ฮัคเกิลเบอร์รี่ ฟินน์

มาร์ก ทเวน : เขียน อาษา ขอจิตต์เมตต์ : แปล
หนังสือคือแสงจันทร์

สนุก ตื่นเต้น คิดถึงการผจญภัย และให้คุณค่าของความเป็นคน

วัยเยาว์ที่เติบโตใกล้ชิดธรรมชาติ ธรรมชาติยังบริสุทธิ์ ไม่ถูกเคลือบทาด้วยพิษร้ายของเทคโนโลยีและการสื่อสารสมัยใหม่ ทุกสิ่งบนโลกยังเปลือยอยู่ใต้ท้องฟ้าใส และอากาศสดชื่นบริสุทธิ์ รวมทั้งเรื่องผจญภัยของฮัค นี่คือความรู้สึกจับใจในหนแรกๆของการอ่านหนังสือเล่มนี้

ฮัคเกิลเบอร์รี่ ฟินน์ มาร์ก ทเวน เขียน อาษา ขอจิตต์เมตต์ แปล สำนักพิมพ์ กรกฏบุ๊คส์ พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2526 มาร์ก ทเวน มีชื่อจริงว่า ซามูเอล แลงฮอร์น คลีเมนส์ เกิดเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2378 ที่รัฐมิสซูรี่ สหรัฐอเมริกา

ฮัคเกิลเบอร์รี่ ฟินน์ เป็นหนังสือเล่มโปรดของ เฮ็มมิ่งเวย์ นักเขียนรางวัลโนเบล จากเรื่องเฒ่าผจญทะเล (The Old Man and The Sea) ดังที่เขากล่าวไว้ว่า

"เมื่อผมมีเวลาว่าง ผมมักจะอ่าน ฮัคเกิลเบอร์รี่ ฟินน์ ซ้ำแล้วซ้ำอีก และมักจะพบเสมอว่ามีข้อความอยู่ไม่ต่ำกว่าสิบๆประโยคที่ผมอยากจะจำให้ได้ ถ้อยคำอันไพเราะที่คุณจดจำไว้ได้นั้น มันจะทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองล่วงเข้าไปอยู่ในคำพรรณานั้นด้วยจริงๆ หนังสือเล่มนี้ผมจึงยกให้เป็นหนังสืออเมริกันที่ดีที่สุดเท่าที่เขียนกันมา จนบัดนี้"

ใครอ่านหนังสือเล่มนี้ก็จะรู้สึกว่าวัยเด็กได้ออกมาเต้นเริงร่าและได้วิ่งเล่นกลางแดดอีกครั้ง มาร์ก ทเวน เขียนเรื่องฮัคเกิลเบอร์รี่ ฟินน์หลังจากที่เขาได้เขียนเรื่อง ทอม ซอว์เยอร์ ผจญภัย และในตอนท้ายของเรื่องนี้ ทอม ซอว์เยอร์ กับฮัค ได้พบกันด้วย ทั้งสองทำให้เรื่องผจญภัยของฮัคสนุกเข้มข้น ก่อนจะจบลงอย่างมีความสุข

หนังสือ ฮัคเกิลเบอร์รี่ ฟินน์ คือการผจญภัยของเด็กชายคนหนึ่งกับทาสนิโกรชื่อ จิม ทั้งสองต้องการหลบหนีฮัคหนีพ่อขี้เมาชอบทุบตี จิมหนีนายจ้าง ทั้งสองพบกันโดยไม่คาดคิด ได้ล่องแพหลบหนีด้วยกันเป็นเวลานาน ยามค่ำคืนพวกเขาล่องแพไปตามแม่น้ำมิซซิสชิปปีอันกว้างใหญ่

จากเรื่องราวในหนังสือ ทอม ซอว์เยอร์ ผจญภัย ทอม กับ ฮัคเกิลเบอร์รี่ ฟินน์ ผจญภัยพบกับโจรและได้พบเหรียญทองคำที่พวกโจรซ่อนไว้ในถ้ำ ทั้งสองแบ่งกันได้คนละ 6 000 เหรียญ และฝากไว้กับผู้พิพากษาแธตเชอร์ ซึ่งทำให้เด็กชายทั้งสองมีรายได้วันละ 1 เหรียญตลอดปีและตลอดไป

เรื่องของ ฮัคเกิลเบอร์รี่ ฟินน์ นั้น มีว่าพ่อของเขาขี้เมาขาดความรับผิดชอบและมักใช้กำลังกับลูกแม่ม่ายดักลัสรับเลี้ยงฮัคเป็นลูกบุญธรรม และเธอก็พยายามจะเปลี่ยนชีวิตของเขา ส่งฮัคเข้าโรงเรียน แต่งเนื้อตัวให้สะอาดสะอ้าน ตั้งกฎระเบียบและอบรมเรื่องกิริยามารยาท แม่ม่ายดักลัสมีน้องสาวมาอยู่ด้วย มิสว็อตซัน เธอมีทาสรับใช้คือจิม น้องสาวของแม่ม่ายดักลัสจะบังคับให้ฮัคนั่งเรียนนิ่งๆ การฝึกฝนอย่างเคร่งครัดเอาจริงเอาจังเหล่านี้ทำให้ฮัครู้สึกอึดอัดมาก

"ข้าพเจ้าขึ้นไปยังห้องของข้าพเจ้าพร้อมกับถือเทียนไขเล่มหนึ่งติดมาด้วย และเอาติดกับจานบนโต๊ะ. หลังจากนั้นข้าพเจ้านั่งลงบนเก้าอี้ริมหน้าต่าง พลางพยายามทำใจให้ยิ้มแย้มเบิกบาน หากไม่เป็นผล.

"ข้าพเจ้ารู้สึกอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวจนไม่อยากอยู่เป็นผู้เป็นคน ดาวทอแสงระยิบระยับ เสียงใบไม้เสียดสีกันกรอกแกรกในป่าเพิ่มความหดหู่เศร้าหมองยิ่งขึ้น นกเค้าแมวตัวหนึ่งร้องมาจากที่ห่างไกล ฟังดูคล้ายกับคร่ำครวญที่มีใครคนหนึ่งตายจากไป นกวิปพัววิลล์และหมาส่งเสียงร้องราวกับว่ามีผู้กำลังจะสิ้นใจ และลมนั้นเล่าดังหึ่งๆ ประหนึ่งจะกระซิบบอกบางอย่างแก่ข้าพเจ้า พยายามฟังอย่างไรๆก็ไม่เข้าใจอยู่นั่นเอง มิหนำซ้ำส่งกระแสเย็นเยือกไปทั่วร่างกาย"

ฮัครู้สึกอึดอัดใจอยู่ไม่นานนัก พ่อขี้เมาของเขาก็เข้ามาในเมืองและพยายามหาหนทางยึดเงินของฮัคที่ฝากไว้กับผู้พิพากษาแต่ไม่สำเร็จ เมื่อไม่สำเร็จเขาจึงจับตัวฮัคไปขังไว้ในกระท่อมเปลี่ยว

พ่อจับตัวลูกไป ไม่ใช่เรื่องเหลือเชื่อนักสำหรับพ่อของฮัค เพราะเขาเป็นคนขี้เมาไม่เอาถ่าน คิดแต่เรื่องจะกินเหล้าและคิดใช้ประโยชน์จากลูกเท่านั้น ทุกคนให้โอกาสแต่เขาก็ไม่สามารถกลับตัวเป็นคนปกติได้ คนขี้เมาคือคนอ่อนแอ หลายคนมีความทุกข์ขมขื่นฝังอยู่ในใจ และไม่สามารถคลายความปวดร้าวให้ตนเองได้จึงต้องใช้เหล้าเป็นเครื่องมือปลดทุกข์ มาร์ก ทเวนไม่ได้เขียนถึงด้านมืดของมนุษย์ให้เราจงเกลียดจงชังและหมดสิ้นความหวัง แต่ทำให้คนอ่านเห็นตัวละครที่เป็นมนุษย์จริงๆว่ามนุษย์นั้นช่างซับซ้อนเอาตัวรอด รักตัวเอง ในที่สุดเราก็จะรู้สึกเวทนาบุคคลผู้นั้นที่ช่างไร้คุณค่าของความเป็นคน

ฮัคใช้ชีวิตอยู่ในกระท่อมกับพ่อ ซึ่งพยายามยื้อสิทธิ์ขอเป็นผู้ดูแลลูกชาย เพราะเขาต้องการเงินมาใช้ เมื่อออกไปไหนต่อไหนเขาจะขังฮัคไว้ในกระท่อม บางทีก็เป็นเวลาหลายต่อหลายวัน โดยเฉพาะในช่วงหลังๆพ่อจะทุบตีจนเนื้อตัวฮัคเต็มไปด้วยรอยแผล เขาจึงคิดแผนหลบหนีด้วยการขุดดินเป็นรูลอดออกมานอกกระท่อม

แล้วในที่สุดฮัคก็หนีออกมาได้สำเร็จ เมื่อถึงวันหนึ่งหลังจากถูกพ่อขี้เมาอาละวาดจนเกือบฆ่าลูก พ่อขังเขาไว้ในบ้าน ฮัคมุดรูหนีและขนข้าวของในบ้านออกมาจนหมด ทั้งยังสร้างแผนให้คนเข้าใจผิดว่าเขาถูกขโมยฆ่าแล้วลากทิ้งแม่น้ำ โดยใช้เลือดของหมูมากองไว้ในกระท่อม ฮัคล่องเรือในเวลากลางคืน เป้าหมายการหลบซ่อนของฮัคคือเกาะแจ็คสันกลางแม่น้ำ

"ข้าพเจ้าพายออกห่างฝั่งและเข้าอยู่ในแพสวะ แล้วนอนลงในเรือ ปล่อยให้มันลอยเท้งเต้งไปตามเรื่องราว เพื่อให้เกิดความเพลิดเพลิน ข้าพเจ้าเอากล้องมาจุดสูบ ตาจับอยู่บนท้องฟ้าปราศจากเมฆ แลดูลึกล้ำเสียจริงๆ. ข้าพเจ้าเพิ่งได้ความรู้ว่าเวลานอนมองท้องฟ้าที่อาบด้วยแสงจันทร์มันจะเป็นดังกล่าว."

หนีจากพ่อมาได้ก็นับว่าแสนสุข แต่ก็เป็นเพียงการเปิดประตูสู่การผจญโชคผจญภัยอย่างแท้จริง ขณะหลบอยู่บนเกาะไม่กี่ชั่วโมงต่อมาฮัคได้พบกับจิม ทาสสีผิว ซึ่งเป็นคนรับใช้ของมิสส์ว็อตซันน้องสาวของแม่ม่ายดักลัส จิมบังเอิญได้ยินมิสส์ว็อตซันพูดว่าจะขายเขาให้กับพ่อค้าทาส 800 เหรียญ

จึงตัดสินใจหนีออกมาซ่อนตัวบนเกาะและพบฮัค ทั้งสองตัดสินใจหลบหนีไปด้วยกัน จิมตั้งใจจะไปทำงานหนักเพื่อมาไถ่ตัวลูกกับเมีย ฮัคนั้นแม้จะไม่ชอบใจนักที่จิมหลบหนี แต่เขาก็ตัดสินใจช่วยเหลือ

ทาส คือประเด็นสำคัญของเรื่อง ฮัคเกิลเบอร์รี่ ฟินน์ มาร์ก ทเวน เขียนหนังสือเล่มนี้ในยุคที่ยังมีการซื้อขายทาส ฮัคเกิลเบอร์รี่ ฟินน์ พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2428 คุณค่าของความเป็นคนนั้นไม่ได้อยู่ที่สีผิวแต่อย่างใดเลย ความกล้าหาญที่จะยึดมั่นในสิ่งถูกต้องอย่างมีสมศักดิ์ศรี มีจิตใจเมตตาโอบอ้อมอารีเหล่านี้ต่างหากจะช่วยธำรงสังคมมนุษย์ให้อยู่รอดปลอดภัย

เมื่อใดก็ตามที่คนในสังคมมีความอยากมากกว่าความอดทนอดกลั้น สังคมมนุษย์ก็จะตกต่ำน่ากลัว

ขณะเดินทางทั้งสองได้พบชายโกหกสองคนหลอกเอาเงินของชาวเมือง บังเอิญถูกจับได้จึงวิ่งหนีมาเจอฮัคกับจิมที่แพ คนหนึ่งบอกว่าตนเป็นพระราชา อีกคนก็ว่าเป็นท่านดุ๊ก ทั้งสองแม้จะไม่รู้จักกันมาก่อนแต่ก็เข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย ร่วมมือกันหลอกลวงผู้คน พระราชานั้นมีสันดานเลวร้ายกว่าดุ๊กมาก ดุ๊กนั้นเป็นนักแสดงละครด้วย ในบางเวลาจึงยังพอจะมีใจสงสารผู้อื่นอยู่บ้าง เมื่อพบกันครั้งแรก ดุ๊กบ่นให้ฟังเหมือนน้อยใจในชะตาชีวิตน่าฟังน่าคิดว่า

"แม้โลกอันไร้ความปรานีจะนำเคราะห์กรรมเลวร้ายอย่างที่สุดมาให้ฉัน ฉันก็จะกัดฟันทน. ถึงแม้โลกจะซ้ำเติมฉันอย่างที่ทำมาแล้วเนืองนิจ และเอาทุกอย่างไปจากฉัน - ผู้เป็นที่รักยิ่ง ทรัพย์สมบัติ และทุกๆอย่าง ; แต่ก็ไม่สามารถเอาหลุมศพของฉันไปได้ เพราะวันหนึ่งข้างหน้าจะเหลือมันไว้ให้ฉันใช้เป็นที่นอนชั่วกาลนาน และลืมทุกสิ่งทุกอย่างหมด พร้อมกับหัวใจแตกแยกที่น่าสมเพชของฉันจะพบความสงบ"

ชีวิตล้วนเศร้าหมอง จงรักษาความเศร้าโศกไว้บ้าง เพราะความเศร้าโศกจะสอนให้เรามองเห็นผู้อื่น เข้าใจคน และมีใจเอื้อปรานี

แม้ฮัคก็รู้ว่าพระราชาไม่ได้เป็นพระราชาจริงๆหรอก ทั้งยังตลบตะแลงและเป็นนักต้มมนุษย์ แต่เขาไม่ยอมบอกให้จิมรู้ และจิมเองก็หลบหนีการล่าตามตัวอยู่ด้วย อย่างไรก็ตามคนลวงโลกสองคนนี้ก็ช่วยให้ภาพความดีขยายเด่นชัดมากขึ้น และยังทำให้เรื่องชวนติดตามว่าคนเลวทั้งสองจะพบจุดจบอย่างไร

ฮัค จิม พระราชาและดุ๊กยังต้องอยู่บนแพเดียวกัน กลางคืนเดินทางกลางวันจอดแพหลบซ่อนตามพุ่มไม้ทึบริมฝั่ง คนสี่คนสองฟากฝ่าย คือ ฝ่ายที่ขาดศีลธรรมจนไม่สามารถจะย้อนกลับมาทำความดีได้ เพราะคุ้นเคยกับความประพฤติชั่วช้า กับคนอีกฝ่ายที่ยังมีจิตสำนึกของความเป็นคน มีความละอายใจและขยะแขยงความชั่วร้าย

มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นจากการกระทำของคนฉ้อฉล พระราชาทำให้เราเห็นว่าเขาเป็นคนที่น่ารังเกียจที่สุด แม้จะสมมุติตนเป็นราชา แต่มีสันดานชั่ว สิ่งโสมมที่เขาทำนั้นมีมากมายอยู่ทุกหัวมุมเมืองที่แพล่องผ่าน มีกลลวงมากมายที่เขาใช้ เช่น หลอกเป็นหมอ เป็นพระ เป็นนักเทศน์ หรือไม่ก็เปิดการแสดงละครหลอกลวงเอาเงิน ที่ร้ายที่สุดคือปลอมตัวเป็นน้องชายจากอังกฤษของคนตาย เพื่อลวงเอาทรัพย์สมบัติ

ทั้งๆที่ปีเตอร์คนตายมีลูกสาวกำพร้า 3 คน และทำให้ฮัครู้สึกปวดร้าวและไม่สามารถทนได้ เขาจึงขโมยเงินจากพระราชากลับคืนให้หญิงสาวทั้งสามและบอกความจริงกับเธอ

"ข้าพเจ้าใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง บอกตัวเองว่าการเปิดเผยความลับในสถานที่ไม่ปลอดภัยเช่นนี้เป็นการเสี่ยงอันตรายร้ายแรงร้อยแปด. แต่แล้วข้าพเจ้าเห็นว่าการพูดความจริงย่อมปลอดภัยกว่าพูดเท็จ ดังนั้น ควรถือโอกาสอันงามนี้ แม้จะไม่ผิดกับวางถังระเบิดที่จุดชนวนแล้วลงกับพื้นพร้อมกับมองหาที่วิ่งหนี"

ฮัคเผ่นหนีอีกครั้ง แต่ก็ไม่ทันพระราชากับดุ๊กที่วิ่งตามมาลงแพติดๆ ฮัคกับจิมยังต้องผจญชะตากรรมกับพระราชา ต่อจากเรื่องที่คิดว่าชั่วช้าที่สุดนั้น พระราชายังทำสิ่งชั่วช้ากว่าคือได้ขายจิมไป เหตุการณ์นี้ทำให้ฮัคจะโศกเศร้ามาก และคิดวางแผนอีกครั้ง เพื่อเอาจิมคืนมา

"ภายหลังการเดินทางมาระยะยาวนาน และเรารับใช้และให้ความสะดวกสบายแก่มนุษย์ชาติชั่วทั้งสอง ผลที่ได้รับมีแต่ความป่นปี้และย่อยยับ ทั้งนี้เป็นเพราะอ้ายคนจัญไรใจคดเล่นลูกไม้สกปรกกับจิม เป็นการส่งจิมไปสู่ความเป็นทาส อีกครั้งหนึ่งจนตลอดชีวิตในหมู่คนแปลกหน้า โดยเห็นแก่เงินเพียงสี่สิบเหรียญเท่านั้น"

วรรณกรรมคือผลสะท้อนจากชีวิตและพฤติกรรมของมนุษย์ อีกสิ่งหนึ่งที่หนังสือเล่มนี้บอกแก่เราก็คือ การเอาเปรียบฉ้อฉลจากคนลวงโลกมีอยู่ตลอดเวลาในสังคมมนุษย์ ผลประโยชน์ อำนาจ เงิน เป็นสิ่งที่คนใจร้ายปรารถนาจะใช้มันเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ ผลประโยชน์ และเงิน เวียนซ้ำอีกครั้งและอีกครั้งไปเรื่อยๆ โดยหาใส่ใจไม่ว่าจะทำให้ผู้อื่นทุกข์ร้อนเพียงใด

เมื่อหนีจากคนชั่วได้ ฮัคเดินทางไปยังไร่ที่ดุ๊กบอกว่าทอมถูกขังอยู่ที่นั่น ลุงไซลัสและป้าแซลลี่เจ้าของไร่ฝ้ายก็คือป้าของ ทอม ซอว์เยอร์ ฮัคต้องกลายเป็นทอมเพราะความเข้าใจผิด เมื่อทอมตัวจริงมาถึงทำให้เรื่องตื่นเต้นสนุกสนานอีกมากมาย แทนที่จะปล่อยจิมให้เป็นอิสระในทันทีที่ทอมมาถึงไร่

ทอมกลับวางแผนให้ซับซ้อนตามหนังสือที่เขาเคยอ่านมาหลายๆเล่ม แผนที่ทำให้วุ่นวายและขบขัน

กระนั้นก็ตามทั้งหมดปลอดภัยและได้รับข่าวดี ยกเว้นทอมถูกยิงบาดเจ็บที่น่อง จิมเองได้รับอิสรภาพ มิสว็อตซันได้เขียนพินัยกรรมปล่อยจิมให้เป็นอิสระก่อนที่เธอจะเสียชีวิตและทอมให้เงินจิม 10 เหรียญเป็นสินน้ำใจที่จิมยืนยันจะอยู่กับทอมโดยไม่คิดหลบหนี โดยไม่กลัวว่าตนจะถูกจับ นี่คือการแสดงน้ำใจที่ล้ำค่ายิ่ง จิมยังได้รับการชื่นชมจากทุกคนในเมืองด้วย

การผจญภัยของฮัคจบลงด้วยความสุขสันต์ชื่นบาน คนร้ายถูกสังคมลงโทษ ป้าแซลลี่ขอเป็นผู้ดูแลฮัค เขาไม่ต้องกังวลเรื่องพ่ออีกต่อไปแล้ว จิมบอกว่าศพที่เขากับฮัคได้พบในบ้านซึ่งลอยน้ำมาตอนทั้งสองอยู่บนเกาะแจ็คสัน นั่นคือร่างสิ้นลมของพ่อฮัค

และผู้อ่านจะยังคิดถึงหนุ่มน้อยน่ารักชื่อ ฮัคเกิลเบอร์รี่ ฟินน์ อยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่ออ่านความคิดของเขาดัง ต่อไปนี้

"มนุษย์เราเป็นอย่างนี้เอง แม้เราจะทำถูกหรือผิดก็ตาม ความรู้สึกผิดชอบในจิตใจของเราจะต้องตื่นขึ้นและสร้างความไหวหวั่นแก่เรา"