ตามรอย "อองรี มูโอต์" นักสำรวจอุษาคเนย์

เปิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ จากไทยไปหลวงพระบาง กรุงเทพฯ-เลย-ไชยะบุรี-หลวงพระบาง
ที่นี่...รายการตะวันหรรษา

นักเดินทางส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า "จุดหมายปลายทาง" อาจไม่สำคัญเท่ากับ "สิ่งที่ได้พบ" ในระหว่างการเดินทาง ซึ่งขึ้นอยู่กับเป้าหมายและโอกาส การเขียนบันทึกและเก็บรายละเอียดไว้ในรูปแบบภาพถ่ายหรือภาพวาด ก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก หากมีการนำไปใช้เป็นหลักฐานหรืออ้างอิง ดังเช่นรายงานการสำรวจดินแดนอุษาคเนย์และลุ่มแม่น้ำโขง ของชายหนุ่มชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อว่า "อองรี มูโอต์"

อองรี มูโอต์ (Henri Mouhot) เกี่ยวข้องกับประเทศสยามอย่างไร เรื่องราวถูกนำเสนอให้ชาวโลกได้รับรู้ภายหลังจากที่เขาเสียชีวิต บ้างก็ว่าเขาถูกส่งเข้ามาเพื่อสำรวจลุ่มแม่น้ำโขง ลาวและเขมร สิ่งที่เขาทำคือการสำรวจ อำนาจของสยาม เพื่อรายงานกลับไปฝรั่งเศส แล้วใช้ผลงานชิ้นนี้ มาแย่งยึดดินแดนไปจากสยามในยุคแห่งการล่าอาณานิคม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การเดินทางครั้งสุดท้าย พ.ศ.2404 เขาตั้งใจเดินทางไปหลวงพระบาง แล้วจะเดินทางตามลำน้ำโขงต่อขึ้นไปพรมแดนของประเทศจีน กองคาราวานของ อองรี มูโอต์ ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ผ่านไปอยุธยา พระพุทธบาท สระบุรี เข้าแนวป่าดงพญาไฟ (ดงพญาเย็น) เพื่อไปเมืองโคราช ว่าจ้างช้างและเกวียนเทียมได้ที่เมืองชัยภูมิ โดยแสดงหนังสือผ่านทางที่ทูลขอรับพระราชทานจากรัชกาลที่ 4 ก่อนเดินทางไปเมืองเลย

อนุสาร อสท. ได้จัดกิจกรรมเดินทางท่องเที่ยวเปิดเส้นทางใหม่ ไม่ซ้ำใคร ตั้งชื่อเก๋ไก๋ ตามรอย อองรี มูโอต์ นักสำรวจอุษาคเนย์ผู้ยิ่งใหญ่ จากกรุงเทพฯไปเมืองหลวงพระบาง สารคดีเรื่องนี้เคยตีพิมพ์ในอนุสาร อสท. ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2556 ความน่าสนใจอยู่ที่เป็นเส้นทางโบราณ อองรี มูโอต์ ใช้เวลาราว 3 เดือน บุกป่าฝ่าดงผจญภัยนานาประการ จึงไปเมืองหลวงพระบาง แต่ทีมงานอนุสาร อสท.จะใช้เวลาเพียง 2 วันเท่านั้น ก็สามารถพาเราเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางได้เช่นกัน แค่นึกก็สนุกแล้ว ใช่มั้ยคะ

อสท. ชวนเที่ยว ตามรอย อองรี มูโอต์ ทริปพิเศษนี้ ปัญจมา มัณฑะจิตร บรรณาธิการบริหาร อนุสาร อสท. เป็นผู้นำคณะสมาชิก 60 คน เดินทางจากหน้าอาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ด้วยรถปรับอากาศแอร์เย็นฉ่ำ โดยมี อภินันท์ บัวหภักดี บรรณาธิการ อนุสาร อสท. ผู้รอบรู้เรื่องเมืองไทยเมืองลาว กับ ศรัณย์ บุญประเสริฐ นักเขียนและบรรณาธิการอิสระผู้ชำนาญเรื่องอุษาคเนย์ (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ให้เกียรติเป็นวิทยากร แล้วยังมี จริยา ชูช่วย กับ พริมา อ่วมเจริญ และทีมงานจากกองบรรณาธิการเป็นผู้ประสานงาน

เส้นทาง ตามรอยการดินทางครั้งสุดท้ายของ อองรี มูโอต์ เริ่มจากกรุงเทพฯ-นครราชสีมา-เชียงคาน เมืองเลย-ผ่านด่านพรมแดนท่าลี่ เข้า สปป.ลาว เมืองปากลาย แขวงไชยะบุรี ร่วมงานบุญช้าง-หลวงพระบาง ตักบาตรข้าวเหนียว-เที่ยววัดเชียงทอง-สักการะพระบางที่หอพระแก้วหลังใหม่-สถานที่ฝังศพ อองรี มูโอต์ ริมแม่น้ำคาน-ขึ้นพูศรีจุดชมวิว-เดินเที่ยวถนนคนเดิน-ชมน้ำตกตาดกวางสี-กลับกรุงเทพฯ โดยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส รวม 5 วัน 4 คืน ค่าใช้จ่ายการเดินทาง นับว่าคืนกำไรให้กับสมาชิก อสท. จริงๆค่ะ

วันแรกของการเดินทาง เริ่ม 06.00 น. ทานอาหารเช้าบนรถ จุดหมายแรกนำชม วิหารเทพวิทยาคม วัดบ้านไร่ จังหวัดนครราชสีมาโดดเด่นด้วย อาคารรูปช้างเอราวัณใหญ่ที่สุดในเอเชีย ตกแต่งด้วยโมเสกกว่า 20 ล้านชิ้น ตั้งอยู่กลางบึงน้ำขนาดใหญ่ ใกล้กันมีรูปปั้นพญานาคราช งามสง่าราวมีชีวิต เกรียงไกร จารุทวี รองประธานกรรมการวัดบ้านไร่ ให้การต้อนรับคณะทัวร์ อสท. และอิ่มอร่อยมื้อกลางวันกันที่นี่

เดินทางไปถึงเชียงคาน ยามเย็น ยุพา ปานรอด ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานเลย รอรับที่ร้านอาหารเฮือนหลวงพระบาง เจ้าถิ่นใจดีพาไปร้านนวดแผนไทยแม่คำก้อย คนยองนวดเส้นเทวดา ซอย 19 สมาชิก อสท. ติดใจมิรู้ลืม นลินรัตน์ คำปุ้ย กับ ฐิติรัตน์ ปกครอง ลั่นทมขาวสาวพวนเมืองเพชร สวยด้วยชุด ชาวพวนเชียงขวาง เป็นสีสันให้ได้ชมกันทุกวัน คืนนี้พักที่วงศ์สายสิริ ศรีเชียงคาน ซอย 18 ห้องน่ารักพักสบาย สรียา สายนิยม (Molly) เจ้าของดูแลเองค่ะ สำรองห้องพักได้ที่ 042-88-2289 08-1843-9708

วันที่ 2 มื้อเช้า ข้าวเปียกเชียงคาน กาแฟกับขนมปังปิ้ง 08.00 น. อำลาเมืองเลยไปเมืองลาว ข้าม ด่านพรมแดนบ้านนากระเซ็ง ด่านศุลกากรท่าลี่ ผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมือง เปลี่ยนไปขึ้นรถบัสของ สปป.ลาวรถคันที่ 1 อภินันท์ บัวหภักดี เป็นวิทยากรประจำรถ รถคันที่ 2 ศรัณย์ บุญประเสริฐให้เกียรติเป็นวิทยากรค่ะ

ที่นี่เราได้พบกับ จิตรา ผดุงศักดิ์ บ.สยามล้านช้าง ผู้ประสานงาน การจัดกิจกรรมตามรอย อองรี มูโอต์ ในพื้นที่ สปป.ลาว นำเดินทางข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แม่น้ำเหือง เป็นเส้นทางที่สั้นและสะดวกสบายที่สุด สำหรับการเข้าสู่เมืองหลวงพระบาง โดยใช้ ถนนหมายเลข 4 ไชยะบุรี-แก่นท้าว

ข้ามด่านพรมแดนฯแล้วเป็นเมืองแก่นท้าว สองข้างทางมีร้านค้ากับบ้านเรือนเรียงรายตลอดสองข้างทาง เป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญระหว่างไทยและลาวในปัจจุบัน เข้าสู่เมืองปากลาย จะเห็นอาคารบ้านเรือนรูปทรงตึกฝรั่งโบราณหลายแห่ง มีอาคารไม้หลังเก่าสะดุดตา เคยเป็นที่พักผ่อนของเจ้านายในพระราชวังหลวงพระบาง ปัจจุบันเป็นห้องกานหรือที่ทำการปกครองเมือง พักทานมื้อกลางวันกันที่เมืองปากลาย

เชื่อว่า อองรี มูโอต์ ต้องมาพักแรมที่นี่ เพราะเป็นเมืองระดับแขวงและศูนย์กลางการปกครองของสยาม จากริมฝั่งขวาแม่น้ำโขงต่อมาจากเมืองเชียงคาน ซึ่งในสมัยนั้นแผ่นดินฝั่งนี้ยังเป็นดินแดนของสยามโดยสมบูรณ์ พ้นเมืองปากลายได้เห็นถนนสายใหม่ เชื่อมโยงมาจากด่านพรมแดนภูดู่ จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นด่านพรมแดนสากลที่มายังเมืองปากลาย แล้วเข้าสู่เมืองหลวงพระบางได้อีกเส้นทางหนึ่ง

บนถนนหมายเลข 4 มีจุดพักรถบ้านน้ำปุ้น เป็นร้านอาหารและศาลาริมน้ำ จิบน้ำชา-กาแฟ กินขนม และผลไม้ หลายคนชอบใจ กาต้มน้ำ ก้นดำที่ยกขึ้นจากเตาถ่านไม้ จิตรา ผดุงศักดิ์ บอกว่าน้ำร้อนที่ได้ เมื่อนำมาชงกับกาแฟจะมีกลิ่นหอมชื่นใจ และเมื่อมีคำถามว่าน้ำปุ้นคืออะไร อภินันท์ บัวหภักดี จึงเดินนำพาดูที่มาของคำว่า น้ำปุ้น บอกว่าเป็นภาษาลาว หมายถึงน้ำที่ไหลออกจากรู ภาษาไทยเรียกว่าตาน้ำหรือน้ำพุ

ผ่าน ทุ่งข้าวเมืองเพียง เขียวขจีมองสบายตาสบายใจ เป็นทุ่งข้าวใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของลาว หมู่บ้านแสนเจริญ มี ชาวไทลื้อ ผู้มีฝีมือการทอผ้าจำนวนมาก ที่นี่จึงเป็นแหล่งผลิตผ้าทอสำคัญ นักออกแบบลายผ้าและนักค้าผ้าจากเมืองไทยเดินทางมาติดต่อให้ผลิตผ้าทอผืนงามตามใบคำสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง

มาถึง ไชยะบุรี แขวงที่มีความสำคัญด้านประวัติศาสตร์ เมื่อครั้งที่ ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ต้องไปอยู่ในอำนาจการปกครองของฝรั่งเศสจากเดิมเคยอยู่ในอำนาจสยาม ย้ายศูนย์กลางแขวงจากเมืองปากลายมาไว้ที่เมืองไชยะบุรี มื้อเย็นอิ่มเอมที่ ร้านอาหารเรือนแพ เมนูเด่นเน้นปลา ชมแสงทองของพระอาทิตย์สะท้อนผืนน้ำ เข้าพักที่ Sayananh Hotel เพียงข้ามสะพานแม่น้ำฮุง ก็ถึงสถานที่จัดงานบุญช้างไชยะบุรี

วันที่ 3 ทานอาหารเช้า 07.00 น. เดินจากที่พักไปร่วมงานเทศกาลบุญช้างไชยะบุรี บุญประเพณีที่ยิ่งใหญ่อันดับที่ 3 ของลาว พื้นที่จัดงานปรับจากสนามดินเป็นสนามหญ้า มีอัฒจันทร์ให้นั่งชม ความสำคัญของงานยังคงอยู่ที่ พิธีบายศรีสู่ขวัญช้าง และพานบายศรีขนาดใหญ่ เพื่อขอบคุณช้างที่ถูกนำมาใช้แรงงาน มอบความเป็นมงคล สุขภาพดี มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้อง หมอช้างใช้ด้ายสายสิญจน์สีขาวคล้องคอช้างพร้อมกล่าวคำ "...อยู่ดีมีแฮงเด้อ มีลูกมีหลานหลายๆเด้อ ทำให้เมืองลาวเป็นอาณาจักรล้านช้างเหมือนเก่าเด้อ.."

สื่อมวลชนชาวลาวเล่าว่า งานบุญช้างไชยะบุรี มีศักยภาพกระตุ้นการท่องเที่ยวได้ รัฐบาลลาวจึงริเริ่มจัดงานในรูปแบบเทศกาลและมหกรรม มีขบวนแห่ช้างกว่า 80 เชือก การฟ้อน 7 ชนเผ่า ช้างไชยะบุรี ฝึกไว้เพื่อการใช้งานจึงยังไม่คุ้นกับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ต่างจากช้างไทยที่ได้รับการฝึกให้เป็นช้างนักแสดง เห็นแล้วคิดถึงช้างไทยในหมู่บ้านช้างจังหวัดสุรินทร์ และปางช้างในภาคเหนือของไทย

มื้อกลางวันอิ่มอร่อยที่โรงแรมแล้ว สมาชิก อสท.ให้การสนับสนุนซื้อ เสื้อนาฏศิลป์สองแผ่นดินไทย-ลาว เป็นของที่ระลึก ออกจากไชยะบุรี ข้ามสะพานแม่น้ำโขงแห่งใหม่ บ้านท่าเดื่อ สู่เมืองหลวงพระบาง ตั้งข้อสังเกตว่า มูโอต์จะต้องหาเรือข้ามแม่น้ำโขง บริเวณนี้ แล้วเดินทางผ่านเมืองนาน เมืองเชียงเงิน จึงไปถึงเมืองหลวงพระบาง และเขาได้เข้าเฝ้าเจ้ามหาชีวิตจันทราช ทูลเล่าเรื่องความยิ่งใหญ่เก่าแก่ของอาณาจักรลาว มีผลทำให้ฝ่ายลาวเริ่มคิดที่จะแยกตัวเป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่ออำนาจของสยาม

คณะ อสท. มาถึง เมืองหลวงพระบาง อดีตราชธานีของอาณาจักรล้านช้าง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลก เข้าพักที่โรงแรมวังทอง ค่ำนี้ได้ชมการแสดงนาฏศิลป์แห่งราชสำนักหลวงพระบาง คณะอ้ายแอน้อย สี่แยกคอกวัว จัดการแสดงมาให้ชมหลายชุด สะดุดตาที่ ฟ้อนนางแก้ว กระบวนท่ารำงดงามอย่างราชสำนักหลวงพระบางแท้ ที่หาชมได้ยากยิ่ง ได้รับเกียรติจาก ดร.คำแพง ไชยสมแพง เจ้าแขวงหลวงพระบาง เป็นประธานในงาน ณ เฮือนหลวงพระบาง แล้วยังมีพิธีบายศรีสู่ขวัญ ผูกข้อมือให้กับสมาชิก อสท.

วันที่ 4 นำสมาชิก อสท. สัมผัสวิถีงามยามเช้า สาวนุ่งซิ่น ตักบาตรข้าวเหนียว ตามประเพณีหลวงพระบาง สะท้อนความผูกพันของคนลาวกับวิถีแห่งพุทธศาสนา ผู้คนยังตื่นเช้ามาหุงข้าวเหนียวร้อนๆใส่กระติบใบน้อย นั่งรอคอยพระด้วยอาการสงบเสงี่ยม พระสงฆ์และเณรน้อยนับร้อยนับพันจากวัดทั่วเมืองหลวงพระบางเดินเรียงแถวออกบิณฑบาตไปหลายสาย เป็นภาพปรากฏที่งดงาม

แม่หญิงแม่เฒ่าเกล้าผมมวยสูงนุ่งซิ่น สวมเสื้อมิดชิดปิดคอแขน ห่มผ้าสไบพาดเฉียงบ่า นิมนต์พระแล้วนำ ข้าวเหนียวก้อนน้อย หย่อนลงบาตรพระอย่างบรรจง ก่อนกลับจะปั้นข้าวเหนียวก้อนกลมเล็กๆ วางไว้ตามพื้นนัยว่าเพื่อให้สัมภเวสี แล้วไปเดินชมตลาดเช้า หลากหลายสินค้าที่นำมาวางขายบนแผงค้าขาย

วันนี้ได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์หลวงพระบาง บริเวณพระราชวังเก่า สักการะพระบาง พระพุทธรูปปางห้ามสมุทร พระคู่บ้านคู่เมืองที่หอพระบางหลังใหม่ น่าเสียดายที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายภาพมาให้ชมกัน

วัดเชียงทอง งดงามด้วยสถาปัตยกรรมล้านช้าง งานแกะสลักไม้ งานลงรักปิดทอง งานจิตรกรรม งานกระจกสี ฯลฯ เป็นช่วงที่ลาวโบราณเจริญรุ่งเรือง (พ.ศ.2102-2103) พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ทรงสร้างขึ้นก่อนย้ายเมืองหลวงไปนครเวียงจันทน์ ตั้งอยู่ใกล้บริเวณที่แม่น้ำคานไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขง มี สิม หรือโบสถ์ทรงล้านช้างแท้ ไม่ใหญ่โตแต่งดงาม หลังคาซ้อนลดหลั่นลงเป็นสามชั้นแอ่นโค้งอ่อนช้อย เอกลักษณ์ของช่างฝีมือหลวงพระบาง บนหลังคามี ช่อฟ้าสีทอง 17 ช่อ บ่งบอกให้รู้ว่าวัดนี้ขึ้นสร้างโดยเจ้ามหาชีวิต

หยุดพักการเดินทางไปทานมื้อกลางวันที่ เดอะเทอเรส ของบุหราสาหรี เฮอร์ริเทจ บรรยากาศสบายริมแม่น้ำคาน เจ้าของเป็นนักธุรกิจสาวเก่งคนไทย และเป็นผู้บริหารบุราส่าหรี รีสอร์ท ป่าตอง จังหวัดภูเก็ตค่ะ

สถานที่ฝังศพและรูปปั้น อองรี มูโอต์ โดดเดี่ยวอยู่บนเนินดินเหนือริมฝั่งแม่น้ำคาน เคยเป็นสถานที่ที่เขาตั้งค่ายพักแรมและชมความงามในคืนวันเพ็ญ ชาวลาวเรียกที่นี่ว่า แก่งนูน การเดินทางของเขาสิ้นสุดลงในวัย 35 ปี เนื่องจากติดเชื้อไข้ป่า (มาลาเรีย) ขณะสำรวจบ้านนาแร่และแม่น้ำคานใกล้บ้านผานม ไพรและดำผู้ติดตามของมูโอต์ รวบรวมทรัพย์สินและบันทึกทั้งหมดมอบให้กงสุลอังกฤษ เพื่อส่งกลับไปยังครอบครัวของเขา บันทึกของ อองรี มูโอต์ ได้รับการตีพิมพ์เป็นภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษ มีการพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง

แวะบ้านผานม ซื้อผ้าทอพื้นเมืองและเครื่องเงินฝีมือชาวลาว ราคาต่อรองกันได้สนุกทั้งคนซื้อคนขาย กลับเข้าสู่ตัวเมืองไปขึ้นพูสี ภูเขากลางเมือง สูงประมาณ 150 เมตร ริมฝั่งแม่น้ำโขงฝั่งตะวันตกและขนาบข้างด้วยแม่น้ำคาน มีพระธาตุพูสี บนยอดเขา ทรงบัวเหลี่ยมสีทอง ขึ้นได้ 2 ทาง ด้านพระราชวังเก่า (พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง) กับทางเดินขึ้นบันได 328 ขั้น จากทางขึ้นแม่น้ำโขง ชาวลาวนิยมมา ชมพระอาทิตย์ตกที่นี่ และต้องไม่พลาดไปสำรวจตลาด ชิม-ชม-ช็อปที่ถนนคนเดิน สินค้าหลากหลายทั้งของกินของใช้

วันที่ 5 ส่งท้ายด้วยการพาไปสัมผัสความเย็นฉ่ำ น้ำตกตาดกวางสี แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ที่มีชื่อเสียงของหลวงพระบาง เป็นน้ำตกที่ไหลงมาจากภูเขาหินปูน ทั้งสายทิ้งตัวลงจากหน้าผาสูงกว่า 70 เมตร มี แอ่งน้ำกว้างสีเขียมอมฟ้าใส รองรับอยู่เบื้องล่าง มื้อกลางวันหลากเมนูสุขภาพกับอาหารจีนกวางตุ้ง แล้วไปอำลาเมืองหลวงพระบางที่วัดโพนเพา ชมวิวมุมสูงที่งดงาม

มาถึง สนามบินหลวงพระบาง ผ่านการตรวจหนังสือเดินทางแล้ว เดินทางกลับคืนสู่ประเทศไทยโดยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที ก็ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ขอบคุณ อนุสาร อสท. ที่จัดทริปพิเศษให้สมาชิกได้สัมผัสประสบการณ์ที่คุ้มค่าเกินกว่าคำว่า มีความสุขสนุกทุกนาทีที่เดินทาง

ดิฉันยังติดใจความงามของกระบวนท่ารำ ฟ้อนนางแก้วและการแสดงนาฏศิลป์แห่งราชสำนักหลวงพระบาง ของ คณะอ้ายแอน้อย จึงขอให้ จิตรา ผดุงศักดิ์ ช่วยติดต่อขอสัมภาษณ์ ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี จะเสนอเป็นตอนที่ 2 ของหลวงพระบาง เรื่อง "นาฏศิลป์ 2 แผ่นดิน สายสัมพันธ์ไทย-ลาว" ค่ะ