แปลงผักลอยน้ำ

เกษตรพอเพียง

คงไม่มีใครคิดฝันมาก่อนว่า จะได้เห็นภาพกรุงเทพฯ กลายเป็น "มหานครกลางน้ำ" เช่นนี้ได้ หลังจากที่หลายจังหวัดของประเทศไทยก็ถูกมวลน้ำเข้ายึดครองมาก่อนจนแทบไม่เหลือพื้นที่แห้งให้อยู่อาศัย อาณาบริเวณส่วนใหญ่ของแผนที่ประเทศไทยถูกครอบคลุมไปด้วยสีฟ้าอันเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการเข้ามาแทนที่ของมวลน้ำมหาศาล

"... การช่วยเหลือสนับสนุนประชาชนในการประกอบอาชีพและตั้งตัวให้มีความพอกินพอใช้ก่อนอื่นเป็นพื้นฐานนั้น เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะผู้ที่มีอาชีพและฐานะเพียงพอที่จะพึ่งตนเอง ย่อมสามารถสร้างความเจริญก้าวหน้าระดับที่สูงในต่อไปโดยแน่นอน ..."
(พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว)

อุทกภัยครั้งนี้ ร้ายแรงกว่าที่คิดและความเสียหายที่เกิดขึ้นก็มากมายมหาศาลไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปริมาณของมวลน้ำที่ผ่านเข้ามา สถานการณ์น้ำท่วมขังดูจะยังยืดเยื้อยาวนานในบางพื้นที่ จนมีแนวโน้มว่า หลายท่านอาจจะต้องส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ด้วยกิจกรรมทำความสะอาดบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมก็เป็นได้

พื้นที่เกษตรกรรมที่เสียหายเพราะถูกน้ำท่วมในหลายจังหวัด ทำให้พืชผักที่เราใช้บริโภคในชีวิตประจำวันพลอยขาดแคลนและมีราคาสูงตามไปด้วย เห็นอย่างนี้ก็ทำให้นึกถึงอนาคตว่า เมื่อปริมาณน้ำเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากอิทธิพลของภาวะโลกร้อน เราก็จำเป็นจะต้องปรับตัวปรับใจให้อยู่กับน้ำได้มากขึ้น ปัจจุบันจึงเริ่มมีนวัตกรรมลอยน้ำที่เกี่ยวกับที่อยู่อาศัยเกิดขึ้นแล้วในหลายๆประเทศ เช่นเดียวกับในเมืองไทยของเราก็มีโครงการบ้านลอยน้ำ ของกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งเกิดขึ้นจากพระดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตั้งแต่ปี 2550 และล่าสุดยังมีโครงการเมืองลอยน้ำ จากไอเดียสุดล้ำของบริษัทสถาปนิกคนไทย "S Plus PBA" เห็นภาพร่างแล้ว อลังการงานสร้างสมกับเป็นเมืองแห่งอนาคตจริงๆค่ะ

แต่เรื่องที่จะนำมาบอกเล่าในฉบับนี้ ไม่ใช่เรื่องที่อยู่อาศัย แต่เป็นผลงานทางการเกษตร ที่หากในอนาคต พื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกถูกครอบคลุมไปด้วยน้ำมากขึ้น เราก็ยังสามารถสร้างสรรค์แหล่งผลิตอาหารได้ด้วยการทำ "แปลงผักลอยน้ำ" ซึ่งเป็นการปลูกในน้ำโดยไม่ต้องพึ่งพาพื้นดินเลยค่ะ

การทำ "แปลงผักลอยน้ำ" เป็นการนำวัชพืชน้ำมาอัดทำแปลงสำหรับปลูกผัก ซึ่งปัจจุบันทำกันอย่างแพร่หลายในหลายๆ ประเทศ เช่น ในประเทศจีน จะทำแปลงด้วยไม้ไผ่ โดยใช้ฟางหนาประมาณ 1 นิ้วทำเป็นฐาน จากนั้นจึงเป็นชั้นของวัชพืชน้ำ ดินโคลน และชั้นของดิน ตามลำดับ โดยพืชที่นิยมปลูกเป็นพวกสมุนไพรที่ใช้ในครัวเรือน นอกจากนั้น ยังมีการประยุกต์ทำเป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับลอยน้ำอีกด้วย

ประเทศพม่า ก็มีการทำแปลงผักลอยน้ำในบริเวณทะเลสาบอินเลย์มานานกว่า 100 ปีแล้ว โดยการนำวัชพืชน้ำนานาชนิดมาทำแปลงให้มีความหนาจนสามารถยืนบนแปลงได้ จากนั้นก็จะนำดินโคลนใต้น้ำขึ้นมาคลุมแปลงเพื่อปลูก ซึ่งจะนิยมทำแปลงที่มีขนาดใหญ่ เน้นอายุการใช้งานที่ยาวนานหลายปี พืชที่ปลูกมีหลากหลาย เช่น มันฝรั่ง พืชผักสวนครัวต่างๆ ไปจนถึงไม้ดอก

ในบังคลาเทศ ก็นิยมทำกันมาก โดยใช้ไม้ไผ่กั้นเป็นแปลง ใช้ผักตบชวาเป็นฐานรอง แล้วอัดให้แน่นโดยใช้แรงงานคนขึ้นไปเหยียบ จากนั้นจะปล่อยให้ย่อยสลายประมาณ 7-10 วัน จึงอัดเพิ่มเป็นครั้งที่ 2 แล้วปล่อยให้ย่อยสลายอีก 15-20 วัน จึงใช้ปลูกพืชได้ นอกจากวัชพืชน้ำแล้ว ยังมีการนำฟางข้าว กากมะพร้าว โคลนจากพื้นน้ำ และมูลสัตว์มาใช้ร่วมด้วย

ส่วนในประเทศไทย มูลนิธิสถาบันทรัพยากรชายฝั่งแห่งเอเชีย (สถาบันทรัพยากรชายฝั่ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ณ ขณะนั้น) ได้นำองค์ความรู้เทคนิควิธีการทำแปลงผักลอยน้ำมาเผยแพร่เมื่อปี 2550 โดยประยุกต์วิธีต้นแบบมาจากบังคลาเทศและพม่า และมีผู้เชี่ยวชาญในระดับนานาชาติด้านการทำแปลงผักลอยน้ำมาแนะนำเทคนิควิธีต่างๆ

เดิมที การทำแปลงผักลอยน้ำ เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์วัชพืชน้ำในแถบลุ่มน้ำปากพนัง เนื่องจากในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ในลำคลอง 19 สาขา มีปริมาณผักตบชวาถึง 76,540 ตัน โดยกิจกรรมนี้เป็นหนึ่งในโครงการตอบสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ของสถาบันทรัพยากรชายฝั่ง

ในการดำเนินงาน มูลนิธิสถาบันทรัพยากรชายฝั่งแห่งเอเชีย ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) และดำเนินงานร่วมกับศูนย์อำนวยการและประสานเพื่อการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และกรมชลประทานน้อมนำแนวพระราชดำริในการพัฒนาคนที่ว่า "ต้องระเบิดจากข้างใน" คือต้องสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนที่เข้าไปพัฒนา โดยเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถให้กับคนในชุมชนเพื่อให้การจัดการวัชพืชน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังสัมฤทธิ์ผล และเป็นกรณีตัวอย่างสำหรับการจัดการวัชพืชน้ำลุ่มน้ำอื่นๆ ต่อไป

วิธีการทำแปลงผักลอยน้ำ จะเริ่มจากนำไม้ไผ่หรือเชือกมาวางกรอบกว้างประมาณ 2 เมตร ยาว 8 เมตร แล้วนำผักตบชวามาวางฐานสานกันให้แน่น จากนั้นจึงรวบรวมผักตบชวาและวัชพืชน้ำอื่น เช่น กระฉูด มาอัดแน่นเข้าด้วยกันให้หนา 20-30 เซนติเมตร แล้วขึ้นเหยียบบนแปลง นำผักตบชวามาอัดเพิ่มแล้วเหยียบอีกทุกๆ 20 เซนติเมตร จนกว่าจะได้ความหนาประมาณ 1 เมตร แล้วใช้มีดพร้าสับวัชพืชน้ำด้านบนแปลงจนละเอียดพอที่จะปลูกพืชได้ จากนั้นวางไว้ให้แปลงย่อยสลายเป็นสีน้ำตาลพอที่จะหว่านเมล็ดได้ ประมาณ 1 สัปดาห์แล้วจึงปลูกพืช หรืออาจนำวัชพืชน้ำแปลงเดิมที่ผ่านการใช้งานแล้วมาคลุมแปลงเก่าแล้วนำต้นกล้าที่จัดเตรียมไว้มาปลูก หรือหว่านเมล็ดลงบนแปลงได้เลย

ข้อดีของการทำแปลงผักลอยน้ำนั้น นอกจากจะไม่ต้องรดน้ำแล้ว ยังไม่ต้องใส่ปุ๋ย ไม่ต้องฉีดยาฆ่าแมลง ลงทุนน้อย และที่สำคัญคือ ช่วยกำจัดวัชพืชน้ำไปในตัวอีกด้วย โดยผักที่ใช้ปลูกได้ผลค่อนข้างดี ได้แก่ แตงกวา ผักกาด ผักคะน้า และผักบุ้งจีน

นอกจากการทำแปลงผักลอยน้ำแล้ว ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ยังมีการนำเอาวัชพืชน้ำมาใช้ประโยชน์อื่นๆ อีก เช่น นำมาทำแก๊สชีวภาพ ทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ ใช้เป็นวัสดุในการเพาะเห็ด นำมาทำเป็นอาหารปลา และการนำเอาผักตบชวามาทำเป็นกระดาษ โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการจัดการวัชพืชน้ำอย่างบูรณาการในพื้นที่นำร่อง คือ ตำบลการะเกด และขยายผลไปยังตำบลแม่เจ้าอยู่หัว อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อให้เกิดความมั่นคงในด้านอาชีพ เสริมรายได้ และเป็นแรงจูงใจในการกำจัดวัชพืชน้ำต่อไป