บันไดฝันของนักเขียนบทคุณภาพ "ณัฐิยา ศิรกรวิไล"

ศิลปบันเทิง

ฝากผลงานเขียนบทโทรทัศน์ ไว้ในละครโทรทัศน์ชื่อดังหลายเรื่อง มาตลอดระยะเวลาหลายปี ทั้งเรื่อง นางสาวไม่จำกัดนามสกุล รัตติกาลยอดรัก สวรรค์เบี่ยง สูตรเสน่หา และล่าสุดกับผลงานที่ได้รับความสำเร็จสูงมากอย่าง "อย่าลืมฉัน" แม้อาชีพนักเขียนบทละครโทรทัศน์จะเป็นอาชีพที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของละครแต่ละเรื่อง และหลายคนอาจไม่รู้จักและไม่มีโอกาสเข้าถึงนักเขียนเหล่านั้นมากนัก แต่ "ณัฐิยา ศิรกรวิไล" หรือ "นัท" กลับเปิดช่องทางการติดต่อสื่อสารผ่านเฟซบุ๊คแฟนเพจ เพื่อเป็นสังคมเล็กๆที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องบทละคร และเป็นช่องทางสำคัญในการแนะนำเส้นทางเขียนบทละครโทรทัศน์ให้แก่ผู้ที่สนใจในวิชาชีพนี้ อย่างที่เธอเคยมีความฝันในวิชาชีพนี้มาก่อน

"นัทเป็นคนจังหวัดปราจีนบุรี มาเขียนบทได้เพราะว่า เรารู้ตัวว่าเราอยากเขียนบทตั้งแต่เด็กๆ ก็เลยพยายามที่จะหาโอกาสให้ตัวเอง พอเรียนจบก็มาสมัครงานที่กองถ่ายหนังของอาร์.เอส.ฯ เราก็บอกเขาตรงๆว่าอยากเขียนบท แต่เราไม่มีประสบการณ์ ถ้างั้นทำตรงไหนก็ได้ที่ใกล้บทที่สุด เขาก็เลยส่งไปให้ตำแหน่งคอนทินิว (Continue) คือควบคุมความต่อเนื่องของบท แล้วเราก็รู้สึกว่าตอนที่เราอ่านบทเนี่ย มันมีอะไรบางอย่างที่ไม่ต่อเนื่อง ปรึกษากับรองผู้กำกับฯเขาให้โอกาสว่า ถ้าให้เราแก้ แก้ยังไงให้ต่อเนื่อง ก็เลยได้เริ่มแก้บท แล้วพอดีช่วงนั้นในกองถ่าย มีเหตุให้เขียนบทเพิ่ม ช่วงที่เขียนบทเพิ่ม คนเขียนบทคนเดิมไปทำงานอย่างอื่นแล้ว พี่ปรัช-ปรัชญา ปิ่นแก้ว ก็เลยให้โอกาสเราได้เริ่มเขียนบท ได้ลงบทแก้ เขียนเพิ่มขึ้นมา เราก็เลยได้เริ่มเขียนตั้งแต่ตอนนั้นมา"

ณัฐิยาเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการทำงานเขียนบทของเธอ แต่จุดเริ่มต้นของความฝันที่จะเป็นนักเขียนบทของเธอเริ่มขึ้นก่อนหน้านั้นอีก

"นัทเป็นคนชอบดูหนัง แล้วก็จริงๆโดยพื้นฐาน เราเป็นคนชอบหนัง ชอบภาพยนตร์ ชอบเขียนกลอน เขียนเรื่องสั้น เขียนโน่นเขียนนี่มาตั้งแต่เด็กๆ เขียนรายงานก็ชอบ มันก็เลยเป็นส่วนผสมตรงกลางว่า ทำอะไรที่เกี่ยวกับการเขียนในหนังก็คือคนเขียนบท นัทเริ่มรู้จักอาชีพนี้มาจากการที่เราดูหนัง แล้วก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับภาพยนตร์ จนรู้จักว่ามันมีอาชีพนี้อยู่บนโลกใบนี้ ก็เลยลองศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ตอนนั้นเป็นยุคที่การสอบเทียบได้รับความนิยมอย่างสูง นัทเป็นเด็กรุ่นสอบเทียบ เราอยากเป็นคนเขียนบท ก็เลยไปลองหาหลักสูตรตามคณะต่างๆที่จะสอนให้เราเขียนบทได้ แล้วเราก็ได้ค้นพบว่า มันไม่ได้มีคณะไหนที่สอนเขียนบทอย่างจริงๆจังๆ แม้แต่คณะนิเทศศาสตร์ หรืออักษรศาสตร์ การเขียนบทก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของคณะนั้น แล้วก็คะแนนค่อนข้างสูงมาก เราเป็นเด็กสอบเทียบก็คงจะไปสอบแข่งกับเขาไม่ได้ แล้วพอดีพี่ชายเรียนอยู่ศึกษาศาสตร์ มศว ประสานมิตร (มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ) เราเห็นว่าเขาเรียนค่อนข้างสบาย มีความสุข มหาวิทยาลัยอยู่ใกล้บ้าน เลยเลือกตามพี่ชาย แล้วก็เลือกว่าอะไรที่จะเป็นวิชาที่จะส่งเสริมการเขียน ก็คือการอ่าน ก็เลยเลือกเอกบรรณารักษ์"

เพราะความชอบในการเขียน การอ่าน และยังไม่มีโอกาสทำงานในสายอาชีพเขียนบทอย่างจริงจัง ณัฐิยาจึงเริ่มต้นงานจากการเขียนคอลัมน์ในนิตยสารก่อน ตั้งแต่เรียนชั้นปีที่ ๓ ขณะเรียนมหาวิทยาลัย จนกระทั่งมาทำงานกับบริษัทอาร์.เอส.ฯ ที่ถึงแม้จะมีโอกาสได้เขียนบทแล้ว ก็ยังมีเหตุให้ไปทำงานอื่นอีกจนได้

"พอนัทเขียนบทภาพยนตร์เรื่องแรก คือ เกิดอีกทีต้องมีเธอ พอเขียนเสร็จปุ๊บ ทางอาร์.เอส.ฯมีการปรับโครงสร้างเล็กน้อย คือเปลี่ยนคนที่ดูแล ตอนนั้นทำงานกับพี่ปรัชญา จากนั้นมีพี่อีกคน คือพี่อังเคิล-อดิเรก วัฏลีลา มาคุมด้านภาพยนตร์ จากตอนแรกที่คุยกับพี่ปรัชญาไว้ว่า เราอาจได้ไปเป็นคนเขียนบทภาพยนตร์อยู่ในอาร์.เอส.ฯ ก็เลยไม่ได้ตอนนั้น เพราะว่าทางพี่อังเคิล มีคนของเขามา เราก็ถูกโยกมาทำที่ครีเอทีฟกรู๊ปเฮด เกี่ยวกับการดูแลภาพลักษณ์ศิลปิน ก็เลยเป็นก๊อบปี้ไรเตอร์อยู่ที่อาร์.เอส.ฯ ประมาณ ๒-๓ ปี ด้วยความหวังลึกๆว่า เราอาจจะได้โอกาสไปเขียนบท ซึ่งยิ่งทำไป จากก๊อบปี้ไรเตอร์ ก็ได้เลื่อนมาเป็นครีเอทีฟ จุดเปลี่ยนสำคัญ คือนัทไปดูหนังเรื่องหนึ่ง เรื่องชอแชง รีเดมชั่น (The Shawshank Redemption) มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอิสรภาพ แล้วก็เป็นบทภาพยนตร์ที่ดีมากเรื่องหนึ่ง ผู้กำกับฯ แฟรงค์ ดาราบอนท์ (Frank Darabont) เขาเป็นคนเขียนบทมาก่อน แล้วเขามีความคิดว่าทำไมผู้กำกับฯทำไม่ได้ดั่งใจเขา เขาจึงตัดสินใจลุกมากำกับหนัง โดยเขียนบทเอง โดยดัดแปลงจากนวนิยายของ สตีเฟน คิง (Stephen King) ซึ่งตัวนวนิยายไม่ได้มีอะไรมาก เป็นการดัดแปลงที่ดีมาก เป็นบทภาพยนตร์ที่ดีมาก พอเราดูเสร็จ เราก็นั่งคิดกับตัวเองว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ นี่คือความฝันของเราไม่ใช่เหรอ คือการที่ได้เขียนบทดีๆ หรือได้ทำงานในสิ่งที่เรารัก เราไม่ได้อยู่ในคุกด้วยซ้ำ เราอยู่ในโลกของอิสรภาพอย่างเต็มที่ แต่ทำไมเราถึงขังตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่เราไม่ได้อยากจะทำ นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญ"

จุดเปลี่ยนนั้นทำให้ณัฐิยาเดินตามความฝันอีกครั้ง กับบริษัทที่ผลิตละครโทรทัศน์ในแนวที่ชอบ

"ตอนนั้นก็รู้สึกว่าเราชอบดูละครของเอ็กแซ็กท์ เพราะว่าเอ็กแซ็กท์มาใหม่ แล้วก็มีอะไรหลายๆอย่าง มีกลิ่นของความเป็นภาพยนตร์อยู่ ในยุคนั้นนะคะ เราก็รู้สึกว่าเราอยากทำงานกับบริษัทนี้จัง มันมีอะไรหลายๆอย่างที่คล้ายกับความสนใจของเรา ก็เลยตัดสินใจไปสมัครงานเอ็กแซ็กท์ ไปบอกเขาเลยว่า เราสนใจเขียนบท เราควรจะเริ่มจากตรงไหน แล้วก็โชคดีที่มีพี่คนหนึ่ง เขาแนะนำว่า ให้ลองส่งพล็อตเรื่องมา แล้วก็ทำตามขั้นตอนของมันตรงนั้นไป ถามว่านานไหม ก็สองปีกว่า ตอนนั้นก็เริ่มจากการเขียนซิทคอม หกตกไม่แตก ตอนนั้นเขียนอยู่ ๒ ตอน แล้วพอดีว่าผู้กำกับฯ หกตกไม่แตก เขาได้มากำกับละครยาว เรื่องนางสาวไม่จำกัดนามสกุล แล้วเขาหาคนเขียนบทอยู่ เขาเลยชวนนัทมาเขียนบทละครยาว พอเขียนได้สักพักหนึ่ง พี่บอย-ถกลเกียรติ ก็ชวนอยู่เป็นพนักงานประจำเลย หลังจากนั้นก็เลยถือได้ว่า เริ่มต้นเขียนบทละครโทรทัศน์ เป็นอาชีพหลักอย่างจริงจัง"

ณัฐิยาเขียนบทละครโทรทัศน์เป็นอาชีพหลัก และมีผลงานกับเอ็กแซ็กท์อย่างต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลา ๕-๖ ปี ทั้งเขียนบทละครจากนวนิยาย และพล็อตเรื่องขึ้นมาเองใหม่ แต่ปัญหาด้านสุขภาพก็ทำให้เธอต้องหยุดการทำงานไป ก่อนจะกลับมาเริ่มเขียนบทใหม่อีกครั้งใน ๒ ปีต่อมา กับการเป็นนักเขียนบทอิสระ และเริ่มต้นอีกครั้งกับละครเรื่อง "รัตติกาลยอดรัก" ของ หทัยรัตน์ อมตวาณิชย์ จากนั้นก็สร้างผลงานคุณภาพต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ณัฐิยาบอกเล่าวิธีการทำงานของเธอที่ให้ความสำคัญกับขั้นตอนแรกของการทำงานเป็นอย่างมาก

"เราต้องคิดอย่างระมัดระวัง ทุ่มเทและให้เวลาในการคิดค่อนข้างมาก หาคำตอบในสิ่งที่เราสงสัยให้ได้ ก่อนที่จะลงมือเขียนบท ถ้าเขียนแบบดำน้ำไปเรื่อยๆ จะเจอปัญหาทีหลัง แล้วบทเราก็จะไม่มีความกระจ่างในตัวเอง เพราะฉะนั้นนัทใช้เวลาในการพรีโพรฯ (Pre Production) หรือเซตอัพก่อนเขียนค่อนข้างนาน ถ้าเราจะต้องดัดแปลงนวนิยายก็ต้องอ่านให้แตก ถ้าพล็อตเรื่องใหม่ ต้องมองโครงตั้งแต่ต้นจนจบให้ทะลุ ให้หมด เห็นทุกอย่างที่เราจะเขียน รู้ทุกอย่างที่เราจะทำ ให้ดีที่สุด แล้วจึงค่อยลงมือเขียน"

ส่วนเอกลักษณ์ในงานเขียนที่มีในผลงานของณัฐิยาทุกชิ้น คือเรื่องของ "ตัวละคร"

"อย่างหนึ่งที่นัทให้ความสำคัญมากคือตัวละคร เราจะต้องรู้จักตัวละครเราอย่างดีที่สุด เราจะต้องรักตัวละครเราให้ได้ ถ้าเรายังไม่รัก ต้องหาให้ได้ว่าจะทำอย่างไรให้เขาน่ารัก เพราะถ้าเรารัก เราก็จะสามารถสื่อสารกับคนดูให้เขารักตัวละครได้ แล้วตอนนี้สิ่งที่สำคัญมากที่ทำให้คนดู นอกจากความขัดแย้งต่างๆ คือคนดูตัวละคร เมื่อดารามาอยู่ในตัวละครที่น่ารัก คนก็รักเขา นัทให้ความสำคัญกับตัวละครมากกว่าดารา ถ้าตัวละครเราน่ารักแล้ว ไม่ว่าใครจะมาเล่น เขาก็จะน่ารัก เป็นสิ่งที่นัทให้ความสำคัญมาก และรู้สึกว่าเป็นลายเซ็นของเรา อย่างใน 'อย่าลืมฉัน' หลายตัวละครในนวนิยายอาจมีไม่มาก เราต้องขุดหาให้ได้ ว่าความน่ารักของเขาคืออะไร"

ณัฐิยาเป็นนักเขียนบทอิสระที่มีผลงานต่อเนื่อง และประสบความสำเร็จอย่างมากมาโดยตลอด แต่กระนั้นเธอก็ยังหมั่นเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลงานของตนเองเสมอ

"นัทเป็นคนชอบดูหนัง ซีรี่ส์ ชอบอ่านหนังสือ คือการเขียนบทไม่มีที่สิ้นสุด แล้วนัทก็จะตื่นเต้นกับทฤษฎีคิดและวิธีเขียนบทแบบใหม่ตลอดเวลา สิ่งที่เราดู สิ่งที่เราอ่าน มันจะผลักดันตัวเราเอง พัฒนาไปเรื่อยๆ ให้เราต้องใส่ใจกับมันไปเรื่อยๆ ลองเอาวิธีเขียน ทฤษฎีอ่าน มาใช้ดี สนุก ดี แค่นี้ก็พอแล้ว"

นอกเหนือจากการทำงานเขียนบท มีอีกหนึ่งพื้นที่ที่ณัฐิยาให้ความสำคัญ และให้เวลากับพื้นที่ตรงนั้นอย่างต่อเนื่อง คือพื้นที่ของเฟซบุ๊ค แฟนเพจ

"เริ่มต้นจากมีคนมาขอเวิร์คช็อปเขียนบทกับนัทค่อนข้างมาก ก่อนหน้านี้เรามีเฟซบุ๊คส่วนตัว แต่ไม่สะดวก เพราะมันมีรายละเอียดเยอะทั้งการมาลงทะเบียน แนะนำตัว จ่ายเงิน เลือกคน ก็เลยตัดสินใจกับน้องพี่ที่ช่วยประสานงาน เปิดเพจจะได้มีพื้นที่กลาง ให้คนที่สนใจมาติดต่อสื่อสาร ตรงนั้นคือจุดมุ่งหมาย แล้วนัทก็อยากสร้างให้เป็นชุมชนเล็กๆว่า คนที่อยากจะเขียนบทเหมือนเราตอนสมัยเด็กๆ ไม่รู้จะเริ่มจากอะไร ได้เข้ามาเห็น เข้ามาอ่าน เป็นหน้าต่างหนึ่งที่ใช้สื่อสารกับคนที่อยากจะเขียนบทและคนดูด้วย"

กับกระแสตอบรับในผลงานที่มาทางตรงคือแฟนเพจ ณัฐิยาบอกว่าเป็นการฝึกจิตอย่างหนึ่ง

"เป็นการฝึกจิต ต้องฝึกอุเบกขา ถามว่ารู้สึกไหม ถ้าเขาเข้ามาแสดงความคิดเห็นที่ไม่ชอบ เราก็รู้สึก เขาเข้ามาชอบ เราก็รู้สึก ในความรู้สึกของนัทก็คือว่าเป็นการฝึกจิต รับรู้ในคำชม แต่ไม่ใช่ว่าปล่อยฟูเหลิงจนรับคำติไม่ได้ ขณะเดียวกันคำติจะไม่ให้มันมาทำให้เรารู้สึกว่าจิตตก ท้อแท้ไม่อยากทำอะไรแล้ว แต่หลายๆครั้งเราก็ต้องฟังคนดู เพราะเขาคือคนที่เราต้องใส่ใจ มันก็เป็นการสื่อสารสองทาง เราได้รู้ด้วย แต่เราก็จะไม่ให้การรับรู้นั้นมาทำร้ายเรา ก็ต้องหาตรงกลางให้ได้ ยาก แต่ก็สนุกดีค่ะ"

นอกจากคนได้สื่อสาร แลกเปลี่ยนความคิดเห็น พื้นที่ดังกล่าวยังให้ข้อมูลที่ทำให้คนดูได้ทราบถึงข้อจำกัดในการทำงานของนักเขียนบท ซึ่งส่งผลต่อบทแต่ละเรื่อง ทั้งงบประมาณ นักแสดง และเงื่อนไขในโลกความเป็นจริงต่างๆ เงื่อนไขดังกล่าวจะต้องถูกแก้ไขด้วยทีมงานผู้ผลิตละครรวมถึงนักเขียนบท และเป็นเหตุผลที่ณัฐิยาบอกว่า คำติและคำชมคือสิ่งที่ทุกคนควรได้รับร่วมกัน

"คนเขียนบทเป็นฟันเฟืองหนึ่งเท่านั้น ที่ทำให้ละครสำเร็จออกมา ในนั้นไม่ใช่เราเขียนร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าละครดี ชมทีมงาน ชมคนเขียนบท ถ้าละครออกมาแล้วไม่ถูกใจคนดู เราก็รับผิดชอบร่วมกันเหมือนกัน เพราะบางครั้งเกรงใจ ละครดี ชมคนเขียนบทมาก อยากจะบอกว่า หลายๆอย่างที่เห็นออกมาดี ไม่ใช่เราคนเดียว อยากจะแบ่งคำชมให้กับทีมงานด้วย"

สุดท้าย ณัฐิยาฝากถึงแฟนๆ ที่ติดตามผลงานของเธอมาตลอดว่า

"ขอบคุณค่ะ นัทค่อนข้างแปลกใจกับเสียงพูดคุย ตอบรับที่เข้ามาในแฟนเพจ มีหลายคนมากที่เป็นแฟนละครเรามาตั้งแต่ที่เราเริ่มเขียน มากกว่าที่เราจำได้ด้วยซ้ำ เป็นสิ่งที่น่าดีใจ ขอบคุณทุกคนที่ให้ความสำคัญ อาชีพนี้เป็นอาชีพที่หลายคนไม่รู้ว่ามีความสำคัญมากขนาดไหน เหนื่อยยากลำบากขนาดไหน บางคนอาจคิดว่าเป็นงานง่ายๆ ไม่มีอะไรยาก จริงๆไม่ใช่ เราต้องแบกรับความกดดัน มีปัญหาที่ต้องแก้ การทำงานคนเดียวหน้าคอมพ์ ไม่ใช่เรื่องง่าย จริงๆไม่ได้สบายอย่างที่คิด"

ติดตามผลงานของนักเขียนบทคุณภาพ ณัฐิยา ศิรกรวิไล ได้ในละคร "เพลิงบุญ" เร็วๆนี้ ทางช่อง ๓ และติดตามผลงาน พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเธอผ่านทางเฟซบุ๊ค แฟนเพจ ได้ที่ https://www.facebook.com/NuttiyaSirakornwilai

ขอบคุณสถานที่

Quest Connaisseur cafe Open 06.00 am. - 22.00 pm.

Page : Quest - Connaisseur caf? Tel. 09-2249-8313