ศรัทธาห่มป่า ผืนป่าห่มอาราม "ภูก้อน"

ท่องเที่ยวทั่วไทย

​วันก่อน...ยังมีป่าคอนกรีต ห้อมล้อมรอบตัวผมอยู่เลย วันนี้...กลับมีผืนป่าไม้จริงๆ แล้วก็มีความอุดมสมบูรณ์ มาโอบล้อมรอบตัวผมแทนที่

ความรู้สึกเป็นสุขใจ แตกต่างกันมากเลย

ณ ยอดเขาลูกหนึ่ง ที่อยู่เหนือผาม่อนต้า ช่วงเวลาตีห้ากว่าๆ ผมและเพื่อนนักข่าว พร้อมด้วยทีมงาน ททท. มากระจายนั่งในความเงียบงัน พร้อมถูกกลบกลืนด้วยเสียงลมพัดกรีดเสียงแรงเบาตลอดเวลา จ้องมองออกไปไกลลิบเบื้องหน้า เห็นแต่ความมืดมัวของบรรยากาศ หากก็พอรับรู้ได้ว่า เบื้องล่างลงไปตรงนั้น เป็นผืนป่ากว้างใหญ่

แม้ว่า...ก่อนการเดินทางขึ้นมา เรานัดหมายกันตื่นตีสี่กว่า แล้วมาเจอเข้ากับถนนหนทาง ที่ให้รถโฟร์วีลปั่นล้อฟรีไปหลายครั้ง แถมสะบัดซ้ายส่ายไปมาทางขวา ให้รู้สึกหวาดเสียวอยู่หลายหน และหายง่วงในทันทีจากกิ่งไผ่ดีดหน้าดังเปรี๊ยะ

ผนวกกับการเดินทางของวันวาร ซึ่งผมมาจากกรุงเทพฯทางรถยนต์ มาตามเส้นทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) ถึงสระบุรีบริเวณกิโลเมตรที่ 107 แล้วมาแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) ผ่านมาทางจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดขอนแก่น ถึงจังหวัดอุดรธานี ก็ได้มาทางหลวงเส้นจังหวัดหนองคาย แล้วพอไปถึงหลักกิโลเมตรที่ 13 แยกซ้ายไปทางอำเภอบ้านผือ อำเภอนายูง จนกระทั่งมาถึงที่บ้านนาคำใหญ่ จะมีทางที่เลี้ยวเข้าไปสู่วัด รวมระยะทางราว 657 กิโลเมตร โดยใช้เวลาทั้งหมดประมาณสิบกว่าชั่วโมงได้

แต่ทว่า...เทียบไม่ได้เลย กับคนตัวเล็กๆกลุ่มหนึ่ง เดินทางดั้นด้นเข้ามาต่อสู้ เพื่อให้ยุติการทำลายป่า จากการสัมปทานตัดไม้ กระทั่งค้นพบว่า ท่ามกลางอุปสรรคที่ต้องฝ่าฟัน มีเพียงหนทางเดียวที่หยุดยั้งการทำลายป่าได้ คือ การสร้างวัด

และแล้ว วัดป่าภูก้อน ก็ถือกำเนิดขึ้นมา

สภาพผืนป่าต้นน้ำลำธารที่สำคัญ ในดินแดนที่จวนจะสิ้นหวัง อยู่ในป่าสงวนแห่งชาตินายูง-น้ำโสม มีลมหายใจขึ้นมาราวกับปาฏิหาริย์

ป่าเติบใหญ่จากธรรมะทั้งผืน ผมคะเนจากสายตาตรงนี้ น่าจะมีพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ที่ขนานนามว่า พุทธอุทยานมหารุกปาริชาติภูก้อน

ห่างไกลโพ้นออกไป ตรงที่มีการบรรจบกันของฟากฟ้าและเทือกเขา มีแสงแรกแห่งวันใหม่กำลังเริ่มสาดความใสสว่าง พร้อมๆกับทะเลหมอกขาว ที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นอย่างเชื่องช้า แล้วเคลื่อนตัวมารายล้อมอยู่ตามรอบๆวิหารวัดป่าภูก้อน กระทั่งเสมือนกับวิหารแห่งนี้ กำลังลอยล่องอยู่บนก้อนเมฆ นี่แหละเป็นที่มาของคำว่า วิหารลอยฟ้า

ช่างน่าอัศจรรย์ใจ ผมคิดในใจเพียงลำพัง

และก็เป็น Dream Destinations กาลครั้งหนึ่ง...ต้องไป ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ชวนให้มาใช้ชีวิตตามฝัน ในด้านการท่องเที่ยว

วัดป่าภูก้อน หมู่ 6 บ้านนาคำ ตำบลบ้านก้อง อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี อารามพิทักษ์ผืนป่า พลังศรัทธาแห่งสีเขียว ที่ต้องมาสัมผัสกันจริงๆสักครั้งหนึ่ง แล้วจะทำให้รู้สึกหลงรักประเทศไทยยิ่งขึ้น ซึ่งก็ไม่ทำให้ผมต้องผิดหวังแต่อย่างใด

ผมเลยเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าใครมาถึง ใครมาเห็น หรือใครมาสัมผัส ต่างจะต้องสะกดความรู้สึกออกมาเป็นคำคำเดียวที่คล้ายกันว่า เหมือนฝัน

ถึงแม้ว่า ในเนื้อหาของความฝันแต่ละผู้คน จะมีบ้างที่ผิดแผกแตกต่างกัน แต่ก็มักจะมีที่คล้ายคลึงกันบ้าง นั่นคือ ฝันหวานอย่างมีความสุข

"ความฝัน" กับ "ความจริง" นักปราชญ์กล่าวไว้ว่า มักมีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นเสมือนเส้นบางๆ มากางคั่นกันอยู่ตรงกลาง นั่นคือ "การลงมือทำ"

พุทธบริษัท 4 ที่นี่ มั่นคงหนักแน่นเช่นกัน

โดยดำรงคงอยู่ด้วยความสมดุลของป่าไม้ จากความศรัทธาและการระลึกคุณ ในสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ของประเทศและแผ่นดิน อันเป็นที่กำเนิดแห่งสรรพชีวิต ทั้งมีคุณพระพุทธศาสนา เป็นเครื่องสำนึกยึดมั่น และมีพระมหากรุณาธิคุณ ของพระมหากษัตริย์ไทย ที่ปวงชนคนไทยควรทดแทน พร้อมกับส่งเสริมพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ดำรงปฏิปทาของพระป่ากรรมฐาน เพื่อบูชาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จนถึงที่สุด

อุทยานแห่งชาตินายูง-น้ำโสม เป็นพื้นที่รอยต่อของ 3 จังหวัด คือจังหวัดอุดรธานี จังหวัดเลย และจังหวัดหนองคาย โดยมีสภาพภูมิประเทศ ที่ประกอบด้วยภูเขาเหลื่อมซ้อน มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 200-500 เมตร สภาพป่าส่วนใหญ่แล้ว ยังมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำสายสำคัญๆ เช่น ห้วยน้ำโสม ห้วยตาดโตน

ส่วนสภาพป่าที่เป็นป่าเต็งรัง กระจายตามเชิงเขาและสันเขา แต่สภาพป่าเบญจพรรณ กลับซุกซ่อนอยู่ตามหุบเขา แล้วก็ยังมีสภาพป่าดิบแล้ง ที่พบเห็นได้ตามริมห้วย สำหรับพืชพันธุ์ไม้ที่สำคัญ คือ เต็ง รัง ยาง กระบาก ตะเคียน เป็นต้น

เมื่อผมลงมามองจากวิหารจึงเห็นแมกไม้ในผืนป่านายูง-น้ำโสม ที่ต้องใช้เวลาการเติบโตร่วมศตวรรษ ได้ทวีความอุดมสมบูรณ์ขึ้นทุกวันคืน

มองกลับมาที่วิหารวัดป่าภูก้อน ทางด้านกรมป่าไม้ อนุญาตให้สร้างวัด วันที่ 3 กรกฎาคม 2530 จากนั้นมีการประกาศ โดยกระทรวงศึกษาธิการ ให้ตั้งเป็นวัดในพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2530 จนกระทั่งวันที่ 22 มิถุนายน 2531 รับหนังสืออนุญาต ให้เข้าทำคุณประโยชน์ ตามโดยรอบของวัดป่าภูก้อน ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พร้อมจัดตั้งให้เป็นพุทธอุทยาน และรับพระราชทานวิสุงคามสีมา วันที่ 7 มิถุนายน 2532

วิหารวัดป่าภูก้อน ก่อสร้างเป็นสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ แห่งสมัยรัตนโกสินทร์ เห็นโดดเด่นช่อฟ้าเป็นเลขเก้าไทย โดยที่ตัววิหารกว้าง 39 เมตร ความยาว 49 เมตร มีประตูทางเข้า 3 คู่ จัดทำเป็นภาพเทพทวารบาล เทพแห่งน้ำ-เทพแห่งไฟ และเทพแห่งดิน-เทพแห่งลม พอก้าวเดินเข้าไปภายในวิหาร มีตกแต่งงามวิจิตรจากปริศนาธรรม เพื่อจะเป็นศูนย์รวมใจแห่งธรรมะ ที่องค์พระศาสดาเจ้า ทรงดำเนินไปสู่ความสิ้นสุดแห่งทุกข์

นอกจากนั้นตามช่องแสงกระจก แกะสลักลายเป็นรูปองค์เทพต่างๆอย่างละเอียดงดงาม รวมถึงเสาเทพนมและบัวยอดเสา ก็ยังมีรูปองค์เทพผู้บูชาพระบรมศาสดา หล่อด้วยทองเหลืองปิดทอง อยู่ตามปลายเสาแต่ละต้น รองรับด้วยบัวยอดเสา ลายกลีบบัวหล่อปูนปิดทอง ขณะที่บัวผนังอิติปิโส คำสวดพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณรวบยอด แกะสลักบนผนังหินอ่อนขาว อักษรทุกตัวฝังด้วยหินมาลาไคท์เขียวสด รองรับลายบัวคว่ำบัวหงาย ก็แกะสลักจากหินอ่อนขาว ที่เหมือนกับองค์พระประทานเช่นเดียวกัน

ภายในวิหารวัดป่าภูก้อนนั้น จัดเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์หินอ่อนสีขาว ปางปรินิพพาน ซึ่งขอพระราชทานนาม จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า พระพุทธไสยาสน์โลกนาถศาสดามหามุนี ทำจากหินอ่อนขาว ที่นำมาจากเมืองคาร์ราร่า ประเทศอิตาลี มีความยาว 20 เมตร ความกว้าง 5 เมตร โดยใช้หินอ่อนจำนวน 43 ก้อน ในน้ำหนักก้อนละประมาณ 15-30 ตัน เอามาแกะสลักที่วัดป่าภูก้อน แล้วทำการยกขึ้นบนฐานคอนกรีต เสริมเหล็กรองรับน้ำหนัก เรียงหินแกะสลักบนฐานซ้อน 3 ชั้น พร้อมกับทำเป็นภาพนูนต่ำ ในเรื่องราวของพระมหาปรินิพพานสูตร

จึงนับได้ว่า องค์พระพุทธไสยาสน์หินอ่อนสีขาวนั้น เป็นงานก่อสร้างด้านประติมากรรมพระพุทธปฏิมา อันยิ่งใหญ่และล้ำค่าที่สุด ที่ประดิษฐานบนยอดเขาอาสนะพุทธะ ในระยะเวลาการก่อสร้างนานถึง 6 ปี ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2549-2554 และที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม เนื่องในโอกาสมหามงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ 84 พรรษา ในปี 2554

ก้าวออกจากวิหาร ด้วยจิตเอกัคตาอันแน่วแน่ ในอารมณ์ที่สงบนิ่ง พลางคะนึงคิดไปสมัยพุทธกาล ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสสอนพระอานนท์ พระพุทธอนุชา เรื่องสิ่งประเสริฐ 4 ประการ ที่หาได้ยากยิ่ง ได้แก่ การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ การได้พบพระพุทธศาสนา การได้มีอายุยืนยาว และการได้ปฏิบัติเนกขัมมบารมี หมายถึงการได้ศึกษาและปฏิบัติธรรม และวันนี้...ผมก็ปุถุชนคนหนึ่ง ยังมีสุขภาพที่แข็งแรง มาอยู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์พุทธศาสนา พร้อมศึกษาและปฏิบัติธรรม ที่อาจจะไม่ได้ลึกซึ้งนัก แต่ก็รู้สึกปีติปลาบปลื้มเหลือเกิน

จากนั้นแวะขึ้นกราบนมัสการ พระปฐมรัตนบูรพาจารย์มหาเจดีย์ ซึ่งชั้นบนสุดนั้น เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ในโอกาสงานสมโภช องค์พระปฐมรัตนบูรพาจารย์มหาเจดีย์ วัดป่าภูก้อน จังหวัดอุดรธานี โดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ในมหามงคลพิเศษ เฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐยิ่ง

ชาววัดป่าภูก้อนต่างพร้อมใจกัน จัดโครงการเฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับทางสำนักพระราชวัง โดยจัดพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ มาบรรจุในพระเกศ พระร่วงรุ่งโรจน์ศรีบูรพา ซึ่งเป็นองค์พระประทาน ประดิษฐานอยู่หน้าองค์มหาเจดีย์ ที่สร้างขึ้นในโครงการเฉลิมพระเกียรติครั้งพิเศษยิ่ง อันเป็นการประกาศในความจงรักภักดี และความกตัญญูกตเวทีต่อสถาบันที่สำคัญทั้ง 3 สถาบันของไทย คือ สถาบันชาติ สถาบันพระพุทธศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี จึงใคร่ขออนุโมทนาสาธุการด้วย สาธุ...สาธุ...สาธุ...