นำสิ่งของไปร่วมจัดแสดงในงานพิพิธภัณฑ์นานาชาติที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษในพ.ศ.2404 และการแสดงพิพิธภัณฑ์นานาชาติที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในพ.ศ.2409

การถือกำเนิดพิพิธภัณฑ์ขึ้นในประเทศเป็นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการจัดให้มีแหล่งศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของชนชาติไทย และต่อมาได้รับการสืบสานพระราชปณิธานจาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จฯไปทรงเจริญพระราชไมตรีในประเทศต่างๆ และทรงนำความเจริญกลับมาพัฒนาบ้านเมืองจนประเทศไทยมีความรุดหน้าทัดเทียมอารยประเทศ เช่นเดียวกับงานด้านมิวเซียมที่ก้าวไกลไปอีกระดับ จากพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ในรัชกาลก่อนมาเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับประชาชน และกลายเป็นพื้นฐานของการพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน

ทรงก่อสร้างอาคารเพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิม ณ พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ มาที่พระที่นั่งสมมติเทวราชอุปปัติ จนกระทั่งเสด็จประพาสต่างประเทศครั้งแรกยังประเทศชวา ในพ.ศ.2414 จึงโปรดฯให้สร้างอาคาร หอคองคอเดีย ซึ่งอยู่ริมถนนทางเข้าวัดพระศรีรัตนศาสดารามด้านตะวันตก เมื่อแรกสร้างใช้เป็นสโมสรนายทหารมหาดเล็กตามอย่างหอคองคอเดียเมืองปัตตาเวีย และใช้เป็นที่ประชุมเป็นบางคราว จนถึงวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2417 จึงโปรดฯให้จัดแสดงสิ่งของต่างๆและเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ถือเอาวันดังกล่าวเป็นวันกำเนิดพิพิธภัณฑ์

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรียกการจัดแสดงสิ่งของต่างๆว่า ตั้งมิวเซียม หัวเรี่ยวหัวแรงฝ่ายไทยคือ พระยาภาสกรวงษ์ (พร บุนนาค) และ นายเฮนรี่ อาลาบาสเตอร์ ชาวอังกฤษผู้เข้ามารับราชการในขณะนั้นเป็นผู้อำนวยการจัดแสดง สิ่งของที่นำมาจัดแสดงมีตั้งแต่เครื่องราชูปโภค อาวุธ ของแปลก บรรณาการจากต่างประเทศ ได้รับความสนใจจากประชาชนที่เข้าชมถึงเจ็ดแปดหมื่นคน ในพ.ศ.2430 โปรดฯให้ย้ายการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์จากที่หอคองคอเดียมายังพระที่นั่งสามองค์ในพระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้า และโปรดฯให้ยกฐานะพิพิธภัณฑ์ขึ้นเป็นกรมพิพิธภัณฑ์สถานขึ้นกับกระทรวงธรรมการ มีพระองค์เจ้าไชยานุชิต กรมหมื่นพงศาดิศรมหิป เป็นเจ้ากรมคนแรก แม้กระนั้นประชาชนทั่วไปก็ยังคงเรียกพิพิธภัณฑ์ทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่ามิวเซียม แต่เป็นที่รู้จักในหมู่ประชาชนว่า มูเสียมหลวง ที่วังหน้า

ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้การสนับสนุนตลอดระยะเวลาของการดำรงสิริราชสมบัติ และยังทรงพระราชทานพื้นที่ทั้งหมดของพระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้าให้เป็นพิพิธภัณฑ์สถานสำหรับพระนคร ถือเป็นรากฐานสำคัญของพิพิธภัณฑ์สถานไทยในปัจจุบัน

ระยะแรกทรงให้งานพิพิธภัณฑ์สถานอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากรที่สถาปนาขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาจึงมีพระราชดำริให้โอนไปอยู่ในความปกครองของหอพระสมุดสำหรับพระนครใน พ.ศ.2468 และเรียกชื่อว่า พิพิธภัณฑ์สำหรับพระนคร จากนั้นอีก 1 ปี จึงโปรดเกล้าฯให้ตั้งราชบัณฑิตยสภา ขึ้น และให้กิจการพิพิธภัณฑ์อยู่ภายใต้การดูแลของราชบัณฑิตยสภา ซึ่งมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภา กิจการของพิพิธภัณฑ์มีความเจริญก้าวหน้าและปรับปรุงพัฒนาในด้านต่างๆอย่างมาก ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและทรงเข้าพระทัยเป็นอย่างดี

ในปีที่ 2 แห่งรัชกาล ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชบัญญัติจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สถานสำหรับพระนครขึ้น ประกาศใช้เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ.2469 เพื่อเป็นการพิทักษ์รักษาสิ่งของในพิพิธภัณฑ์ และยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตรา พระราชบัญญัติว่าด้วยการส่งโบราณวัตถุและศิลปวัตถุออกนอกประเทศ พ.ศ.2469 ห้ามมิให้ผู้ใดนำโบราณวัตถุและศิลปวัตถุออกนอกประเทศ พระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับ เป็นกฎหมายฉบับแรกที่ตราขึ้นเพื่อการดำเนินงานพิพิธภัณฑสถาน และเป็นรากฐานให้กับพระราชบัญญัติเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ในเวลาต่อมา

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเล็งเห็นความสำคัญของโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและการฝีมือช่างต่างๆที่เกิดขึ้นในประเทศไทยว่าเป็นส่วนสำคัญของความเป็นชาติ สมควรที่คนไทยทุกคนควรช่วยกันรักษามรดกของชาติไว้ไม่ให้สูญหาย ทั้งยังเป็นสถานที่ที่ให้ความรู้แก่ประชาชนโดยทรงเป็นผู้ริเริ่มในการพระราชทานสิ่งของต่างๆหรือให้ยืมของแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับจัดแสดงทรงมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2469 ความตอนหนึ่งว่า

"ถ้าหากว่าพิพิธภัณฑสถานนี้เป็นที่พอใจของท่านทั้งหลายแล้ว ก็หวังว่าจะได้รับความอุดหนุนบ้างตามโอกาส เช่นผู้ที่ชอบในทางค้นคว้าของโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ ข้าพเจ้าหวังว่าคงจะยินยอมให้ราชบัณฑิตยสภายืมสิ่งของที่หาได้นั้นมาแสดงให้มหาชนได้ชมในพิพิธภัณฑสถานตามโอกาสอันควร หรือจะยกของเหล่านั้นให้แก่พิพิธภัณฑ์หรือทำพินัยกรรมก็ดี ย่อมจะช่วยให้พิพิธภัณฑ์นี้มีของที่มีค่าควรดูควรชมมากขึ้นเป็นลำดับเป็นทางบำรุงปัญญาความรู้ของมหาชนและจะได้เป็นสง่าแก่พระนครและเป็นสาธารณประโยชน์"

ตลอดรัชกาล แม้จะต้องประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและเหตุการณ์ทางการเมืองที่มีผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน แต่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็มิได้ทรงย่อท้อ ทรงพยายามแก้ไขสถานการณ์ต่างๆด้วยพระสติปัญญา และมิได้ทรงละเลยพระราชกรณียกิจในด้านการทำนุบำรุงกิจการทางวัฒนธรรมของประเทศ งานพิพิธภัณฑสถานนับเป็นกิจการหนึ่งที่ทรงให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทรงพระราชทานทองเถาพดด้วงและเงินตราชนิดต่างๆถึง38รายการ เพื่อนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนครตามคำกราบบัง

คมทูลขอพระบรมราชานุญาตของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระราชทานเงินอุดหนุนกิจการเพื่อจัดการป้องกันอัคคีภัย

เมื่อ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตขอสร้างที่เก็บพระจิตกาธานซึ่งใช้ในพิธีพระบรมศพของเจ้านายเพื่อไม่ให้ชำรุดเสียหายอย่างน่าเสียดาย ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานเงินอุดหนุนในการสร้างโรงเก็บจิตกาธาน ปัจจุบันคือโรงราชรถตั้งอยู่ทางทิศเหนือของพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครซึ่งนับเป็นอาคารแบบสมัยใหม่หลังแรกในพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนครที่โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเพื่อจัดแสดงสิ่งของอันมีค่ายิ่งของชาติอีกส่วนหนึ่งและเป็นการทำนุบำรุงไม่ให้เสียหายและสามารถนำกลับมาใช้งานได้อีก

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานสิ่งของเพื่อนำไปจัดแสดงให้ประชาชนได้ชมตามที่มีบันทึกไว้ในบัญชีของฝ่ายทะเบียนและคลังพิพิธภัณฑ์ กองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเป็นจำนวนกว่า 100 รายการ เป็นสิ่งของที่ทรงได้มาจากการเสด็จพระราชดำเนินในที่ต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ การเสด็จมณฑลฝ่ายเหนือ การเสด็จพระราชดำเนินอินโดจีน และอินโดนีเซีย จำแนกตามลักษณะและประโยชน์ใช้สอยได้เป็น 8 ประเภทคือ ประติมากรรมรูปเคารพทางศาสนารูปบุคคลและรูปบุคคลกับสัตว์ ตราประทับและเหรียญที่ระลึก เครื่องใช้ทางศาสนาหรือพิธีกรรม ผ้าและเครื่องแต่งกาย เครื่องถ้วยไทย และเครื่องถ้วยต่างประเทศ เครื่องจักสาน เครื่องดนตรี และอาวุธ

นับว่าทรงเล็งเห็นการณ์ไกลในการวางรากฐานพิพิธภัณฑสถานให้เป็นแนวทางที่เป็นสากล ในฐานะที่เป็นสถาบันที่ช่วยบำรุงความรู้ให้กับประชาชนในชาติ กลายเป็นแหล่งการศึกษานอกตำราที่มีราคาย่อมเยามาจนถึงกาลปัจจุบัน