กรมศิลปากรนำชมเมืองพระราชาราชบุรี

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี
มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ

ด้วยคำขวัญจังหวัดราชบุรี "คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง เมืองโอ่งมังกร วัดขนอนหนังใหญ่ ตื่นใจถ้ำงาม ตลาดน้ำดำเนิน เพลินค้างคาวร้อยล้าน ย่านยี่สกปลาดี" ต้นไม้ประจำจังหวัดราชบุรี ต้นโมกมัน อยู่ในวงศ์ลั่นทมพืชสมุนไพรออกดอกที่ปลายช่อมีสีเขียว ดอกแก่เป็นสีม่วงแดง ส่วนดอกไม้ประจำจังหวัดราชบุรีเป็น ดอกกัลปพฤกษ์ เริ่มบานสะพรั่งเป็นสีชมพูใกล้โรยเป็นสีขาว ดวงตราประจำจังหวัดราชบุรี เป็นอาร์มวงกลมใช้สัญลักษณ์รูปเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของพระมหากษัตริย์ 2 สิ่ง คือพระแสงขรรค์ชัยศรีประดิษฐานอยู่บนบันไดแก้ว และฉลองพระบาทคู่ ประดิษฐานอยู่บนพานรอง ขอบอาร์มเป็นลายชื่อกระกนกประกอบพื้นช่องไฟใช้สีเป็นความสวยงามด้านศิลปะ ได้แนวคิดจากหลักฐาน "รูปฉลองพระบาทคู่ประดิษฐานอยู่บนพานรอง" ปรากฏบนผืนธงซึ่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานให้แก่กองเสือป่ามณฑลราชบุรี "ธงช้างต้น" เก็บรักษาไว้ที่ห้องพิพิธภัณฑ์โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี

กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักบริหารกลาง กรมศิลปากร นำโดย ดร.สุนิสา จิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง พร้อมด้วยวิทยากรนักบรรยายความรู้จากกรมศิลปากร ปราจิน เครือจันทร์ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี จตุพร บุญเหลือ นายช่างศิลปกรรมชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี วิเชต ลิ้มภักดี หัวหน้ากลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี นำคณะสื่อมวลชนเข้าโครงการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ครั้งที่ 2เยือนดินแดนประวัติศาสตร์ตามรอยเส้นทางการค้าโบราณ ณ จังหวัดราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร

ด้วยความสำคัญของจังหวัดราชบุรี คือ เมืองพระราชาราชบุรี เป็นเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่งของประเทศไทย จากหลักฐานชื่อเมืองราชบุรีที่ปรากฏในศิลาจารึกสมัยสุโขทัย ราชบุรีเป็นเมืองท่าเมืองหน้าด่านและเส้นทางการเดินทัพสมัยอยุธยามีหลักฐานด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม เครื่องถ้วยจีนและเครื่องปั้นดินเผา ราชบุรีในวัฒนธรรมเขมรมีหลักฐานวัฒนธรรมเขมรหรือลพบุรีปรากฏโดยมีโบราณวัตถุ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมีพบที่จอมปราสาทเมืองโบราณโกสินารายณ์เป็นหนึ่งในห้าองค์ที่พบในดินแดนประเทศไทย

ดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำแม่กลองแห่งนี้เป็นถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของคนหลายยุคหลายสมัยมีความรุ่งเรืองมาตั้งแต่อดีต มีกลุ่มชนชาติพันธุ์ต่างๆชาวไทยพื้นถิ่นภาคกลาง ชาวไทจีน ชาวไท-ยวน ชาวไทมอญ ชาวไทกะเหรี่ยง ชาวไทลาวโซ่ง ชาวไทลาวเวียง ชาวไทเขมรลาวเดิม จากหลักฐานทางโบราณสถานและโบราณวัตถุทำให้เชื่อได้ว่าผู้คนตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณนี้ตั้งแต่ยุคหินกลาง ค้นพบเมืองโบราณสมัยทวารวดีที่ ตำบลคูบัว อำเภอเมืองราชบุรี ทั้งนี้ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี เคยดำรงตำแหน่งหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี เมืองราชบุรีเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญและเป็นสมรภูมิการรบหลายสมัยโดยเฉพาะในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ได้ยกทัพมาตั้งรับศึกพม่าในเขตราชบุรีหลายครั้ง ครั้งสำคัญคือ สงครามเก้าทัพ

พ.ศ.2360 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้โปรดเกล้าฯให้สร้างกำแพงเมืองใหม่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำแม่กลอง ต่อมาในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพ.ศ.2437 ได้ทรงเปลี่ยนการปกครองส่วนภูมิภาคโดยรวมหัวเมืองต่างๆตั้งขึ้นเป็นมณฑลและรวมเมืองราชบุรี เมืองกาญจนบุรี เมืองสมุทรสงคราม เมืองเพชรบุรี เมืองปราณบุรี เมืองประจวบคีรีขันธ์รวม 6 เมือง ตั้งขึ้นเป็นมณฑลราชบุรีที่บัญชาการมณฑล ณ เมืองราชบุรีทางฝั่งขวาของแม่น้ำแม่กลอง ปัจจุบันเป็นศาลากลางจังหวัดราชบุรีหลังเก่า

พ.ศ.2403 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมืองเพชรบุรีในระหว่างเสด็จพระราชดำเนินกลับพระนคร ได้เสด็จประพาสเขางู ถ้ำสาลิกา และพระปรางค์วัดมหาธาตุพร้อมกับได้พระราชทานตราภูมิคุ้มห้ามค่านาแก่ลาวพวน ลาวทรงดำเมืองราชบุรี และเมืองเพชรบุรีที่ถูกเกณฑ์ไปช่วยบูรณะพระนครคีรี (เขาวัง) ที่เมืองเพชรบุรี เพื่อยกค่านาให้เป็นกรณีพิเศษ

พ.ศ.2409 โปรดเกล้าฯให้ขุดคลองดำเนินสะดวกเชื่อมต่อระหว่างเมืองสมุทรสาคร สมุทรสงคราม เมืองราชบุรี เริ่มจากปากคลองบางยาง แม่น้ำท่าจีน เมืองสมุทรสาครเชื่อมต่อกับคลองบางนกแขวก แม่น้ำแม่กลองซึ่งติดกับเขตเมืองราชบุรีแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2411 โดยสมเด็จเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้อำนวยการขุดคลอง

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนเมืองราชบุรีถึง 10 ครั้ง โดยเป็นการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนเมืองกาญจนบุรี และเมืองเพชรบุรี ทรงเยี่ยมราษฎรเมืองราชบุรี จำนวน 6 ครั้ง พ.ศ.2414 2420 2431 2438 2442 เป็นการเสด็จพระราชดำเนินไปเพื่อประกอบพระราชกรณียกิจที่เมืองราชบุรีเป็นการเฉพาะจำนวน 2 ครั้ง ครั้งแรก เป็นการเสด็จพระราชดำเนินไปเพื่อประกอบพระราชพิธีเปิด สะพานรถไฟจุฬาลงกรณ์ ข้ามแม่น้ำแม่กลองช่วงที่ผ่านตัวเมืองราชบุรี ในพ.ศ.2444 ครั้งที่ 2 เป็นการเสด็จพระราชดำเนินนำทหารมาฝึกที่ค่ายหลุมดิน ในพ.ศ.2446 การเสด็จประพาสต้นจำนวน 2 ครั้ง ในพ.ศ.2447 และ ในพ.ศ.2452 การเสด็จประพาสต้นทางชลมารคที่คลองดำเนินสะดวกโดยมิให้ผู้ใดทราบเป็นการล่วงหน้า ในพ.ศ.2447 นับเป็นครั้งแรกของการเสด็จประพาสต้นที่ต่อมาได้กลายเป็นเรื่องราวเล่าขานมาจนถึงทุกวันนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชหัตถเลขาบรรยายถึงวิถีชีวิตผู้คนและสภาพแวดล้อมของเมืองราชบุรีไว้ทุกครั้ง

การเสด็จพระราชดำเนิน พ.ศ.2416 เป็นส่วนหนึ่งของการเสด็จประพาสไทรโยคครั้งแรก ทรงบรรยายลักษณะของศาลเจ้าแม่เบิกไพรอันเป็นที่เคารพสักการะของชาวจีนในเขตอำเภอบ้านโป่งไว้ว่า "ศาลเก่าฝากระดานหลัง1อยู่ข้างหน้ามุงจาก มีต้นคัดเค้าเลื้อยขึ้นเกาะต้นไม้ใหญ่เป็นเชิงอยู่บนศาล ข้างหลังมีเรือนจีนฝากระดาน หลังคามุงกระเบื้อง 2 หลังแฝด มีโรงผู้รักษาติดกันอยู่ข้างศาล มีจีนรักษาอยู่ 3 คน" ลักษณะของตลาดโพธารามสมัยนั้นทรงบรรยายไว้ว่า "มีเรือนสองฟากเป็นตลาด ฟากข้ามริมน้ำนั้นเป็นเรือนต่ำๆเหมือนเรือนแพ ปลูกริมตลิ่งทีเดียว ข้างในก็เป็นเรือนตลาดอีกแถวหนึ่งฝากระดานมากกว่าที่เป็นฝาจาก ไปตามทางข้างขวามือประมาณ 8 เส้น 9 เส้นมีร้านขายของต่างๆ ร้านเหล้า ร้านไช่หู ที่โกนผม และขายของเครื่องใช้สอย มีร่ม รองเท้า ขนมมีขายมากมายหลายอย่าง มีสาคูและขนมถ้วยดาไลทั้งเล็กทั้งใหญ่เป็นอย่างมากไปจนตลอดถนนแล้วกลับมาพ้นจากทางที่จะลงมาหาดสักหน่อยหนึ่งเลี้ยวข้างขวามือมีโรงตีเหล็กแล้วถึงวัดโพธารามมีกำแพงล้อมรอบเข้าไปในนั้นมีศาลาคู่หนึ่งแล้วไปถึงการเปรียญ พระสงฆ์อยู่ที่นั่น เราหยุดพูดหน่อยหนึ่งและให้เงิน5ตำลึงสำหรับเลี้ยงพระสงฆ์"

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปเมืองราชบุรีหลายครั้ง เพื่อกิจการซ้อมรบเสือป่า การเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนเมืองราชบุรี พ.ศ.2456 เป็นการเสด็จเพื่อทรงนำสมาชิกเสือป่าเดินทางไกลจากพระราชวังสนามจันทร์ไปดอนเจดีย์ กาญจนบุรี ล่องมาทางบ้านโป่งแล้วเสด็จกลับพระราชวังสนามจันทร์ การเสด็จพระราชดำเนินในเดือนก.พ.ประทับที่ค่ายหลวงบ้านโป่ง5วัน ในช่วงเดือนก.ย. เสด็จพระราชดำเนินเมืองราชบุรีเสด็จเปิดโรงเรียนเบญจมราชูทิศ และบำเพ็ญพระราชกุศลที่วัดสัตตนารถ ต่อมาในเดือนม.ค. ถึง ก.พ. 2457 เสด็จฯเพื่อนำพลเสือป่าเดินทางไกลจากพระราชวังรามนิเวศ (วังบ้านปืน) จังหวัดเพชรบุรีไปราชบุรี เพื่อฝึกประลองยุทธ์ประจำปี ในเดือนมิ.ย. 2458 เสด็จเมืองราชบุรี 2 ครั้ง ในเดือนก.พ.เป็นการเสด็จนำสมาชิกเสือป่าซ้อมรบที่ค่ายหลวงบ้านโป่ง และอีกครั้งเสด็จฯเลียบมณฑลปักษ์ใต้ในเดือนมิ.ย. และอีกหลายครั้งเกือบทุกปีเป็นการเสด็จเพื่อทรงฝึกซ้อมรบเสือป่า

ตลอดรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ค้นไม่พบหลักฐานว่าเคยเสด็จฯราชบุรีหรือไม่แต่พระราชกรณียกิจสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับเมืองราชบุรี คือการประกาศยุบมณฑลและภาคมาเป็นจังหวัดทำให้ราชบุรีกลายมาเป็นจังหวัดตราบถึงทุกวันนี้ และโปรดเกล้าฯให้ออกพระราชบัญญัติ จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ในพ.ศ.2469 ส่งผลให้การจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำจังหวัดราชบุรีในเวลาต่อมา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเจิมป้ายชื่อ สหกรณ์โคนมหนองโพ ราชบุรีจำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2521 พระราชทานพระราชดำริให้มีการสร้างโรงงานนมผงที่ตำบลหนองโพ อำเภอโพธารามโดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนเริ่มแรกจัดตั้งเป็นสหกรณ์โคนม เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2514 ทรงรับไว้ในพระราชูปถัมภ์ โปรดเกล้าฯให้จัดตั้งอาคารพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ในกิจการโคนมยุคบุกเบิกโดยพระราชทานชื่อ อาคารเทพฤทธิ์ เทวกุล โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม

เมื่อแรกถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรี เป็นที่สะดุดตาสวยงามและร่มรื่นด้วยสีเขียวของต้นลีลาวดีกระถางต้นไม้ผืนหญ้าสีเขียวประหนึ่งปูพรมสามารถจัดงานอีเว้นท์ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ด้วยสีสันของอาคารเป็นสีเหลืองสีชมพูเสมือนบ้านตุ๊กตาบริเวณด้านหน้ายังมีการปั้นโอ่งลายมังกร มีดินเผาเป็นรูปทรงต่างๆ รวมทั้งเป็นสุนัขลายจุดหลายตัวด้วยกัน สื่อมวลชนหลายคนบอกว่าคุ้นกับรูปปั้นลูกหมาลายจุดที่เคยตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน

วิทยากรจากกรมศิลปากรเล่าว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจิมป้ายจารึกในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2534 และทรงปลูกต้นแก้วเจ้าจอมสีฟ้าอมม่วงขณะนี้แผ่กิ่งก้านเติบใหญ่ให้ร่มเงาและกำลังออกดอกเต็มต้น ผู้คนที่เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรีสามารถมองเห็นผ่านระเบียงทุกด้าน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขณะทอดพระเนตรนิทรรศการถาวรในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรีเป็นการส่วนพระองค์ เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2536 ทุกครั้งที่เสด็จฯจะพระราชทานลายพระหัตถ์ในโอกาสที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรี รวมทั้งเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์เพื่อทอดพระเนตรนิทรรศการถาวร ชาวบ้านได้ทอผ้าพื้นเมืองผืนใหญ่เป็นลวดลาย น้อมเกล้าฯถวาย ทรงมอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรี นำมาจัดแสดงอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ฯ เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยได้ชมความสวยงามของผ้าทอพื้นเมืองราชบุรี

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พร้อมด้วยคณะสมาคมครูสอนภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการถาวรในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรี เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2542

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรี ประกอบด้วยอาคารสองหลังอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำแม่กลอง บนเนื้อที่ 5 ไร่เศษ ตั้งอยู่บนถนนวรเดช ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี อาคารหลังแรกเป็นบ้านสีชมพูด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่ได้รับความนิยมสร้างอย่างแพร่หลายในช่วงรัชกาลที่ 5 - รัชกาลที่ 6 ตัวอาคารก่ออิฐถือปูนชั้นเดียวยกพื้นสูงหลังคามุงกระเบื้องว่าว มีพื้นที่ว่างตกแต่งเป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับอยู่บริเวณด้านในอาคาร เป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการถาวร แต่เดิมนั้นเป็นศาลาว่าการรัฐบาลมณฑลราชบุรี สร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ.2465 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ใช้เป็นที่ว่าการเมืองราชบุรีและที่ว่าการมณฑลราชบุรีในสถานที่เดียวกัน พ.ศ.2476ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) มีการประกาศยกเลิกระบอบการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลและมีการจัดระเบียบการปกครองขึ้นใหม่เป็นจังหวัดและอำเภอ

อาคารหลังนี้กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ได้รับการปรับเปลี่ยนเป็นศาลากลางจังหวัดราชบุรี กระทั่งวันที่ 6 ก.ค. 2524 จึงได้มีการย้ายไปใช้ศาลากลางจังหวัดราชบุรีหลังใหม่ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้จัดสร้างขึ้นใหม่ที่บริเวณถนนสมบูรณ์กุล

ห้องจัดแสดง 10 ห้อง ดังนี้ ห้องจัดแสดงที่ 1 (ธรณีวิทยา) จัดแสดงแห่งกำเนิดทรัพยากรธรรมชาติประเภทดิน หิน แร่ รูปจำลองลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดราชบุรีและจังหวัดใกล้เคียง (กาญจนบุรี เพชรบุรี) มองเห็นซากดึกดำบรรพ์ หิน แร่ อัญมณี และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีกำเนิดในจังหวัดราชบุรี ห้องจัดแสดงที่ 2 (ก่อนประวัติศาสตร์)จัดแสดงร่องรอยหลักฐานของมนุษย์ในยุคแรกๆ ที่มีการตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยในบริเวณจังหวัดราชบุรี ใช้เครื่องมือหินและโลหะ โครงกระดูกมนุษย์ ติดต่อกับชุมชนภายนอกทั้งดินแดนใกล้เคียงและดินแดนที่อยู่ไกลออกไป จีน อินเดีย

ห้องจัดแสดงที่ 3 (ทวารวดี) จัดแสดงร่องรอยวัฒนธรรมทวารวดีที่พบในจังหวัดราชบุรีในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11-15เรื่องราวของเมืองโบราณคูบัว เทือกเขางู มีการจัดแสดงการใช้โบราณวัตถุ รูปจำลองฐานโบราณสถานสำคัญของเมืองโบราณคูบัวเป็นสื่อสำคัญในการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ชม ห้องจัดแสดงที่ 4 (ลพบุรี) วัฒนธรรมเขมรหรือนักวิชาการเรียกว่า ลพบุรีที่ปรากฏในจังหวัดราชบุรีในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18 มีหลักฐานทางโบราณคดีที่พบจากเมืองโบราณราชบุรี ที่มีพระปรางค์วัดมหาธาตุเป็นศูนย์กลางเมือง และพบจากเมืองโบราณโกสินารายณ์ในท้องที่อำเภอบ้านโป่ง ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญที่พบร่องรอยหลักฐานของวัฒนธรรมเขมรและพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมีพบที่บริเวณจอมปราสาทเมืองโบราณโกสินารายณ์อันเป็นจำนวนหนึ่งในห้าองค์ มีการพบในดินแดนประเทศไทยปัจจุบันจัดแสดงอยู่ภายใน

ห้องจัดแสดงที่ 5 (อยุธยา) จัดแสดงเรื่องราวของจังหวัดราชบุรีในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา (ระหว่างพุทธศตวรรษที่18-24) ชื่อของเมืองราชบุรีมีปรากฏในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 (จารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช) รวมทั้งดำรงฐานะเป็นเมืองท่าสำคัญด้านตะวันตกและเมืองด่านปราการชั้นในของกรุงศรีอยุธยาที่เคยเป็นสมรภูมิรบกับพม่าตลอดมาจนถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ สะท้อนให้เห็นศิลปกรรมประเภทต่างๆที่ยังหลงเหลือร่องรอยให้ศึกษาได้ มีการจัดทำฉากจำลองโบราณวัตถุประเภทเครื่องปั้นดินเผาชนิดต่างๆที่จมอยู่ใต้ลำน้ำแม่กลอง เพื่อให้ทราบถึงเรื่องราวของเมืองราชบุรีที่เคยเป็นเมืองท่าสำคัญด้านทิศตะวันตกของกรุงศรีอยุธยา

ห้องจัดแสดงที่ 6 (รัตนโกสินทร์) จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับจังหวัดราชบุรีในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ (พ.ศ.2325-2475) แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเมืองราชบุรีที่เกี่ยวข้องกับพระบรมราชจักรีวงศ์ในด้านต่างๆ การเมืองการปกครองสังคมเศรษฐกิจการพัฒนาท้องถิ่น กิจการเสือป่า จัดแสดงการใช้พระแสงราชศัสตราประจำมณฑลราชบุรี ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) พระราชทานเป็นสัญลักษณ์แทนพระองค์แก่ประชาชนจังหวัดราชบุรี ภาพถ่ายเก่าจังหวัดราชบุรี สมัยรัชกาลที่ 5-6

ห้องจัดแสดงที่ 7 (ราชบุรีวันนี้) จัดแสดงสภาพในปัจจุบันของจังหวัดราชบุรี จัดแสดงแหล่งท่องเที่ยว ศิลปหัตถกรรมพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงจังหวัดราชบุรี โดยมีภาพโปร่งแสงแสดงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและตัวอย่างศิลปหัตถกรรมพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงเป็นสื่อในการจัดแสดง ห้องจัดแสดงที่ 8 (ชาติพันธุ์วิทยา) จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา วิถีชีวิตสิ่งของเครื่องใช้ที่สำคัญของชนกลุ่มต่างๆ ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยในจังหวัดราชบุรีโดยเฉพาะชาวไทยเชื้อสายลาวโซ่ง ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงและชาวไทยเชื้อสายไทยวน นำเอาลักษณะเด่นทางวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มชนมาจัดแสดง ภาพถ่ายและสิ่งของเครื่องใช้ที่ใช้ในพิธีเสนผีเฮือนของชาวไทยเชื้อสายลาวโซ่ง หุ่นจำลองบ้านเรือนพักอาศัยของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง เครื่องมือเครื่องใช้และตัวอย่างผ้าซิ่นตีนจกลวดลายต่างๆที่ทอกันมาแต่โบราณของชาวไทยเชื้อสายไทยวน

ห้องจัดแสดงที่ 9 (โอ่งมังกร) จัดแสดงตัวอย่างผลิตภัณฑ์และกรรมวิธีการผลิตโอ่งมังกรที่กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองราชบุรี และเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงและทำรายได้ให้กับจังหวัดในแต่ละปีเป็นจำนวนเงินหลายล้านบาท ห้องจัดแสดงที่ 10 (กีฬา) จัดแสดงเรื่องราวของนักกีฬาที่สร้างชื่อเสียงให้จังหวัดราชบุรีและประเทศไทยในการแข่งขันกีฬาประเภทและระดับต่างๆ โดยสื่อในการจัดแสดงมีทั้งสิ่งของรางวัลที่นักกีฬาได้รับ โล่และถ้วยเกียรติยศ เหรียญรางวัล ธงกีฬา ภาพถ่ายกิจกรรมการกีฬาและนักกีฬาที่มีชื่อเสียง

ส่วนอาคารหลังที่สอง เป็นบ้านสีเหลือง ตัวอาคารแบ่งเป็นสองชั้นครึ่งตึกครึ่งไม้ ยกพื้นสูง หลังคามุงกระเบื้องว่าว ด้านหน้าก่อเป็นมุขยื่นออกไป เป็นอาคารส่วนบริการ (สำนักงาน คลังจัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุเพื่อการศึกษา และจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนหรือจัดกิจกรรมพิเศษ) เป็นอาคารที่จัดสร้างขึ้นก่อนพ.ศ.2416 ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เพื่อใช้เป็นจวนที่พักของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในสมัยต้นรัชกาลที่ 5

ต่อมาได้ใช้เป็นกองบัญชาการรัฐบาลมณฑลราชบุรี เมื่อแรกตั้ง เมื่อมีการสร้างศาลาว่าการรัฐบาลมณฑลราชบุรีขึ้นใหม่แล้ว อาคารหลังนี้ใช้เป็นจวนที่พักของเจ้าเมืองราชบุรี ทำการสมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมหญิง ราชบุรี ห้องสมุดประชาชนจังหวัดราชบุรี ภายหลังจากที่กรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการจัดสร้างห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารีที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดราชบุรีปัจจุบันแล้วเสร็จ ได้ย้ายสำนักงานไปตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับห้องสมุด กรมศิลปากรได้ขออนุญาตใช้อาคารหลังนี้และบริเวณโดยรอบเนื้อที่จากกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เพื่อปรับปรุงให้เป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ ได้รับอนุญาตจากกรมธนารักษ์ ให้ใช้ได้ เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2539 อาณาบริเวณรายรอบประกอบด้วยสวนไม้ยืนต้น ไม้ดอก ไม้ประดับ

คณะทั้งหมดเดินทางไปยังแหล่งโบราณคดีบนเทือกเขางู อยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดราชบุรี 6 กม. และห่างจากเมืองโบราณคูบัวประมาณ 14 กม.ในท้องที่ตำบลเกาะพลับพลา ร่องรอยหลักฐานสำคัญเนื่องในวัฒนธรรมทวารวดีให้เห็นในถ้ำทั้ง 4 แห่ง ใช้เป็นที่พระภิกษุพำนักจำพรรษาปฏิบัติธรรมและแสวงหาความวิเวกห่างไกลจากผู้คนที่อยู่อาศัยอยู่บริเวณเมืองโบราณคูบัว ถ้ำฤาษีตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปจำหลักหินอยู่ภายในถ้ำฤาษีแหล่งโบราณคดีบนเทือกเขางู การสลักเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาท พระหัตถ์ซ้ายวางบนพระเพลา พระหัตถ์ขวาแสดงปางวิตรรกะหรือปางแสดงธรรมเทศนา ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะอินเดียแบบหลังคุปตะและเป็นที่นิยมในศิลปะจีนสมัยราชวงศ์ถัง ด้านล่างสุดของพระบาท มีจารึกอักษรปัลลวะเป็นรูปแบบอักษรที่นิยมใช้กันในประเทศอินเดียตอนใต้ พระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทยังมีอีก 4 แห่ง พระประธานที่วัดพระปฐมเจดีย์นครปฐม พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา บริเวณทางเข้าวัดพระเมรุ พระนครศรีอยุธยา

ภายในถ้ำเขางูหากสังเกตเห็นภาพที่ติดอยู่เหนือถ้ำนั้นเป็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระราชชนนี เสด็จฯที่ถ้ำจอมพลทรงปลูกต้นไม้จากนั้นเสด็จมาที่ถ้ำฤาษีเขางูในวันที่ 1 มิ.ย. 2499 ก่อนที่จะเสด็จฯทรงพระผนวชมีจำนวน 2 ภาพ มีพระพุทธฉายเป็นพระพุทธรูปยืนปางปฐมเทศนา และแกะสลักจากหินดั้งเดิมตั้งแต่สมัยอยุธยา พระหัตถ์เป็นรูปหัวใจสีแดง พระพุทธรูปยุคทวารวดี พระศรีสมาธิคุปตะ หมายถึงพระผู้บริสุทธิ์ด้วยการทำบุญ

ถ้ำจีนอยู่บนไหล่เขาสูงจากพื้นดิน 60 ม. ภายในถ้ำมีภาพพระพุทธรูปปูนปั้นประดับอยู่บนผนังสององค์โดยองค์ด้านในเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา ส่วนองค์ด้านนอกเหลืออยู่เพียงครึ่งองค์แต่เดิมสร้างขึ้นในวัฒนธรรมทวารวดีต่อมาจึงได้ถูกดัดแปลงโดยเอาปูนพอกทับไว้ในสมัยอยุธยา ถ้ำจาม ตั้งอยู่บนไหล่เขาที่สูงขึ้นจากถ้ำจีนไปทางด้านทิศตะวันตก ภายในถ้ำมีภาพสลักบนผนังทุกด้าน ผนังด้านทิศเหนือสลักหินเป็นภาพตอนยมกปาฏิหาริย์ที่เมืองสาวัตถีประกอบด้วยภาพพระพุทธรูปปางต่างๆ พระพุทธรูปปางสมาธิ ปางแสดงธรรมท่ามกลางต้นมะม่วงที่มีผลเต็มต้น ปรากฏในภาพสลักหินและพระพิมพ์ การสร้างภาพตอนยมกปาฏิหาริย์ที่เมืองสาวัตถีนั้นได้รับอิทธิพลจากพุทธประวัติของพระพุทธศาสนาลัทธิหินยาน ผนังด้านทิศใต้และผนังด้านทิศตะวันออกเป็นภาพปูนปั้นรูปบุคคลขี่คอซ้อนกันขึ้นไป ผนังด้านทิศตะวันตกเป็นภาพพระพุทธรูปปางไสยาสน์ด้านหลังเป็นลวดลายปูนปั้นรูปต้นสาละ มีความหมายถึงเรื่องราวขณะเสด็จสู่มหาปรินิพพานนับได้ว่าเป็นภาพพระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่เก่าที่สุดที่มีการค้นพบในประเทศไทย

ถ้ำฝาโถอยู่ห่างจากถ้ำฤาษีไปทางด้านทิศตะวันตก 250 ม. ภายในถ้ำมีภาพสลักบนผนังด้านทิศใต้เป็นภาพพระพุทธไสยาสน์ขนาดใหญ่มีประภามณฑลหลังพระเศียร มองเหนือพระพุทธรูปขึ้นไปมีภาพเทพชุมนุมมีลักษณะใกล้เคียงกับภาพสลักภายในถ้ำอชันตาในประเทศอินเดียที่สร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 ส่วนลักษณะการพลิ้วของชายผ้านุ่งของเหล่าเทพชุมนุมปูนปั้นมีลักษณะใกล้เคียงกับการพลิ้วไหวของชายผ้าในศิลปะจีน และภาพปูนปั้นต้นไม้ ผนังด้านทิศเหนือเป็นภาพสลักพระสาวกสององค์ ภาพสลักภายในถ้ำฝาโถนี้คล้ายคลึงกับภาพสลักตอนเสด็จสู่มหาปรินิพพานที่ผนังด้านทิศตะวันตกของถ้ำจาม การวางภาพพระพุทธรูปหันพระเศียรไปทางปากถ้ำ องค์พระพุทธรูปและส่วนประกอบสำคัญอยู่ด้านซ้ายของถ้ำ