การเสด็จฯเลียบหัวเมือง

ประชาธิปก ปร.

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงน้อมนำพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมชนกนาถ มาเป็นแนวทางในการทรงงานหลากหลายด้าน โดยเฉพาะการเสด็จประพาสต้นเพื่อรับทราบถึงความเป็นไปของบ้านเมืองรวมถึงทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์ เมื่อเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2468 ทรงพระราชดำริว่า

หัวเมืองมณฑลฝ่ายเหนือเป็นเมืองที่ตั้งมาแต่โบราณกาล บางสมัยบางเมืองเป็นราชธานีในสยามประเทศด้วยอีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีนักปราชญ์ชั้นเอกเลื่องลือนามผู้ทรงไว้ซึ่งความรู้ความสามารถในศิลปวิทยาการต่างๆ เห็นได้จากหลักฐานคือโบราณวัตถุที่มีการประดิษฐ์คิดสร้างขึ้นด้วยฝีมืออันประณีตบรรจงจากนายช่างผู้เชี่ยวชาญสมัยโบราณ ทั้งยังมีประจักษ์พยานให้เห็นมาจนทุกวันนี้ ประกอบกับหัวเมืองในมณฑลพายัพนับว่ายังไม่เคยมีสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินในกรุงรัตนโกสินทร์พระองค์ใดได้เคยเสด็จพระราชดำเนินมาก่อน จริงอยู่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ และ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เคยเสด็จฯมาเยือน แต่เป็นการเสด็จฯไปตั้งแต่ยังมิได้ราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริยาธิราช ดังนั้น การเสด็จฯของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในครั้งนั้นจึงเป็นการเสด็จฯของพระเจ้าแผ่นดินในกรุงรัตนโกสินทร์พระองค์แรก

พระราชประสงค์ของพระองค์ในการเสด็จฯเลียบหัวเมืองครั้งนั้นยังจะเป็นโอกาสดีที่ได้ทอดพระเนตรภูมิประเทศถิ่นฐานบ้านเมือง ได้ทรงทราบความเป็นไปอันเนื่องด้วยสุขด้วยทุกข์ ตลอดการทำมาหากินเลี้ยงชีพของราษฎรรอบขันฑสีมาอาณาจักรทั่วไป ทำให้ได้ทรงพบเห็นสิ่งแปลกใหม่ที่จะได้นำมาเป็นเครื่องทรงพระราชดำริดัดแปลงแก้ไขสิ่งที่พ้นสมัย ผดุงสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปสมกับที่ทรงเป็นประมุขของชาติ และยังเป็นการเดินรอยตามพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า พระบรมราชชนก ที่ได้ทรงกระทำไว้เป็นเยี่ยงอย่างอันดีมาแล้วรวมทั้งในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช ก็ได้ทรงมีพระราชนิยมในการเสด็จพระราชดำเนินตามหัวเมืองมณฑลเช่นเดียวกัน โดยผลของการเสด็จพระราชดำเนินปรากฏมีแต่กระทำให้ราชการบ้านเมืองทวีความเจริญในทางก้าวหน้า

เมื่อมีพระราชปรารภเช่นนี้แล้ว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้กำหนดวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2469 เป็นวันพระฤกษ์เสด็จพระราชดำเนินไปโดยทางรถไฟขึ้นไปยังมณฑลพายัพ รถไฟพระที่นั่งพิเศษออกจากสถานีจิตรลดา เมื่อเวลา 08.10 น. รถพระที่นั่งหยุดเฉพาะสถานีใหญ่ เช่น อยุธยา ลพบุรี ปากน้ำโพ เมื่อถึงสถานีพิษณุโลก เสด็จฯไปประทับที่ทำเนียบสมุหเทศาภิบาล วันรุ่งขึ้น 7 มกราคม ทั้งสองพระองค์เสด็จฯไปประทับในพระวิหารพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ทรงเปลื้องเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์อันเป็นโบราณมงคลถวาย สมเด็จพระบรมราชินีถวายผ้าทรงสะพักครุยกรองทอง ในตอนเย็นมีการสมโภชพระพุทธชินราช พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ถวายต้นไม้ทอง 1 คู่ สมเด็จพระบรมราชินี ถวายต้นไม้ทอง 1 คู่เป็นพุทธบูชา

หลังจากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปโดยรถไฟพระที่นั่งต่อไปยังจังหวัดต่างๆ อาทิ เมืองอุตรดิตถ์ เมืองแพร่ เมืองนครลำปาง เมืองเชียงราย เมืองเชียงแสน และเมืองเชียงใหม่ ทุกเมืองที่เสด็จพระราชดำเนินถึงได้พระราชทานพระแสงราชศัสตราที่โปรดฯให้สร้างขึ้นเป็นการเฉพาะในแต่ละเมือง โดยมีเหตุการณ์สำคัญๆที่เกิดขึ้นในระหว่างการเสด็จฯเลียบหัวเมืองในครั้งนั้นหลายประการ

ที่จังหวัดพิษณุโลก อ้ายหนอม นักโทษเรือนจำจังหวัดพิษณุโลก ฐานฆ่าคนตายกำหนดโทษ 15 ปี ได้ให้บิดานำลิงเผือกของตนที่จับได้ก่อนต้องโทษมาน้อมเกล้าฯถวาย ทรงมอบให้เจ้าพนักงานจัดส่งไปมณฑลพายัพเพื่อไปเข้าคู่กับช้างเผือก ที่นครลำปาง เมื่อผ่านถ้ำผาไทย ทรงจารึกพระบรมปรมาภิไธยย่อ ป.ป.ร.2469 ไว้ที่ปากถ้ำ ส่วนที่ลำปาง มีผู้นำของมาถวายจำนวนมาก ที่นับว่าพิเศษ คือ นายสุก สิทธิพลเมฆ พ่อค้าตำบลนาก่วม อำเภอเมือง นำพระแก้วเขียว หน้าตักกว้าง 5 เซนติเมตร สูง 7 เซนติเมตร มาถวายเป็นที่พอพระราชหฤทัย พระพุทธรูปพระองค์นี้ในภายหลังเมื่อบูรณะเสร็จ ได้โปรดเกล้าฯให้ฉลองร่วมในงานเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อ พ.ศ.2471 ถวายพระนามว่า พระแก้วนิลกัณฐ์พรพายัพ ถือเป็นพระแก้วประจำรัชกาล

ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนทั้งไทย และต่างประเทศ มาเฝ้าฯรับเสด็จพิเศษกว่าเมืองอื่นๆที่ผ่านมา มีการประกอบพิธีสำคัญ 2 พิธีเข้าด้วยกัน คือ พิธีแห่เข้าเมืองอย่างหนึ่ง และพิธีทูลพระขวัญอีกอย่างหนึ่ง

ตามถนนตั้งแต่สถานีรถไฟไปมีการประดับธงชาติผ้าขาว ผ้าแดง แต่งตั้งเครื่องบูชาตามหน้าวัด หน้าบ้าน มีซุ้มประตูชัยถึง 10 แห่ง มีแตรวงกระบวนแห่เสด็จเข้าเมืองเชียงใหม่ตามด้วยกระบวนม้า ต่อจากนั้นถึงกระบวนช้าง เริ่มด้วยช้างกลองนำคนขี่คอเป่าเขาควาย คนกลางตีกลอง คนท้ายตีฆ้อง แต่งเสื้อกางเกงหมวกแดงขลิบเหลือง ช้างผูกเครื่องเงินตกแต่งอย่างสวยงาม ต่อจากนั้นเป็นช้างประดิษฐานพระเงินหลังช้างตามด้วยช้างดั้ง ช้างเขน ช้างเจ้านายพื้นเมือง ต่อจากนั้นจึงถึงช้างพังนำช้างพระที่นั่งพระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัว และช้างสมเด็จพระบรมราชินี นอกจากนี้ยังมีช้างตามเสด็จอีก28เชือก หลังพิธีรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดฯพระราชทานเครื่องราชสักการะมอบให้ข้าราชการ 5 นายเชิญไปบูชาปูชนียสถานตามพระอารามต่างๆที่มีนามเป็นมงคลตามประเพณีโบราณของเมืองเชียงใหม่ รวม 5 แห่ง คือ วัดเชียงมั่น วัดเชียงยืน วัดชัยมงคล วัดศรีเกิด และวัดศรีบุญเรือง

ส่วนพิธีทูลพระขวัญ เป็นกระบวนแห่ของชนชาติต่างๆที่อยู่ในนครเชียงใหม่ ได้แก่ โยนก จีน ฮ่อ ละว้า ยาง แม้ว เย้า มูเซอ ขมุ พม่า เงี้ยว แขกซิกส์ และพวกมุสลิม ต่อจากนั้นเป็นบริษัทบอร์เนียว และโรงพยาบาลโรคเรื้อน

แล้วจึงถึงกระบวนเครื่องพระขวัญของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีเจ้านายเมืองเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน น่าน ฟ้อนรำนำขันพระขวัญมาเป็นคู่ (ผู้ชายล้วน) ต่อจากนั้นเป็นกระบวนเครื่องพระขวัญของสมเด็จพระราชินี มีเจ้านายผู้หญิงรวม 7 คู่ ฟ้อนรำนำขันพระขวัญ เมื่อเจ้านายหญิงชายฟ้อนมาถึงหน้าพลับพลาก็นั่งลงถวายบังคม เจ้านายผู้ชายเดินขึ้นนั่งบนพลับพลาที่พื้นลดทางด้านซ้าย เจ้าแก้วนวรัฐนำพานทองพระขวัญขึ้นทูลเกล้าฯถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจ้าจามรีภรรยาเจ้าแก้วนวรัฐนำพานทองพระขวัญทูลเกล้าฯถวาย สมเด็จพระบรมราชินี ต่อจากนั้น เจ้ามหาพรหมสุรธาดาเจ้าผู้ครองนครน่าน ซึ่งเป็นผู้อาวุโสอ่านคำกราบบังคลทูลเชิญพระขวัญ

วันต่อมาเสด็จฯไปทอดพระเนตรช้างพลายสำคัญที่เชิงดอยสุเทพ พวกละว้าถวายดอกเอื้องแซะ ยาเส้น กล้องไม้ไผ่ ขิง ผ้าห่มนอนตามประเพณีโบราณ วัดต่อๆไปได้เสด็จฯไปทอดพระเนตรโรงเรียน โรงพยาบาล และวางพวงมาลาที่อนุสาวรีย์เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่แล้วเสด็จฯไปเมืองลำพูน นมัสการพระมหาธาตุหริภุญชัย ต่อจากนั้นเสด็จพระราชดำเนินกลับที่ประทับ ณ นครเชียงใหม่ และเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ .2469

วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2469 มิสเตอร์ดี.เอฟ.แมคฟี ผู้จัดการป่าไม้บริษัทบอร์เนียว อำเภอฝางจังหวัด เชียงใหม่ ได้ส่งโทรเลขมากราบบังคมทูลว่าช้างพังหล้าตกลูกเป็นเผือกที่ป่าแม่ยางมิ้ม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้กรมคชบาลขึ้นไปดูที่เชียงใหม่ ได้ความว่าเป็นช้างเผือกถูกต้องตามลักษณะทุกประการ แต่เนื่องจากช้างยังเล็กอยู่จึงโปรดฯให้เลี้ยงไว้ที่เมืองเชียงใหม่ก่อน เพราะถ้าจะนำมาสมโภชตามราชประเพณีในพระนคร ก็เกรงว่าช้างจะชอกช้ำในการเดินทางและคงไม่สะดวกด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปในงานสมโภชช้างพลายสำคัญตัวนี้ด้วยพระองค์เอง และโปรดเกล้าฯให้เดินกระบวนแห่นำช้างพลายสำคัญ พร้อมด้วยลิงเผือกที่นักโทษหนอมถวาย ในเวลาต่อมา ช้างพลายสำคัญตัวนี้ได้เดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ และมีพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางที่พระที่นั่งอภิเษกดุสิต ณ พระราชวังดุสิต พระราชทานนามว่า พระเศวตคชเดชน์ดิลก

ช้างเผือกคู่พระบารมีเชือกนี้มีความเฉลียวฉลาดมาก มีเรื่องเล่าว่า ในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ก่อนวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระเศวตคชเดชน์ดิลกไม่ยอมนอน ร้องครวญครางอยู่ตลอดคืนจนคนเลี้ยงมาแต่เกิดก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ลักษณะพิเศษของช้างเผือกเชือกนี้คือ มีงาที่งอกออกมาไขว้กัน วันหนึ่งใกล้กับเวลาที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จสวรรคตที่อังกฤษ พระเศวตคชเดชน์ดิลกจะมีความรู้สึกอย่างไรไม่มีใครทราบ ได้ยกงวงขึ้นไปติดบนงาแล้วเอาลงไม่ได้เจ็บปวดครวญครางอยู่หลายวัน ในที่สุดเมื่อไม่สามารถแก้ไขได้ ก็จำเป็นต้องเลื่อยเอางาออกทั้งสองข้าง และอยู่มาได้เพียงปีเศษ ก็ล้ม ในวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2486 ที่โรงช้างสวนดุสิต

ใน พ.ศ.2471 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลภูเก็ต ตรัง ระนองและพังงา ได้ทอดพระเนตรสถานที่ราชการ โรงเรียน และโรงพยาบาล ที่ระนอง ได้เสด็จฯไปทรงวางพวงมาลา ณ ฮวงซุ้ย ตระกูล ณ ระนอง ที่ภูเก็ต เสด็จฯไปที่อ่าวฉลอง เพื่อทอดพระเนตรเรือขุดแร่ในอ่าว และการทำเหมืองแร่หลายแห่ง ส่วนที่จังหวัดพังงาได้ทอดพระเนตรวัดประพาส ประจิมเขตต์ เกาะปันหยี และถ้ำลอด การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนี้ก็เพื่อเยี่ยมราษฎรและทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาคนั้นๆ

หลังจากนั้นจึงเริ่มเสด็จประพาสต่างประเทศเพื่อเจริญพระราชไมตรีและทอดพระเนตรกิจการต่างๆ ซึ่งจะนำมาประยุกต์ใช้ให้เป็นคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองในโอกาสต่อไป ในชั้นต้นได้เสด็จประพาสประเทศสิงคโปร์ ชวา และบาหลี ซึ่งเป็นประเทศที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จประพาสมาแล้วในตอนต้นรัชกาล

นับเป็นการเดินรอยตามพระราชดำริที่สมเด็จพระบรมชนกนาถได้วางไว้ในการเสด็จประพาสตามที่ต่างๆทั้งในประเทศ และต่างประเทศเพื่อนำความเจริญ อันเป็นคุณูปการแก่แผ่นดินไทยในเวลาต่อมา