ยลวัดอรุณวัดโมลีโลกยารามวัดหงส์

เยือนพระราชวังเดิมพระเจ้ากรุงธนบุรี
เล่าขานสืบตำนาน

วรรณวิเศษ: ภาพ

ตอนที่ 1

มหาอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ในปี 2554 ส่งผลให้พื้นที่ทางด้านตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยากลายเป็นเมืองบาดาลภายในพริบตา ประวัติศาสตร์ของฝั่งธนบุรีเป็นสิ่งที่คนไทยไม่ควรลืมเลือนถึงเรื่องสถานการณ์สร้างวีรบุรุษ ทรงรวบรวมอารยธรรมไทยในสมัยอยุธยาไม่ให้สูญหาย เปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมโยงอยุธยาสู่รัตนโกสินทร์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชบิดาแห่งการปฏิบัติการยุทธตามแนวลำน้ำ ทรงครองราชย์เป็นเวลา 15 ปี ทรงเป็นแบบฉบับทหารหาญอย่างแท้จริงด้วยทรงเชี่ยวชาญการรบทั้งทางบกและทางน้ำ ชวนคนไทยทั้งประเทศยลวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ย้อนเวลาสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่นี่ยังเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ในสมัยธนบุรี สิ่งสำคัญที่จะต้องเข้าไปเยือนพระราชวังเดิม พระราชฐานที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประทับและว่าราชการเมื่อทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี และเป็นที่ประทับของพระราชวงศ์ชั้นสูงหลายพระองค์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 - รัชกาลที่ 4 ทั้งยังเคยใช้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายเรือในสมัยรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการกองทัพเรือ พร้อมเข้าสักการะศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชชมสถานทีสำคัญในบริเวณพระราชวังเดิม ในเวลาต่อมาเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินสิ้นพระชนม์ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเถลิงถวัลยราชนสมบัติขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

สรรพ์สารศิลป์ครั้งที่ 2 ยลวัด เยือนวัง ฟังเรื่องเล่าขาน สืบตำนานพระเจ้ากรุงธนบุรี นำโดย จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา (นัท) มัคคุเทศก์ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรม ธีรนันท์ ช่วงพิชิต ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมีเชื้อสายมุสลิมและทีมจัดโปรแกรมทัวร์เดินมาราธอนตั้งแต่แปดโมงเช้าเคารพธงชาติจนถึงเย็นย่ำค่ำเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม โดยมีจุดนัดพบบริเวณประตูทางเข้าพระอุโบสถวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารที่มียักษ์สองตนยืนเฝ้าอยู่ เพื่อลงทะเบียนและรับเอกสารความรู้ประกอบการเดินทัวร์ครั้งนี้

วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร หรือ วัดแจ้ง พระอารามหลวงสำคัญในเขตพระราชฐานของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร หรือ วัดแจ้ง พระอารามหลวงสำคัญในเขตพระราชฐานของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีเช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์สมัยกรุงศรีอยุธยา และเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ ในสมัยธนบุรีพร้อมสัมผัสกับความงามวิจิตรองศิลปกรรมหลากแขนบงที่หาชมได้ยากภายในบริเวณวัด ด้วยวัดอรุณเป็นวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อวัดมะกอก หรือวัดมะกอกนอก คู่กับวัดมะกอกใน(วัดนวลนรดิศ) จากหลักฐานสมัยกรุงศรีอยุธยาชื่อวัดแจ้งในนิราศวังบางยี่ขันของหม่อมภิมเสน เล่าถึงการเดินทางจากอยุธยาไปยังเพชรบุรี ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดเกล้าฯให้สร้างพระราชวังที่ประทับแล้วขยายเขตพระราชฐานออกไป

วัดแจ้งจึงได้กลายเป็นวัดในวังและเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตซึ่งได้อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์เมื่อพ.ศ.2322 ก่อนที่จะย้ายมาประดิษฐานที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามในพ.ศ.2327 ในช่วงแผ่นดินของรัชกาลที่1 นั้น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร (รัชกาลที่2) ประทับที่พระราชวังเดิมได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดแจ้งใหม่ทั้งวัดแต่ยังไม่แล้วเสร็จก็สิ้นรัชกาล

หลังจากที่พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดแจ้งในเวลาต่อมา พระราชทานนามใหม่ว่า วัดอรุณราชธาราม และทรงมีพระราชดำริจะสร้างเสริมพระปรางค์หน้าวัดให้สูงขึ้น แต่ยังไม่แล้วเสร็จก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน เมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เสริมพระปรางค์ขึ้นและให้ใช้มงกุฏที่หล่อสำหรับพระพุทธรูปประธานวัดนางนองมาติดต่อบนยอดนภศูล เมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดอรุณราชวรารามหลายรายการ ให้อัญเชิญพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมาบรรจุไว้ที่พระพุทธอาสน์ของพระประธานในพระอุโบสถด้วย เมื่อการปฏิสังขรณ์เสร็จสิ้นแล้ว พระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดอรุณราชวราราม

มณฑปพระพุทธบาทจำลองเป็นพระเจดีย์ย่อเหลี่ยมไม้ยี่สิบ 4 องค์ มีสองหอไตร ศาลาท่าน้ำรูปเก๋งจีนจำนวน 6หลัง มีภูเขาจำลองและอนุสาวรีย์ธรรมเจดีย์ภายในยังมีพระแท่นบรรทมในพระวิหารเล็ก วัดอรุณราชวราราม ลายจำหลักเป็นรูปดอกพุดตาน พระแท่นสำหรับทรงเจริญวิปัสสนากัมมัฏบานประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารเล็ก หน้าพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม

มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธานที่ปรึกษาร่วมกับกรมศิลปากรดำเนินการบูรณะโบราณสถานในพระราชวังเดิมตั้งแต่ปี 2538 ขณะที่ พลเรือเอกประเจตน์ ศิริเดช เป็นผู้บัญชาการทหารเรือ และ แพทย์หญิง คุณหญิงนงนุช ศิริเดช รองประธานมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม เพื่อให้คนไทยได้สำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวของราชอาณาจักรธนบุรี และร่วมกันอนุรักษ์และเผยแพร่ประวัติศาสตร์พระราชวังแห่งเดียวของราชอาณาจักรธนบุรี ให้เป็นที่รู้จักโดยทั่วกัน

สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงมีพระนามเดิมว่า "สิน" พระราชบิดาเป็นชาวจีนชื่อ "ไหฮอง" 

สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงมีพระนามเดิมว่า "สิน" พระราชบิดาเป็นชาวจีนชื่อ "ไหฮอง" เดินทางมาจากประเทศจีนมาตั้งถิ่นฐานในเมืองไทยและสมรสกับหญิงไทยชื่อนกเอี้ยง ต่อมาคือกรมพระเทพามาตย์ เธอเป็นธิดาเจ้าเมืองเพชรบุรี คือขุนนางครั้งแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ พระเจ้าตากสินทรงมีสมเด็จพระอัครมเหสีชื่อ "สอน" ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นกรมหลวงบาทบริจา ต่อมาถูกลดพระยศเมื่อสิ้นพระราชวงศ์ธนบุรีเป็น หม่อมสอน จึงเป็นพระราชินีไทยในประวัติศาสตร์เพียงพระองค์เดียวที่ถูกลดพระยศเมื่อเปลี่ยนรัชกาล และยังมีกรมบริจาภักดีศรีสุดารักษ์ เป็นพระราชธิดาของพระเจ้านครศรีธรรมราช (หนู) เจ้าประเทศราชผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราช พระนามเดิมคือ เจ้าหญิงฉิม พระองค์ทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดากับสมเด็จพระอัครมเหสี และกรมบริจาภักดีศรีสุดารักษ์ และพระสนมอื่นๆ รวม 30 พระองค์ ทั้งนี้สมาชิกเชื้อสายพระราชวงศ์กรุงธนบุรีสืบตรงฝ่ายพระราชโอรส 8 สกุล อาทิ สินสุข อินทรโยธิน พงษ์สิน โกมารกุล ณ นคร จาตุรงคกุล ณ นคร สกุลที่สืบตรงฝ่ายพระราชธิดา อิศรเสนา ณ อยุธยา ธรรมสโรช นพวงศ์ ณ อยุธยา ศรีธวัช ณ อยุธยา สกุลที่เกี่ยวพันทางสายหญิง26สกุล อิศรางกูร ณ อยุธยา ปาลกวงศ์ ณ อยุธยา เทพหัสดิน ณ อยุธยา กุญชร ณ อยุธยา ชุมสาย ณ อยุธยา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา แสงชูโต ศรีเพ็ ญ ศรียาภัย บุนนาค พนมวัน ณ อยุธยา บุรานนท์ กมลาศน์ ณ อยุธยา ฯลฯ พระเจ้าตากสินทรงครองราชย์เพียง 15 ปี เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2325 ขณะมีพระชนมายุ 48 พรรษา ทั้งนี้มีเจดีย์บรรจุพระอัฐิของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และ สมเด็จพระอัครมเหสี ณ วิดอินทาราม

พลับพลึง คงชนะ สถาบันเอเซียแปซิฟิกศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้บันทึกว่า สถานการณ์สร้างวีรบุรุษคือกรณีที่เกิดขึ้นจริงกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในประวัติศาสตร์สมัยธนบุรี พระองค์ท่านเป็นขุนนางอยุธยาเชื้อสายจีน แต่ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษ้ตริย์ภายหลังจากที่สถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีในปี 2310 ด้วยความสามารถส่วนพระองค์ในด้านการรบจนกอบกู้เอกราชของชาติได้สำเร็จ  พระปรีชาสามารถของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในด้านการรบเพื่อป้องกันบ้านเมืองและปราบปรามชุมนุมคนไทยในท้องถิ่นต่างๆ ก่อให้เกิดความปลอดภัย และสร้างความเป็นเอกภาพ แต่พระราชภาระที่หนักหน่วงยิ่งกว่าคือการฟื้นฟูทำนุบำรุงบ้านเมืองให้มีภสาพดีเหมือนกับสมัยอยุธยา ทรงแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยการแจกทานข้าวและขยายพื้นที่ทำนา ทรงติดต่อค้าขายกับนานาชาติและขยายอาณาเขตโดยมีกรุงธนบุรีเป็นศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดิน

สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงมีพระราชอำนาจในฐานะกษัตริย์ตราธิราช เปรียบเสมือนสมมติเทวราชอันเป็นความเชื่อถือที่ต่อเนื่องจากสมัยอยุธยา แต่ทรงมีความใกล้ชิดกับประชาชนซึ่งเป็นเพื่อนร่วมทุกข์และเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูบ้านเมือง ทรงรวบรวมช่างฝีมือที่ยัวงหลงเหลือรอดชีวิตอยู่ ทำการปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม พระราชวัง และงานฝีมือต่างๆ ทรงนิมนต์พระสงฆ์ผู้มีความรู้ปฏิรูปพระพุทธศาสนาและทำการคัดลอกพระไตรปิฏก ฟื้นฟูศิลปะการละครเพื่อฟักฟื้นใจเมือง เป็นการรวบรวมอารยธรรมไทยในสมัยอยุธยาไม่ให้สูญหาย เปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมโยงอยุธยาสู่รัตนโกสินทร์ คนไทยจึงน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ โดยถวายพระราชสมัญญานามว่า มหาราช และถือว่าวันที่ 28 ธันวาคม ของทุกปีเป็นวันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ทั้งนี้มีพระบรมสาทิสลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประดิษฐานภายในห้องรับรองของท้องพระโรงชั้นในพระราชวังเดิม พระบรมสาทิสลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในแบบเชื้อสายจีนตามจินตนาการของผู้วาด และในชุดฉลองพระองค์แบบไทย ทั้งยังมีภาพวาดสวยงามขณะ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองกำแพงเพชรนำกำลังตีฝ่ากองทัพพม่าค่ายวัดพิชัยสงครามเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2309 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงปราบดาภิเษกเสวยราชสมบัติ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2311 มีภาพตีฝ่าวงล้อมพม่า วันกรุงแตก วันยึดจันทบุรี วันยึดค่ายโพธิ์สามต้น ภาพจิตรกรรมฝาผนังแสดงเหตุการณ์ภายหลังจากที่กรุงศรีอยุธยาแตก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงรวบรวมไพร่พลแล้วยกทัพมาถึงเมืองจันทบุรี เจ้าเมืองจันทบุรีไม่ยอมอ่อนน้อม สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงทรงเข้าโจมตีโดยทรงใช้กลยุทธทางจิตวิทยา ให้แม่ทัพนายกองทิ้งเสบียงอาหารที่เหลือ และทุบหม้อข้าวหม้อแกงทิ้งเสียทั้งหมดในคืนนั้น ทำให้สามารถยึดเมืองจันทบุรีได้เป็นผลสำเร็จ

ด้วยพระอัจฉริยภาพในยุทธวิธีทางการทหารตั้งแต่ก่อนกรุงแตก กระบวนการกอบกู้เอกราชจากอยุธยาสู่หัวเมืองชายทะเลตะวันออก จากอยุธยาสู่หัวเมืองชายทะเลด้านตะวันออก กองทัพเรือได้ถวายพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเป็น บิดาแห่งการปฏิบัติการยุทธตามแนวลำน้ำ เนื่องจากมีหลักฐานปฏิบัติการรบทางเรือได้เยี่ยมยอดหลายครั้งเมื่อครั้งรวบรวมผู้คนและอาวุธยุทโธปกรณ์อยู่ที่จันทบุรี เพื่อจะเข้าตีกรุงศรีอยุธยาคืนจากข้าศึก ทรงวางแผนปฏิบัติการจู่โจมโดยใช้เรือรบซึ่เงป็นยุทธศาสตร์ที่เฉียบแหลมและเหมาะส มกับสถานการณ์ ทรงรู้จุดอ่อนของข้าศึกว่าพม่าไม่ชำนาญการรบทางเรือ จึงทรงวางแผนปฏิบัติการทางน้ำหลังฤดุกาลมรสุมซึ่งป็นเวลาน้ำหลากที่อยุธยา ทรงใช้แผนดำเนินยุทธอย่างแยบยลนำกำลังทัพเข้าถึงธนบุรีตีค่ายนายทองอินแตกพินาศภายในวันเดียว จากค่ายธนบุรีถึงค่ายโพธิ์สามต้นใช้เวลาครึ่งวันเป็นการกอบกู้เอกราชได้ภายใน 7 วัน

ทหารเสือพระเจ้าตาก เป็นนายทหารผู้ใหญ่ พระยาพิชัยดาบหัก (ทองดี ฟันขาว) เป็นทหารเอก ราชองครักษ์คู่พระทัย พระเชียงเงิน หลวงพรหมเสนา หลวงพิชัยราชา หลวงราชเสนา ขุนอภัยภักดี หมื่นราชเสน่หา กองทัพเรือได้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ประดิษฐานริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรีนอกกำแพงพระราชวังเดิม เพื่อเฉลิมพระราชกฤดาภินิหารและแสดงความกตัญญูต่อพระองค์ท่าน หันพระพักตร์เฉียงทางซ้ายออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

ในยุคสมัยกรุงธนบุรีถือเป็นยุคที่การค้าทั้งของราษฏรและของหลวงมีความเจริญเป็นอย่างมาก ด้วยทรงเอาพระทัยใส่ ทำนุบำรุงการค้ากับต่างประเทศเป็นอันมาก การค้าทางเรือ เพราะเล็งเห็ฯว่าจะได้เงินเข้ามาบำรุงประเทศ ผลกำไรที่ได้รับนั้นมีส่วนช่วยบรรเทาการเก็บภาษีจากราษฏรได้มาก จึงส่งสำเภาหลวงออกไปทำการค้ากับนานาประเทศส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศชาติมั่นคงยิ่ง สินค้าสำคัญของไทยมี อำพันทอง ไม้หอม งาช้าง กระวาน พริกไทย ทองคำ หินสีต่างๆ ตะกั่วแข็ง ทั้งยังมีการค้ากับโปรตุเกส อังกฤษ ฮอลันดา ทั้งยังมีพระราชกรณียกิจด้านการต่างประเทศ กับประเทศกัมพูชา เวียดนาม พม่า หัวเมืองมลายู ล้านนา

สมัยของพระองค์ยังได้มีการสมโภชพระแก้วมรกต เมื่อทรงออกศึกตีได้เมืองเวียงจันทน์ก็ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางกลับมายังกรุงธนบุรีด้วย โดยโปรดฯให้จัดขบวนเรือพยุหยาตรามโหฬารถึง 246 ลำ และเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปรับด้วยพระองค์เอง โปรดฯให้ประดิษฐานไว้ ณ พระอุโบสถวัดอรุณราชวรารามถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของไทยมาจนทุกวันนี้

ถึงแม้ว่าในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีจะเป็นยุคแห่งการก่อร่างสร้างตัวและมีศึกสงครามอยู่เกือบตลอดรัชกาล แต่สมเด็จพระเจ้าตากสินยังสนพระทัยด้านวรรณกรรม พระราชกรณียกิจด้านวรรณคดีและศิลปกรรม ทรงฟื้นฟูวรรณกรรมที่สูญหายไป ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ไว้ 4 ตอน ตอนพระมงกุฏ ตอนหนุมานเกี้ยวนางวาริน จนท้าวมาลีวราชมา ตอนท้าวมาลีวราชพิพากษาความจนทศกัณฐ์เข้าเมือง ตอนทศกัณฐ์ตั้งพิธีทรายกรด พระลักษมณ์ต้องหอกกบิลพัทจนผูกผมทศกัณฐ์กับนางมณโฑ ลิลิตเพชรมงกุฏ ทรงนำนิทานเรื่อง เวตาลปกรณัม มาเป็นเค้าโครงเรื่องตอนที่เวตาลเล่านิทานปริศนาเรื่องเจ้าชายเพชรมงกุฏ อิเหนาคำฉันท์ นิทานสุภาษิตเรื่องพระโพธิสัตว์ งานภาพเขียนที่งดงามประณีตในสมัยธนบุรีที่สำคัญคือ สมุดภาพไตรภูมิขนาดใหญ่เล่มหนึ่งของเมืองไทยปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสกุรี

มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิมซึ่ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธานที่ปรึกษา ได้ดำเนินการบูรณะโบราณสถานต่างๆ ในพระราชวังเดิมจนเสร็จสมบูรณ์ พร้อมกับการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวที่อาคารตำหนักเก๋งคู่และตำหนักพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว อีกทั้งจัดพิพิธภัณฑ์เครื่องถ้วยเงินตา และเครื่องถมทองของไทย เพื่อให้ผู้เข้าชมโบราณสถานในพระราชวังเดิมได้อิ่มความรู้และเอิบใจทางมูลนิธิฯได้จัดพิมพ์หนังสือนำชมพระราชวังเดิมจำหน่ายเป็นการกุศล เพื่อเป็นคู่มือในการเข้าชมและศึกษาด้วยตนเอง

บริเวณพระราชวังเดิมมีสถานที่สำคัญๆที่ควรเข้าชม ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ท้องพระโรง ตำหนักสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ตำหนักเก๋งคู่หลังใหญ่ ตำหนักเก๋งคู่หลังเล็ก ศาลศีรษะปลาวาฬ เรือนเขียว ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ตึกกองบัญชาการกองทัพเรือ กรมสารบรรณทหารเรือ

ท้องพระโรง สร้างขึ้นเมื่อปี 2311 พร้อมกับการสร้างพระราชวังกรุงธนบุรี และการสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี รูปแบบของอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยซึ่งสืบทอดมาจากสมัยอยุธยาตอนปลาย อาคารท้องพระโรงประกอบด้วยพระที่นั่งสององค์เชื่อมต่อกัน คือพระที่นั่งองค์เหนือหรือเรียกว่าท้องพระโรงชั้นนอก หรือวินิจฉัย มีโคมไฟใหญ่ชองเดอเลียแบบยุโรปสวยงามมากกลางห้อง ตั้งอยูทางทิศเหนือใช้เป็นที่ออกขุนนางขณะเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ขณะเสด็จออกว่าราชการ ปัจจุบันกองทัพเรือใช้ท้องพระโรงชั้นนอกเป็นที่จัดงานและประกอบพิธีสำคัญต่างๆ

พระที่นั่งองค์ทิศใต้ หรือพระที่นั่งขวาง เป็นส่วนราชมณเฑียร สันนิษฐานว่าเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ปัจจุบันกองทัพเรือใช้พระที่นั่งองค์นี้เป็นที่รับรองบุคคลสำคัญและใช้เป็นห้องประชุมในบางโอกาส

ภายในอาคารท้องพระโรงกรุงธนบุรีชั้นใน มีพระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นภาพวาดสีน้ำมันซึ่งทางมูลนิธิฯได้มอบหมายให้อาจารย์ศักดา ทิพย์วารี มหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นผู้วาดภาพในปี 2542 บุษบกและพระพุทธรูปปางลีลา บุษบกหลังนี้พระรัตนมุนี (เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามในขณะนั้น) นำมาถวายแด่พลเรือเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอัษฏางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมาซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการกระทรวงทหารเรือในขณะนั้น พร้อมกับระฆังจีน และพระแท่นบรรทม

พระพุทธรูปปางมารวิชัยและโต๊ะหมู่บูชา เป็นพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ในพระที่นั่งองค์ทิศใต้ตั้งแต่ก่อนการบูรณะจนถึงปัจจุบัน พระบรมรูปจำลองพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประดิษฐานในท้องพระโรงชั้นในแต่มาแต่เดิม พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งเสด็จมาประทับที่พระราชวังเดิมขณะยังดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ระหว่างปีพ.ศ.2328-2352 รวมเวลาเสด็จประทับที่นี่นานถึง 24 ปี

ระฆังจีน พระรัตนมุนี (เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามขณะนั้น)ได้นำมาถวายแด่พลเรือเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอัษฏางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา พร้อมกับบุษบก (ตั้งอยู่ภายในพระที่นั่งองค์ทิศใต้) และพระแท่นบรรทม ทั้งนี้พลเรือโท พระยาดำรงราชพลขันธ์ (ดอน บุนนาค) ปลัดทูลฉลองของกระทรวงทหารเรือ เป็นผุ้นำเรือเล็กและทหารไปรับสิ่งของเหล่านี้มาจากวัดหงส์รัตนรามเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2467 ระฆังใบนี้สูงถึง 34 นิ้วความใหญ่ของวงปากระฆัง 82 นิ้ว ตัวอักษรจีนที่ปรากฏบนระฆังนั้นพลเรือโทปิติ ตันติเวสส ขอให้สิทธิผล นิติวัฒนา แปลเป็นภาษาไทยมีความหมายว่า "หลวงจีนอึ้งเต็ง แห่งวัดไตรรัตน์ เมืองห้องเชียงยืนยันว่าบรรดาอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายพ้นจากกรรมเวรชาติก่อน โดยกุศลผลบุญเพิ่มพูนมากขึ้น จึงไปจุติในภพใหม่อันมีแต่ความบริสุทธิ์ผุดผ่อง" อีกด้านหนึ่งของระฆังจารึกไว้ว่า "สลักเมื่อปีชวด เดือนเหมันต์ วันมหามงคล ตรงกับปีที่ 15 พระเจ้าเกียหลง" ระฆังจีนใบนี้ตั้งอยู่บริเวณท้องพระโรงชั้นนอก

ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชหลังปัจจุบันสร้างขึ้นเมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าตาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์ เสด็จมาประทับ ณ พระราชวังเดิม เมื่อปี 2424-2443 โดยโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นแทนศาลหลังเก่าที่มีสภาพทรุดโทรม รูปแบบอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมกับตะวันตก หลังคามีมุขลดสามด้าน มุงด้วยกระเบื้องดินเผาเคลือบสีส้มอมเหลือง หน้าจั่วประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ นาคสะดุ้ง ภายในอาคารประดิษฐานพระบรมรูปของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชประทับยืนและทรงพระแสงดาบ

ตำหนักเก๋งคู่หลังใหญ่สร้างขึ้นเมื่อครั้ง สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ และเสด็จประทับ ณ พระราชวังเดิมในระหวางปี 2367-2394 โดยโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นพร้อมกับการซ่อมแซมปรับปรุงตำหนักเก๋งคู่หลังเล็ก รูปแบบอาคารเป็นลักษณะผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมไทยและจีน ตัวอาคารเป็นตึกก่ออิฐถือปูนชั้นเดียวยกพื้น รูปแบบหลังคาเป็นทรงจั่วแบบจีน หน้าจั่วคอสองโดยรอบอาคารตกแต่งเขียนสีแบบจีนเป็นลวดลายดอกพุดตาน ปัจจุบันภายในอาคารใช้เป็นที่จัดแสดงเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จัดแสดงในรูปของภาพจิตรกรรม ตู้แสดงสิ่งของ หุ่นจำลองและแผนที่

ภาพจิตรกรรมนี้ทางมูลนิธิฯได้มอบหมายให้ศาสตราจารย์ประหยัด พงษ์ดำ เป็นผู้วาดภาพจิตรกรรมที่จัดแสดงในอาคารนี้ เพื่อแสดงถึงพระราชกรณียกิจต่างๆของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ภาพการสร้างพระราชวังธนบุรี

ภายหลังจากที่สถาปนากรุงธนบุรีแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสละพระราชทรัพย์จำนวนมากซื้อข้าวสารจากพ่อค้าชาวต่างชาติ เพื่อนำมาพระราชทานแจกจ่ายให้แก่บรรดาขุนนาง ข้าราชการ และราษฏรที่อดอยาก พร้อมทั้งโปรดเกล้าฯ ให้ซื้อเสื้อผ้ามาพระราชทานแจกจ่ายอีกด้วย ต่อมาในปี 2311 เกิดทุกขพิภัย ทำให้ข้าวสารมีราคาแพงขึ้น พระองค์โปรดเกล้าฯให้เกณฑ์ข้าราชการช่วยกันทำนา เพื่อมิให้ไปแย่งราษฏรซื้อข้าว

ภาพการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างชาติ ไทยได้ทำการติดต่อการค้ากับนานาประเทศ จีน ชวา อินเดีย มลายู ทั้งนี้จีนเป็นประเทศที่ไทยติดต่อการค้ามากที่สุด โดยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดเกล้าฯให้ส่งพระราชสาสน์เจริญสัมพันธไมตรีไปยังจักรพรรดิเฉียนหลง 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายจีนยอมรับพระราชไมตรี และประเทศไทยได้ส่งเครื่องราชบรรณการและคณะทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีอย่างเป็นทางการ สินค้าที่ไทยต้องการจากจีน ทองแดง เหล้ก ปืนใหญ่ อิฐ หินอ่อน เครื่องลายคราม ถ้วยชามเบญจรงค์ ผ้าแพรต่างๆ ส่วนสินค้าที่ไทยขายยังประเทศจีน คือนอแรด งาช้าง หนังสัตว์ เขาสัตว์ ดีบุก ไม้ฝาง ไม้สัก ไม้กฤษณา เครื่องเทศ พริกไทย กระวาน

ศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจราษฏรเป็นอย่างดียิ่ง พระองค์จึงโปรดเกล้าฯให้มีการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา

ศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจราษฏรเป็นอย่างดียิ่ง พระองค์จึงโปรดเกล้าฯให้มีการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอารามเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะวัดอินทารามวรวิหาร โปรดเกล้าฯให้ยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก จึงมีความเชื่อกันว่าพระเจดีย์กู้ชาติในวัดนี้ได้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและพระมเหสี

การจัดแสดงแผนที่กรุงธนบุรี เป็นการเขียนโดยสายลับพม่าซี่งลอบเข้ามาสืบราชการและค้นหาที่ตั้งสถานที่สำคัญของไทยในปลายรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เพื่อหาช่องทางเข้ามาโจมตีไทย ได้ส่งแผนที่ฉบับนี้กลับไปยังพม่า แผนที่นี้ได้ตกทอดมาเป็นสมบัติของวัดแห่งหนึ่งในพม่า ในเวลาต่อมา ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำพิมพ์เขียวของแผนที่ฉบับนี้ซึ่งได้จากศาสตราจารย์ หม่อง หม่อง ทิน เพื่อนชาวพม่ามาจัดแสดง และบรรยายให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ แผนที่นี้แสดงที่ตั้งพระราชวังเดิม แม่น้ำ ลำคลอง ป้อมปราการ วัด หมู่บ้านของชาวต่างชาติได้อย่างละเอียด

พระแก้วมรกตจำลอง มีบันทึกไว้ว่าอยู่ในเจดีย์ที่เชียงราย ต่อมาถูกอัญเชิญไปประดิษฐานที่ลำปาง เชียงใหม่ ภายหลังถูกนำไปที่หลวงพระบางและเวียงจันทน์ ครั้งที่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทหารเอกของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) เป็นแม่ทัพใหญ่ยกทัพไปตีเวียงจันทน์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงทราบได้โปรดเกล้าฯให้จัดขบวนเรือเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปรับ พระแก้วมรกต ด้วยพระองค์เองที่ปากเกร็ดแล้วแห่เข้ามายังกรุงธนบุรี และอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ โรงพระแก้วในวัดอรุณราชวรารามซึ่งขณะนั้นอยู่ภายในพระราชวังกรุงธนบุรี

การจัดแสดงสมุดภาพไตรภูมิ โปรดเกล้าฯให้สร้างสมุดภาพไตรภูมิ พระราชกระแสให้สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) วัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆัง) ทรงทำหน้าที่กำกับดูแลการเขียนภาพให้ถูกต้องตรงตามพระบาลีทุกประการ สมุดภาพไตรภูมินี้เป็นจิตรกรรมชิ้นเอกในสมัยกรุงธนบุรี ปัจจุบันยังเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี และยังโปรดเกล้าฯให้สร้างและปฏิสังขรณ์วัดเป็นจำนวนมาก อาทิ วัดราชคฤห์วรวิหาร (วัดบางยี่เรือใน) วัดอินทารามวรวิหาร (วัดบางยี่เรือนอก) วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร (วัดเจ้าขรัวหงส์) วัดอรุณราชวรารามวรวิหาร (วัดแจ้ง) วัดโมลีโลกยารามวรวิหาร (วัดท้ายตลาด)

ตู้จัดแสดงภาพบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์เป็นจิตรกรรมฝาผนัง ตู้จัดแสดงหุ่นตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ ตอนท้าวมาลีวราชพิพากษาความ อีกทั้งรูปภาพที่จัดแสดง เจดีย์กู้ชาติ วัดอินทารามวรวิหาร ธนบุรี พระแท่นสำหรับทรงเจริญวิปัสสนา วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร พระแท่นของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระแท่นบรรทม วัดอินทารามวรวิหาร ยังมีภาพพระบรมราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่วงเวียนใหญ่ ที่จังหวัดจันทบุรี จังหวัดระยอง ค่ายอดิศร จังหวัดสระบุรี หน้าวิหารวัดอินทาราม กรุงเทพฯ และที่จังหวัดตาก

ตำหนักเก๋งคู่หลังเล็ก สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น อาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบจีน ตัวอาคารเป็นตึกก่ออิฐถือปูนชั้นเดียว หลังคาทรงจั่วแบบจีน ภายในอาคารจัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจด้านการรบของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยใช้แผนที่และภาพจิตรกรรม อีกทั้งจัดแสดงอาวุธโบราณของไทยด้วย จัดแสดงพระบรมรูปจำลองสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แผนที่แสดงเส้นทางการเดินทัพ ที่สามารถตีฝ่าวงล้อมของพม่าออกมาทางวัดพิชัย มุ่งหน้าสุ่นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี หัวเมืองชายทะเลด้านตะวันออก มาตั้งมั่นที่จันทบุรี เพื่อรวบรวมไพร่พล จัดตั้งกองเรือรบขึ้น ยกทัพเรือออกสู่ปากอ่าวล่องมาจนถึงแม่น้ำเจ้าพระยา ขึ้นโจมตีพม่าที่ป้อมวิไชยเยนทร์ กรุงธนบุรี คือป้อมวิไชยประสิทธิ์ในปัจจุบัน ยึดกรุงธนบุรีคืนจากพม่าได้ หลังจากนั้นได้เคลื่อนทัพขึ้นไปตามแม่น้ำเจ้าพระยาจนถึงกรุงศรีอยุธยาทำการสู้รบกับพม่าที่ค่ายโพธิ์สามต้นจนได้รับชัยชนะนับได้ว่าสามารถกอบกู้เอกราชของไทยได้สำเร็จในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2310

มีบอร์ดแสดงข้อความเรื่องโบราณคดีใต้น้ำ บ้านเกาะเสม็ดงาม จังหวัดจันทบุรี ทั้งนี้เจ้าหน้าที่โครงการโบราณคดีใต้น้ำ กองโบราณคดี กรมศิลปากร สำรวจขุดค้นบริเวณซากเรือ พบแอ่งน้ำคล้ายอู่เรือพร้อมทั้งท่อนไม้ขนาดใหญ่ และตะกรันโลหะจำนวนมาก เชื่อว่าบริเวณนี้เคยเป็นอู่ต่อเรือ เมื่อครั้งเตรียมยกทัพไปรบกับพม่าเพื่อกู้อิสรภาพให้ชาติในปี2310 ส่วนซากเรือที่ขุดค้นพบเป็นเรือสำเภาจีนที่มีลักษณะใกล้เคียงกับสำเภาจีนแบบฟูเจี้ยน

หากผู้ใดสนใจเรื่องอาวุธเป็นพิเศษ มีตุ้จัดแสดงดาบไทย ดาบด้ามยาว และ เขน ดาบญี่ปุ่นคร่ำทอง ดาบจตุลังคบาทหรือดาบทหารรักษาเท้าช้าง และดาบจีน อาวุธโบราณมีทั้งอาวุธใช้รบบนพื้นราบ ระยะประชิดตัว หรือใช้ในการรบบนหลังสัตว์ ม้า หรือ ช้าง ตู้จัดแสดงหอก และง้าวจีน ตู้จัดแสดงทวน หอกคร่ำเงิน และง้าว หอกคร่ำทอง หอกซัด

ตำหนักเก๋งสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกเรียกว่าตึกแบบอเมริกัน เป็นตำหนักของพระบรมวงศานุวงศ์ที่สร้างแบบตะวันตกหลังแรกๆในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ มูลนิธิฯจัดชั้นบนเป็นที่แสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ และเป็นห้องสมุด ส่วนชั้นล่างจัดแสดงนิทรรศการเงินตรา ถมทอง และเครื่องถ้วยโบราณของประเทศไทย ตู้จัดแสดงเงินตราล้านนา ล้านช้าง เบี้ยหอย ปี้โรงบ่อน ตู้จัดแสดงพดด้วงสมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี ตู้จัดแสดงเครื่องถ้วยยุคก่อนประวัติฯศาสตร์ (บ้านเชียง,บ้านปราสาท) น่าแปลกมากที่นี่มีครบทุกสิ่งสำหรับการจัดแสดงสำหรับคนที่ชอบศึกษาเรื่องราวก่อนยุคประวัติศาสตร์ เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ด้านเครื่องปั้นดินเผามีอายุถึง 5,000 ปี

สิ่งที่จัดแสดงในตำหนักเก๋งพระปิ่นฯ ชั้นบน พระบรมรูปจำลองของสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ เรืออาสาวดีรส เป็นเรือรบของวังหน้า เป็นเรือยอร์ชตัวเรือเป็นไม้เป็นเรือจักรท้ายความยาว 120 ฟุต ปืนใหญ่ 6 กระบอก เรือยงยศอโยชฌิยา เป็นเรือแบบสกูนเนอร์ เป็นเรือกลไฟลำแรกของเมืองไทย

พระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึง เซอร์ จอห์น บาว์ริ่ง พระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึง เซอร์ ไอแซค สมิธ ห้องจัดแสดงชุดฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารเรือ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯทรงเป็นบุคคลแรกในประเทศไทยที่ทรงเครื่องแบบทหารเรืออย่างยุโรป ฉลองพระองค์เป็นเสื้อผ้าจำลองขึ้นใหม่ตามหลักฐานที่มีอยู่ ปืนและอาวุธต่างๆ ปืนลูกซอง ปืนนกสับ กริช กระบี่ ดาบ พระขรรค์ พระพิมพ์และเทวรูป เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ใช้ตกแต่งตำหนักเก๋งสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวในอดีต บัตรพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ทรงใช้บัตรพระปรมาภิไธย (นามบัตร) ลานนาฬิกา และเครื่องแก้นาฬิกา ภายในพระบรมราชวังมีเรือนรับซ่อมนาฬิกา หน้าเรือนตรงบานกระจกหน้าต่างมีป้ายตัวอักษรทองว่า "ที่นี่ทำเลแก้นาฬิกาพานาฬิกาซุ้ม" เครื่องดนตรี ด้วยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯทรงโปรดด้านดนตรี กวีนิพนธ์ นาฏศิลป์ เครื่องดนตรีที่จัดแสดงเป็นแคน ระนาดทุ้มเหล็ก อีกสิ่งหนึ่งทื่น่าสนใจคือตะเกียงเรือโบราณ พัดลมโบราณ ฉากใส่รูป ฯลฯ

เรือนเขียว เป็นอาคารโรงพยาบาลของโรงเรียนนายเรือในสมัยที่ตั้งอยู่ในบริเวณพระราชวังเดิม สร้างขึ้นในปี 2443-2449 แต่เดิมเป็นอาคารไม้ชั้นเดียวยกพื้นสุงบนเนิน หรือเขาดิน สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมั้ยที่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์เสด็จมาประทับ ณ พระราชวังเดิมในสมัยต้นรัชกาลที่ 5 อาคารนี้ได้รับการใช้งานมาโดยตลอด

ศาลศีรษะปลาวาฬ ฐานอาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า บริเวณพื้นที่อยู่ระหว่างศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และตำหนักเก๋งคู่หลังเล็ก สันนิษฐานว่าเป็นซากของอาคารศาลศีรษะปลาวาฬเดิมที่สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น และได้พังลงมาในคืนวันที่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 11 เมษายน  2443

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีปลาวาฬตัวหนึ่งมาเกยตื้นอยู่ที่ท่าน้ำหน้าพระราชวังเดิม

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีปลาวาฬตัวหนึ่งมาเกยตื้นอยู่ที่ท่าน้ำหน้าพระราชวังเดิม มีการสร้างศาลแล้วนำกระดูกมาประดิษฐานไว้ เมื่อศาลหลังเดิมพังลงมา เมื่อมูลนิธิฯได้สำรวจก่อนซ่อมบูรณะศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้พบกระดูกปลาวาฬที่ใต้ถุนของศาล จึงสร้างศาลขึ้นใหม่บนฐานเดิมแล้วนำกระดูกมาจัดแสดง เป็นส่วนกระโหลก และขากรรไกรทั้งสองข้างของปลาวาฬพันธุ์สิททัง

ป้อมวิไชยประสิทธิ์ สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง ต่อมาเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้อิสรภาพกลับคืนมาจึงได้โปรดฯให้สร้างพระราชวังหลวงในบริเวณของป้อมพร้อมกับสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานี และพระราชทานนามใหม่ว่า "ป้อมวิไชยประสิทธิ์"

ในเวลาต่อมา สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เถลิงถวัลยราชสมบัติขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้อัญเชิญพระแก้วมรกต มาประดิษฐานที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (ติดตามต่อ)