19 รัตนสังฆราชา พระบิดาแห่งสังฆมณฑลไทย

เรื่องพิเศษสดุดี 100 พระชันษาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
ช่างภาพ: 

ตอนที่ 22 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวัฑฒนมหาเถร) พระเกียรติคุณ : รัตนสังฆราชาพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดบวรนิเวศวิหาร

ตลอดระยะเวลานับตั้งแต่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงก้าวเข้าสู่เส้นทางสายธรรม และตลอดมาที่ทรงดำรงอยู่ในสมณศักดิ์สูงสุดของคณะสงฆ์ไทย เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงมีพระวิริยะเพื่อพระศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ทรงสร้างคุณูปการด้านต่างๆ ฝากไว้ในแผ่นดิน ทำให้ยุคสมัยของพระองค์เป็นยุคสมัยอันเรืองรองของพุทธศาสนา ที่ไม่เพียงแผ่ไพศาลทั่วแผ่นดินไทยเท่านั้น หากยังขจรขจายไปทั่วโลกอีกด้วย

พระภารกิจที่ทรงเป็นกำลังสำคัญของพระพุทธศาสนาตลอดห้วงกาลอันยาวนาน แบ่งได้เป็นหลายประการไม่ว่าด้านการเรียนการสอน การส่งเสริมพระศาสนาทั้งในด้านปริยัติ และการปฏิบัติ เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงมีผลงานพระนิพนธ์ที่หลากหลาย ทรงนำความรู้สมัยใหม่มาประยุกต์ใช้อธิบายธรรมะให้อ่านเพลิน เข้าใจง่าย ดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้หันมาสนใจธรรมะมากขึ้น

ด้านการสอนธรรมะ ทรงปรารถนาจะเห็นลูกศิษย์ "บวชให้ได้ดี" ด้วยกันทุกคน จึงทรงเคร่งครัดในการเรียนการสอน ทรงให้ความสำคัญกับการอบรมพระนวกะหรือ "พระใหม่" เป็นอย่างยิ่ง ด้วยทรงปรารถนาให้เข้าใจซาบซึ้งในพระธรรมคำสอน และรู้จักการทำสมาธิเพื่อปฏิบัติขัดเกลากิเลส ทรงกวดขันในการประพฤติปฏิบัติของพระเณรอยู่เสมอ และไม่เพียงพระเณรเท่านั้น แต่ลูกศิษย์ฆราวาสก็ทรงดูแลอย่างละเอียดลออทั่วถึง ส่วนด้านการศึกษา ทรงส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยสงฆ์มีการเล่าเรียนศึกษาในระดับปริญญาโท นอกจากนี้ยังทรงเล็งเห็นความสำคัญของงานเผยแผ่พระธรรมออกสู่ต่างแดน จึงทรงบุกเบิกจัดการศึกษาที่เรียกว่า "พระธรรมทูต" ส่งเสริมให้พระมีความรู้ความสามารถเผยแผ่พระธรรมได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สำหรับผลงานพระนิพนธ์ ทรงนิพนธ์งานต่างๆไว้มากมายหลากหลาย มีอยู่ไม่ต่ำกว่า 150 เรื่อง ตัวอย่างเช่น โสฬสปัญหา ทศบารมีธรรม ทศพิธราชธรรม 45 พรรษาของพระพุทธเจ้า ฯลฯ ผลงานด้านวิชาการ เช่น หนังสือวากยสัมพันธ์ ภาค 1-2 สำหรับใช้เป็นหนังสือคู่มือประกอบการเรียนภาษาบาลี ทรงอำนวยการจัดทำปทานุกรม บาลี ไทย อังฤกษ สันสกฤต ฉบับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ด้านผลงานแปลเป็นภาษาต่างประเทศ ทรงริเริ่มให้มีการแปลตำราภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ เช่น วินัยมุข พุทธประวัติ อุปสมบทวิธี ภิกขุปาติโมกข์ หลักสูตรนักธรรมตรี โท เอก ครบทุกเล่ม รวมทั้งหนังสือทำวัตรสวดมนต์ ทั้งยังมีผลงานตีพิมพ์จากพระธรรมเทศนาในโอกาสต่างๆ เช่น พระมงคลวิเสสกถา ปัญจคุณ 5กัณฑ์ ทศพลญาณ 10 กัณฑ์ สังฆคุณ 9 กัณฑ์ ญาณสังวรเทศนา ฯลฯ รวมทั้งยังทรงส่งผลงานพระนิพนธ์เป็นบทความลงตีพิมพ์ในนิตยสารผู้หญิง "ศรีสัปดาห์" ซึ่งเป็นที่นิยมกันในยุคนั้น

นอกจากนี้ยังมีผลงานพระนิพนธ์ชิ้นเอกที่นำสู่มิติใหม่ในการเผยแผ่พระธรรม คือหนังสือธรรมะเชิงจินตนิยายเรื่อง "จิตตนคร" เป็นการตีความคำสอนของพระพุทธองค์ด้วยการอธิบายเปรียบเทียบธรรมะให้มีตัวตนราวกับเป็นมนุษย์ แสดงออกผ่านการกระทำต่างๆ ขึ้นอยู่กับว่า กิเลสหรือคุณธรรมที่เป็นฝ่ายกำกับควบคุมจิตใจอยู่ในขณะนั้น สะท้อนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในจิตใจของคนแต่ละคน ที่เปรียบเป็นดั่งมหานครขนาดใหญ่เมืองหนึ่ง ซึ่งมีทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่วอยู่ในใจหรือในเมืองนั้นๆ หากจิตใจคนเราถูกครอบงำด้วยกิเลสนานา เช่น สมุทัย คู่อาสวะ อนุสัยฯ ก็จะทำให้จิตใจเศร้าหมองชักนำไปสู่หนทางเสื่อม ในทางตรงข้าม หากคุณธรรมฝ่ายดีในใจ เช่น คู่บารมี ศีล วินัย หิริ โอตตัปปะฯ เป็นฝ่ายเข้ามามีบทบาทจนสามารถเอาชนะกิเลสที่เป็นฝ่ายชั่วร้ายภายในจิตใจได้ ก็จะพาตนให้ก้าวพ้นจากหายนะ และนำสู่ความเจริญงอกงามจนถึงที่สุดแห่งธรรมได้ แม้ว่าเป็นหนังสือธรรมนินาย ที่ทรงขึ้นไว้เป็นเวลานานกว่า 40 ปีมาแล้ว แต่ก็เป็นงานสร้างสรรค์ที่นับว่าแหวกแนวจากหนังสือธรรมะเล่มอื่นๆที่เคยมีมา สามารถปรับประยุกต์ให้ทันยุคทันสมัย เข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนได้เป็นอย่างดี ดังที่ทุกวันนี้ มีผู้นำมาดัดแปลงเป็นงานร่วมสมัย เช่น สร้างเป็นการ์ตูนภาพ ทำเป็นละครเวที ละครหุ่น เป็นต้น และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีเนื้อหาที่สอดคล้องโดนใจผู้อ่านหรือผู้ชม เพราะการกระทำของตัวละครแต่ละตัวนั้นเปรียบได้กับกิเลสต่างๆในใจของแต่ละคน ที่ต้องต่อสู้ห้ำหั่นกับคุณงามความดีในจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทุกคนต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทำให้มีประสบการณ์ร่วมเป็นอย่างดี จึงนับเป็นหนังสือธรรมะอีกเล่มหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และไม่มีวันตกยุคหรือล้าสมัยแต่อย่างใด

สำหรับอาคารเสนาสนะที่โปรดให้สร้างขึ้นใหม่ในวัดบวรนิเวศฯ ได้แก่ ตึกกวีบรรณาลัย ตึกวชิรญาณวงศ์ อาคารเรียนของโรงเรียนวัดบวรนิเวศฯ ซุ้มปรางค์ที่ประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บนลานประทักษิณชั้น 2 ของพระเจดีย์วัดบวรนิเวศฯ ตึกภ.ป.ร. พิพิธภัณฑ์วัดบวรนิเวศฯ มณฑปที่ประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง ศาลาวชิรญาณ วัดบวรนิเวศวิหาร 150 ปี เป็นต้น

ส่วนงานก่อสร้างเสนาสนะและถาวรวัตถุนอกวัดที่ทรงอุปถัมภ์ในการก่อสร้าง ได้แก่ วัดสันติคีรี ที่ดอยแม่สลอง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี วัดพุทธวิมุติวนาราม (วัดพุมุด) อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี วัดวังพุไทร อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี วัดรัชดาภิเษก อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี วัดล้านนาญาณสังวราราม อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ฯลฯ รวมไปถึงการจัดสร้างพระพุทธรูป "พระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสดา" ที่สร้างด้วยเทคนิคพิเศษ ยิงแสงเลเซอร์ลงบนหน้าผาเขาชีจรรย์เพื่อสลักหินเป็นรูปวาดองค์พระพุทธรูป จากนั้นจึงใช้โมเสกทองปิดลงไปตามรอยแกะสลัก มองเห็นเป็นรูปวาดองค์พระพุทธรูปสีทองงดงามอร่ามตาบนโขดผาอันสูงเด่น ที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และพระบรมธาตุเจดีย์ศรีนครินทรามหาสันติคีรี ที่วัดสันติคีรีญาณสังวราราม สร้างถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ดอยแม่สลอง จังหวัดเชียงราย ฯลฯ

ด้วยพระเมตตาบารมีอันเป็นธรรมประจำจิต จึงโปรดให้สร้างถาวรวัตถุที่เป็นการสงเคราะห์แก่สาธารณชนทั่วไป โดยเฉพาะการสร้างโรงเรียนและโรงพยาบาลที่โปรดให้สร้างขึ้นใหม่อีกหลายแห่งทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นไปในท้องถิ่นที่ขาดแคลนและทุรกันดาร เพื่ออนุเคราะห์แด่มหาชนทั้งในด้านการศึกษาและการสาธารณสุข เช่น ทรงอุปถัมภ์การสร้างโรงเรียนมัธยมญาณสังวร ที่อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร ทรงอุปถัมภ์การสร้างพิพิธภัณฑสถานจังหวัดกำแพงเพชร เฉลิมพระเกียรติ และโรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดนาควัชรโสภณ จังหวัดกำแพงเพชร โรงเรียนสมเด็จพระปิยมหาราชรมณียเขต บ้านทุ่งก้างย่าง อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี โรงเรียนผู้รู้ ญสส 80 ที่ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โปรดให้สร้างตึกวชิรญาณวงศ์ ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สำหรับเป็นตึกสงฆ์เพื่อดูแลพยาบาลสงฆ์อาพาธ สร้างตึกวชิรญาณ-สามัคคีพยาบาร ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นอกจากนี้ยังโปรดให้สร้างโรงพยาบาล และสถานศึกษาถวายเป็นอนุสรณ์แด่สมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทุกพระองค์ พระองค์ละ 1 แห่ง รวม 18 แห่ง เรียกว่า ตึกสกลสังฆปรินายก แต่ละแห่งได้อัญเชิญพระรูปหล่อของแต่ละพระองค์ไปประดิษฐานไว้เป็นอนุสรณ์ และเป็นที่สักการบูชาสืบไป รวมทั้งในส่วนของพระองค์เองยังทรงสร้างขึ้นไว้ที่จังหวัดกาญจนบุรี อีก 1 แห่ง รวมเป็น 19 แห่ง

ด้านการต่างประเทศ เสด็จเยือนต่างประเทศเพื่อเผยแผ่พระธรรมคำสอนอยู่เนืองๆ พระภารกิจสำคัญประการหนึ่งที่อุบัติขึ้นในกาลสมัยของพระองค์ก็คือ โปรดให้มีการฟื้นฟูคณะสงฆ์ขึ้นใหม่ที่ประเทศอินโดนีเซีย หลังจากที่พระพุทธศาสนาได้สูญหายไปจากอินโดนีเซียเป็นเวลานานถึง 500 ปี จึงได้มีการริเริ่มฟื้นฟูขึ้นใหม่ในกาลสมัยของพระองค์ แต่ก็ใช่ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะราบรื่นด้วยประการทั้งปวงก็หาไม่ เนื่องด้วยต้องเผชิญกับอุปสรรคครั้งใหญ่ คือรัฐบาลของทางอินโดนีเซียได้ระงับยับยั้งพิธีบวชสามเณร 60 รูปที่กำลังจะมีขึ้นอย่างกะทันหัน ด้วยเหตุผลว่าหลักความของพุทธศาสนานั้นขัดต่อความเชื่อทางศาสนาของอินโดนีเซียที่ยึดมั่นในศาสนาอิสลาม และเชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

เจ้าพระคุณสมเด็จฯซึ่งทรงเตรียมพระองค์จะเดินทางไปร่วมในพิธีบวชในวันรุ่งขึ้นจึงต้องระงับยับยั้งการเดินทางไว้โดยทันที แต่ด้วยพระปรีชาสามารถ พระอัจฉริยภาพ และพระปัญญาอันแหลมคมของพระองค์ท่าน จึงทำให้พุทธศาสนาเถรวาทปักหลักได้อย่างมั่นคง นับเป็นเรื่องที่อัศจรรย์ยิ่งนัก ซึ่งเมื่อเหตุการณ์ได้คลี่คลายไปในทางที่ดี ก็ตรงกับช่วงเวลาที่มีการทำนายไว้ล่วงหน้าในอินโดนีเซียว่า หลังจากที่พุทธศาสนาสูญหายไปจากอินโดนีเซียครบ 500 ปีแล้ว จึงจะกลับมารุ่งเรืองขึ้นใหม่อีกครั้ง เกี่ยวกับเรื่องนี้ พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรฯได้เล่าถึงรายละเอียดว่า "ประเทศอินโดนีเซีย เป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับเอกราชหลังจากต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของฮอลันดาหรือเนเธอร์แลนด์มากว่า 350 ปี หลังจากที่ได้ประกาศอิสรภาพ ในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2488 แล้วจึงได้มีการประกาศธรรมนูญการปกครองของประเทศขึ้นเรียกว่าปัญจศีลหรือปัญจศีละ เป็นคำที่มาจากภาษาชวาโบราณที่รับมาจากภาษาสันสกฤตหมายถึงหลัก 5ประการที่เป็นหลักปรัชญาแห่งรัฐของอินโดนีเซีย คือ 1. ความเชื่อในพระเจ้าสูงสุดเพียงองค์เดียว 2. นิยมความเป็นมนุษยชาติที่มีความยุติธรรมและอารยธรรม 3. ชาตินิยมแห่งความเป็นอินโดนีเซีย 4. หลักการแห่งประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน 5. ความยุติธรรมในสังคม สำหรับชาวอินโดนีเซีย ทั้งหมดโดยเท่าเทียมกัน ภายหลังประกาศอิสรภาพ ประชาชนที่นับถือพุทธศาสนาได้เริ่มต้นฟื้นฟูพระพุทธศาสนาขึ้นใหม่ในประเทศอินโดนีเซีย และที่กรุงจาการ์ตาก็ได้มีการบำเพ็ญเพื่อบำรุงสืบต่อพระธรรมของพระพุทธองค์และเป็นเหตุเบื้องต้นที่พระพุทธศาสนาได้เริ่มฉายแสงฟื้นขึ้นมาทีละน้อยๆ"

ต่อมา ใน พ.ศ.2511 เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ฯ ขณะดำรงพระสมณศักดิ์พระสาสนโสภณ พร้อมด้วยคณะได้เดินทางการดูพระศาสนาที่ประเทศอินโดนีเซีย ในโอกาสนั้นพระชินรักขิต ผู้นำชาวพุทธของอินโดนีเซียได้ขอให้จัดส่งพระธรรมทูตไทยไปฟื้นฟูพุทธศาสนาที่ประเทศอินโดนีเซีย หลังจากที่ได้มีการพยายามเผยแผ่พุทธศาสนามาระยะหนึ่งแล้วแต่ยังมีอุปสรรค และดำเนินการค่อนข้างลำบากอยู่

จากนั้นพระธรรมทูตที่สำเร็จการฝึกอบรมจากสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศรุ่นแรก จำนวน 4 รูปเดินทางจึงออกจากเมืองไทย เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2512 นับเป็นคณะพระธรรมทูต ที่ออกไปปฏิบัติศาสนาในต่างประเทศเป็นรุ่นแรก และประสบผลสำเร็จในการปฏิบัติศาสนกิจเป็นอย่างดียิ่ง ช่วยฟื้นฟูพระพุทธศาสนาอินโดนีเซียให้มีชีวิตขึ้นใหม่จนมีวิวัฒนาการเรื่อยมา มีการก่อตั้งพุทธสมาคมอีกหลายแห่ง มีกุลบุตรชาวอินโดนีเซีย ศรัทธาออกบวชเพิ่มมากขึ้น มีโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ รวมทั้งเริ่มมีการสร้างวัดตั้งแต่ พ.ศ.2514 เป็นต้นมา สถานการณ์ดำเนินไปอย่างรวดเร็วจนถึง พ.ศ.2519 พระพุทธศาสนาในอินโดนีเซียโดยการสนับสนุนของสมาคมและพระธรรมทูตไทยได้ประกาศตั้งเป็นคณะสงฆ์เถรวาทขึ้นใน พ.ศ.2521 พระสงฆ์อินโดนีเซีย และพระธรรมทูตได้ออกวารสารชื่อ "พระพุทธจักษุ" และเริ่มเปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมทุกเย็นวันเสาร์ ซึ่งได้รับความสนใจจากชาวพุทธทุกๆวัย

แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์พลิกผัน เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวโยงกับความก้าวหน้าของพุทธศาสนาในอินโดนีเซียเข้าจนได้ สืบเนื่องจากเมื่อพระพุทธศาสนาในอินโดนีเซียกำลังเจริญขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นเป็นช่วงเวลาที่ประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างก็มีความหวาดระแวงต่อลัทธิคอมมิวนิสต์ที่แผ่ขยายมาจากรัสเซียเข้าสู่ประเทศจีนและเริ่มมีอิทธิพลลุกลามสู่ประเทศต่างๆในภูมิภาค รัฐบาลของอินโดนีเซียจึงมีนโยบายการควบคุมลัทธิต่างๆ อย่างเคร่งครัด ระยะนั้นพุทธศาสนากำลังได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างกว้างขวาง จึงเป็นที่ถูกจับตามองอย่างมาก

"ใน พ.ศ.2521 ได้มีผู้นำเรื่องการตีแผ่พุทธศาสนานิกายเถรวาทไปร้องเรียนต่อประธานาธิบดีอินโดนีเซียว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ไม่ได้ยึดแนวทางการสอนให้มีความเชื่อในพระเจ้าสูงสุดเพียงองค์เดียวตามหลักธรรมนูญการปกครองของอินโดนีเซีย หรือปัญจศีลในข้อที่ 1 ซึ่งก็คือความเชื่อในพระเจ้าสูงสุดแต่เพียงองค์เดียว และได้ทำหนังสือมาถึงองค์กรพุทธศาสนาในอินโดนีเซีย เพื่อให้ทำการชี้แจงในเรื่องนี้ เมื่อความดังกล่าวได้ถูกนำมารายงานต่อเจ้าพระคุณฯ ครั้งทรงดำรงตำแหน่งสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระญาณสังวร พระองค์ได้ทรงเชิญพระเถระชั้นผู้ใหญ่และฝ่ายที่เกี่ยวข้องประชุมหารือความดังกล่าวในครั้งนั้น"

หลังจากนั้นจึงโปรดให้มีการศึกษาวิจัยปัญจศีลอย่างลึกซึ้ง มีการก่อตั้งเป็นคณะทำงานขึ้นเพื่อศึกษาถึงรายละเอียด และทำการศึกษาค้นคว้าถึงธรรมนูญการปกครองของอินโดนีเซีย โดยการตีความหมายของตูฮัน (Tuhan) แห่งปัญจศีล หลักความเชื่อด้วยเรื่องหลักการมีพระเจ้าในพุทธศาสนา การตีความความหมายของภาษาบาลีและสันสกฤต สารานุกรมศาสนาเรื่องเถรวาทนิยม สารานุกรมพระพุทธศาสนา พจนานุกรมภาษาต่างๆ ตลอดจนพจนานุกรมเรื่องศาสนาและจริยธรรมต่างๆ ข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับความเชื่อและศาสนาได้ถูกนำมาศึกษาค้นคว้าอย่างกว้างขวางจนได้เอกสารสำคัญในการตีความพระพุทธศาสนาเถรวาทว่ามีความสอดคล้องต่อบทธรรมนูญการปกครองของอินโดนีเซีย กับปัญจศีลข้อที่ 1 ในเรื่องความเชื่อในพระเจ้าสูงสุดเพียงองค์เดียวอย่างไร

"หลังจากการค้นคว้าศึกษาวิจัยแล้วเสร็จ เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชฯ ได้ให้คณะทำงานจัดเตรียมเอกสารเพื่อชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องพระพุทธศาสนาลัทธิเถรวาทและปรัชญาปัญจศีลของประเทศอินโดนีเซีย โดยเริ่มต้นจากการตีความถึงความหมายของตูฮัน หรือพระเจ้าตามบทธรรมนูญการปกครองของประเทศอินโดนีเซีย บทวิเคราะห์เรื่องพุทธศาสนานิกายเถรวาทและปรัชญาปัญจศีลของประเทศอินโดนีเซีย บทวิเคราะห์เรื่องพระพุทธศาสนา จากการศึกษาวิจัยจึงได้ข้อสรุปว่าพระธรรม คือตูฮันในพุทธศาสนาในนิกายเถรวาทนั่นเอง เอกสารชี้แจงดังกล่าวได้นำส่งต่อรัฐบาลอินโดนีเซียในขณะนั้น ซึ่งภายหลังจากที่คณะกรรมการที่รัฐบาลอินโดนีเซียได้พิจารณาหาข้อมูลและศึกษาข้อมูลที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ และคณะทำงานได้จัดส่งไปแล้ว จึงได้รับพิจารณาตัดสินว่าพุทธศาสนาไม่ได้ขัดต่อบทรัฐธรรมนูญการปกครองของประเทศอินโดนีเซีย ในปัญจศีลของอินโดนีเซีย เรื่องความเชื่อในพระเจ้าสูงสุดเพียงองค์เดียว สามารถเผยแผ่ได้ จึงเป็นพระศาสนาที่ได้รับการยอมรับโดยรัฐบาลอินโดนีเซีย ซึ่งตามมาในวันที่ 19 มกราคม พ.ศ.2517 รัฐบาลอินโดนีเซีย โดย ท่านประธานาธิบดี พล.อ.ซูฮาร์โต ได้ประกาศให้วันวิสาขบูชา เป็นวันหยุดราชการของชาวอินโดนีเซีย ซึ่งชาวพุทธในอินโดนีเซีย จึงถือว่า พ.ศ.2527เป็นวาระครบ 500 ปี ที่พุทธศาสนาในอินโดนีเซียได้เสื่อมหายไปตามความเชื่อที่เขาได้รับรู้สืบต่อกันมา จึงเป็นอันถือได้ว่าพุทธศาสนากลับมาสู่อินโดนีเซียอย่างสมบูรณ์แล้ว

เป็นความเชื่อของอินโดนีเซียพื้นเมืองว่าพุทธศาสนาจะกลับคืนมาเจริญรุ่งเรืองอีก 500 ปีให้หลัง ก่อนที่อิสลามจะมา ถึงตอนนี้ก็มีวัดวาอาราม มีคณะสงฆ์ มีพระบวชใหม่เยอะแยะ ตอนนี้กลายเป็นว่ารัฐบาลอินโดนีเซีย มีการตั้งกรมการพุทธศาสนา จากที่แต่ก่อนไม่มีเลย นับได้ว่าเจ้าพระคุณสมเด็จฯ พระองค์ท่านเปิดมิติใหม่ให้กับการฟื้นฟูพุทธศาสนาในประเทศอินโดนีเซีย นับตั้งแต่ปี 2511 จนกระทั่งปี 2527 ที่ประธานาธิบดีซูฮาร์โต ยอมรับพุทธศาสนาให้มีวันหยุดทางราชการ วันวิสาขบูชา"

เรื่องนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถที่ทรงสามารถแก้ไขสถานการณ์ จากเรื่องราวรุนแรงมาสู่การผ่อนปรนจนลุล่วงได้ ซึ่งหากไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อาจจะมีผลกระทบต่อการเผยแพร่พุทธศาสนานิกายเถรวาท คือไม่สามารถบวชได้ และเผยแพร่ไม่ได้ในประเทศอินโดนีเซีย ทำได้ก็แต่เฉพาะฝ่ายมหายานเพราะการตีความในแบบมหายานนั้นประเทศเขายอมรับได้ แต่ในเถรวาทเมื่อไม่มีพระเจ้า ในเบื้องต้นจึงเกิดการไม่ยอมรับแต่อย่างใด แต่เมื่อเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงช่วยแก้ไขปัญหานี้จนลุล่วงไป ทำให้พุทธศาสนานิกายเถรวาทหยั่งรากลงได้ในอินโดนีเซีย จึงมีกุลบุตรชาวอินโดนีเซียมาบวชกันมาก นับได้ว่าทรงเป็นผู้ให้กำเนิดสมณวงศ์สายเถรวาทในอินโดนีเซียยุคปัจจุบัน และทุกวันนี้ก็ได้มีการสร้างวัดวาอารามที่อินโดนีเซียขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก

เช่นเดียวกับที่ประเทศเนปาล ทรงช่วยฟื้นฟูพระพุทธศาสนาเถรวาทให้กลับมารุ่งเรืองขึ้นในประเทศเนปาล โดยเสด็จไปให้การบรรพชาแก่กุลบุตรศากยวงศ์ชาวเนปาล ที่ประเทศเนปาลเป็นครั้งแรก ใน พ.ศ.2528 เป็นการช่วยค้ำจุนหนุนนำพระพุทธศาสนาในประเทศเนปาลให้มั่นคงถาวรยิ่งขึ้น

อีกเรื่องราวหนึ่งที่พระศากยวิสุทธิวงศ์ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่ทรงช่วยแก้ไขหาทางออกให้กับปัญหาที่เกิดจากผลกระทบของการเมืองระหว่างประเทศให้จบลงได้อย่างสวยงาม ด้วยพระปรีชาสามารถดังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งที่องค์ดาไลลามะ เสด็จมาเยือนประเทศไทย ในปี 2536 "ปีที่องค์ดาไลลามะเสด็จมา พระองค์ท่านก็ทรงเข้าช่วยแก้ไขให้รัฐบาล เนื่องจากในปีนั้นคณะกรรมการรางวัลโนเบลได้เชิญผู้ได้รับรางวัลโนเบลทั้งหมดที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชนมาประชุมกันที่ประเทศไทย องค์ประชุมอื่นๆ ที่ได้รับรางวัลก็เดินทางมาได้ แต่ติดขัดว่าองค์ดาไลลามะทรงเดินทางเข้าประเทศไทยไม่ได้ สาเหตุเพราะรัฐบาลจีนขณะนั้นไม่ยอมรับทิเบตที่มีองค์ดาไลลามะเป็นผู้นำ รัฐบาลไทยในเวลานั้นจึงไม่กล้าที่จะรับรองคณะกรรมการรางวัลโนเบล ภาพของรัฐบาลก็เสียภาพพจน์ แต่ถ้ารับเข้ามา จีนก็ไม่พอใจ แล้วจะทำอย่างไร ในช่วงนั้นสถานการณ์จึงค่อนข้างแย่ เมื่อมีผู้มาปรารภปัญหาให้ทรงรับทราบ เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชฯ ก็ทรงรับสั่งว่าเชิญมาเป็นแขกของพระองค์ท่านในนามของสมเด็จพระสังฆราช ในฐานะเป็นเพื่อนเก่า พระองค์ท่านทรงหาทางออกให้ ไม่เกี่ยวกับการเมือง ท่านเป็นผู้นำสงฆ์ จึงทูลเชิญองค์ดาไลลามะมาเป็นแขกของพระองค์ท่านที่วัดบวรฯ และหลังจากที่ทรงได้พบปะเยี่ยมเยียนกันแล้ว องค์ดาไลลามะจะทรงเดินทางไปเยี่ยมญาติโยมที่ไหน ก็ถือว่าพระองค์ท่านไม่เกี่ยวข้องด้วยแล้ว ในปีนั้น พอเมืองไทยเรารับองค์ดาไลลามะเข้ามา จีนก็โกรธ พระองค์ก็ทรงรับสั่งว่าการที่ดาไลลามะมานั้นไม่ได้เกี่ยวข้องในทางการเมือง และเพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ใจ ถ้าหากทางจีนเชิญมาเราก็จะรับ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายใดทั้งสิ้น เรายังให้ความเคารพกับจีนเหมือนเดิม จำได้ว่าตอนนั้น พระองค์ท่านทรงบอกกับสถานทูตจีนว่าพระองค์ท่านไม่มีอะไร ทางฝ่ายจีนจึงต้องการนิมนต์พระองค์ท่านให้เสด็จไปเยือนจีน และเมื่อจีนนิมนต์มาพระองค์ก็ทรงรับ ซึ่งในครั้งนั้นจีนบอกว่าเป็นครั้งแรกของจีนที่ต้อนรับผู้นำศาสนาอย่างเป็นทางการ มี เจียงเจ๋อหมิน ผู้นำคนสำคัญของจีนในเวลานั้นออกมาต้อนรับเอง เหตุการณ์ช่วงนั้นเกิดขึ้นต่อเนื่องกันเลย ประมาณต้นปีองค์ดาไลลามะเสด็จมาประเทศไทย พอถึงกลางปี พระองค์ก็ทรงรับนิมนต์เสด็จเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ ทั้งหมดทรงทำในฐานะที่เป็นเพื่อนสหธรรมิกทางศาสนา เรื่องก็ลงเอยด้วยดี เรื่องการเสนอองค์ดาไลลามะเป็นแขกของพระองค์ ตอนนั้น คุณชวน หลีกภัย ในฐานะผู้นำรัฐบาลไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร และยังมาขอบคุณในภายหลัง ในหลวงก็ทรงส่ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาขอบคุณด้วย จำได้ว่าพระองค์ท่านเล่าเรื่องดาไลลามะ ให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ฟัง ในหลวงทรงชมเชยว่าทำให้ประเทศชาติไม่เสียหาย ได้ภาพพจน์อย่างดี ในแง่ประเทศจีนก็ไม่มีอะไรเสียหายด้วย" เหตุการณ์ที่ทรงช่วยหาทางออกให้กับประเทศชาติได้อย่างนุ่มนวลครั้งนี้ ก็เนื่องด้วยการที่ทรงมีพระน้ำทัยกว้างขวางจึงทรงมีสายสัมพันธ์แนบแน่นอยู่กับองค์ดาไลลามะอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเกิดกรณีนี้ขึ้นจึงทรงจัดการด้วยไหวพริบและสติปัญญา นับว่าทรงช่วยแก้ไขปัญหาบ้านเมืองให้ลุล่วงได้ด้วยพระปรีชาสามารถโดยแท้

นอกจากนี้ยังโปรดให้สร้างวัดในต่างประเทศขึ้นอีกหลายแห่ง เช่น วัดพุทธรังสี ที่เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย วัดจาการ์ตาธรรมจักรชัย ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย พระอุโบสถ วัดศรีกีรติวิหาร ที่เมืองกีรติปูร์ ประเทศเนปาล วัดแคโรไลนาพุทธจักรวนาราม ที่รัฐแคโรไลนาเหนือ ประเทศสหรัฐอเมริกา และวัดไทยอีกหลายแห่งในทุกทวีปทั่วโลก ทั้งนี้ในส่วนงานเผยแผ่พระศาสนาโดยพระธรรมทูต จากที่เริ่มพระธรรมทูตต่างประเทศ องค์แรกใน ปี 2509 มาถึงปัจจุบัน มีพระธรรมทูตที่เดินทางไปต่างแดนเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา และสร้างวัดทั่วโลกกว่า 200 แห่ง

ยามใดที่ประเทศชาติเกิดวิกฤติ ไม่ทรงนิ่งนอนพระทัย ทรงเร่งให้การช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนผู้เดือดร้อนอย่างทั่วถึง ไม่ว่าภัยพิบัติจะเกิดขึ้นที่แห่งหนตำบลใดทั้งใกล้และไกล เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ พายุเข้า ฯ ก็จะทรงส่งสิ่งของจำเป็นทั้งของกินของใช้และหยูกยาเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน แม้ในต่างประเทศ น้ำพระทัยเมตตาของพระองค์ก็ยังหลั่งไหลไปถึง ดังเช่น ในปี 2551 คราวเกิดภัยพิบัติแผ่นดินไหวที่มณฑลเสฉวนของจีน และพายุนาร์กีสพัดถล่ม ที่เมียนม่าร์ รวมถึงเหตุการณ์ธรณีพิบัติ ที่ประเทศเฮติ ในปี 2553 ก็ทรงประทานความช่วยเหลือเป็นเงินบริจาคจำนวนมาก รวมทั้งสิ่งของจำเป็นส่งไปช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เป็นต้น

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒนมหาเถร) ทรงมีบทบาทสำคัญในทางพระพุทธศาสนา ไม่เพียงในประเทศไทย แต่รวมถึงต่างประเทศ โดยทรงได้รับทูลถวายตำแหน่ง "อภิธชมหารัฏคุรุ" อันเป็นสมณศักดิ์สูงสุดของคณะสงฆ์จากรัฐบาลประเทศเมียนม่าร์ ในปี 2534 และทรงได้รับยกย่องจากผู้นำชาวพุทธ 32 ประเทศทั่วโลก ในที่ประชุมผู้นำสูงสุดแห่งพุทธศาสนาโลก ซึ่งเป็นตัวแทนพุทธศาสนิกชน 370 ล้านคน ทูลถวายพระเกียรติยศอันสูงสุดในฐานะ "ผู้นำคณะสงฆ์สูงสุดแห่งโลกพระพุทธศาสนา" ใน พ.ศ.2555 นับเป็นครั้งแรกของโลก

ผลงานของพระองค์เป็นที่ประจักษ์คลอบคลุมทุกด้าน ทั้งด้านการศึกษา การเผยแผ่และการปฏิบัติ ซึ่งปรากฏในรูปของศาสนกิจ พระนิพนธ์ พระโอวาท และการอบรมกรรมฐาน นอกจากนี้ยังทรงมีพระปฏิปทา และพระจริยาวัตรอันงามพร้อมดังเป็นที่ทราบกันดี นับว่าทรงเป็นพระมหาเถระผู้ทรงคุณที่โดดเด่นเพียบพร้อมพระองค์หนึ่งแห่งกรุงรัตนโกสินทร์