อาสนวิหารฯ ศรัทธาด้วยจิตตารมณ์

เรียนรู้เรื่องราว

ด้วยมิใช่อยู่ที่...มีโครงสร้างใหญ่โต โอ่โถงสง่างาม มิใช่อยู่ที่...มีหอคอยสูงเสียดฟ้า มิใช่อยู่ที่...มีระฆังดังกังวานไปทั่ว แต่อยู่ที่...คุณภาพชีวิตคริสตชนของชุมชน อยู่ที่...ชุมชนเชื่อมั่นศรัทธาในพระเป็นเจ้า อยู่ที่...ชุมชนที่ผูกพันกันในจิตตารมณ์

นั่นรึ!!!เป็นเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลที่ทำให้ผู้อำนวยการ ชูชาติ อ่อนเจริญ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานระยอง ซึ่งส่งเสริมทุกมิติด้านการท่องเที่ยว ภายในจังหวัดระยองและจังหวัดจันทบุรี พาผมมา "เรียนรู้เรื่องราว" ด้วยกัน

ณ อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล 110 หมู่ 5 ตำบลจันทนิมิต อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี อาณาเขตที่ผมกำลังจะเข้าไปเยือน

ละแวกนี้...เป็นชุมชนคาทอลิกครับ ถือกำเนิดจากกลุ่มคาทอลิกญวน 130 คน หนีภัยจากการเบียดเบียนศาสนาในประเทศเวียดนามมาตั้งภูมิลำเนาที่จันทบุรีเมื่อประมาณปี 2254 ปลายรัชกาลสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ สมัยกรุงศรีอยุธยา

จากนั้นในปี 2255 ได้สร้างวัดหลังที่ 1 ทางฝั่งตะวันตก ของแม่น้ำจันทบุรี และได้เกิดเหตุความไม่สงบ จึงถูกทิ้งร้างให้ว่างเปล่า ในปี 2295 รวบรวมคริสตชน มาอาศัยอยู่ที่เดิม และสร้างวัดหลังที่ 2 ขึ้น ต่อมาในปี 2377 ได้สร้างวัดหลังที่ 3 ทางฝังตะวันออก ของแม่น้ำจันทบุรี ขณะที่ชุมชนคาทอลิกกำลังเติบโตประกอบกับวัดหลังที่ 3 ทรุดโทรมและคับแคบ จึงก่อสร้างวัดหลังที่ 4 ขึ้นในปี 2398 กระทั่งปี 2443 มีสัตบุรุษเพิ่มกว่า 2 พันคน วัดหลังที่ 4 คับแคบเกินไป ทำให้ต้องลงมือสร้างวัดใหม่ มีพิธีเสกศิลาฤกษ์วัดหลังที่ 5 ในปี 2449 มีความกว้าง 20 เมตร ความยาว 60 เมตร เริ่มใช้ประกอบพิธีมิสซาปี 2450 และมีการฉลอง 300 ปี ชุมชนแห่งความเชื่อในปี 2552 พร้อมกับสมโภช 100 ปี อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล

ที่สำคัญปี 2542 อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

ผมไม่รู้จะวางตัวอย่างไร จึงมีท่าทีเก้ๆกังๆ

แล้วมายืนตะลึงความงดงามของสถาปัตยกรรมแบบโกธิค โดยมิชชันนารีชาวฝรั่งเศส เป็นผู้นำทางการก่อสร้างเมื่อประมาณ 100 กว่าปี

จะเพราะด้วยความบังเอิญ หรือเป็นความโชคดีของผม ที่บันดาลให้ได้มาพบกับ อภิชา กิตติ์ธนทัต หรือเป้ ซึ่งเดินเข้ามาทักทาย ด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดียิ่ง พร้อมอาสาพาชมในอาสนวิหารฯว่า "เริ่มจากตรงกลาง คือ 'พระแม่มารีอา' ครับ มีการอัญเชิญมาจากประเทศฝรั่งเศส อยู่ด้านบนเป็นองค์พระประธาน ส่วนองค์ทางซ้ายมือชื่อว่า 'นักบุญยออากิม' องค์ทางขวามือชื่อว่า 'นักบุญอันนา' สองท่านเป็นบิดา มารดาของพระแม่มารีอา หรือเป็นคุณตาคุณยายของพระเยซูเจ้า ชาวคาทอลิกเรียกว่า เซนต์ตาเซนต์ยาย ครับ"

ผมและผองเพื่อน ต่างให้ความสนใจกันมาก กับเรื่องราวที่ไม่เคยรู้มาก่อน จากนั้นหนุ่มมากด้วยน้ำใจ ก็เริ่มทำการอธิบายเพิ่มเติม ว่า "แล้วถัดลงมาด้านล่างหน่อย เป็นฝีมือการวาดภาพใหม่จากช่างสิบหมู่ทั้งหมดเลยครับ ที่เห็นบุคคลยืนเรียงกัน เป็นพระสาวกทั้ง 12 ของพระเยซูเจ้า แต่ละท่านถือเครื่องไม้เครื่องมือ เพื่อบ่งบอกก่อนมาเป็นศิษย์ว่า ท่านได้ประกอบอาชีพใดมาก่อน ส่วนด้านล่างอีกหน่อยเป็นรูปสัญลักษณ์ ได้แก่ นก สิงโต วัว และเด็ก โดยที่ทั้ง 4 สัญลักษณ์นั้น เป็นผู้ที่นิพนธ์พระวรสาร หรือผู้ที่เขียนไบเบิ้ล"

สาระน่ารู้มากมายมาจากการพูดคุยของหนุ่มวัย 28 ปี ซึ่งย้ายมาชมด้านข้าง ที่ประดับประดาด้วยกระจกสีว่า "ทางนี้ครับ เป็นองค์อุปถัมภ์ที่คอยให้ความช่วยเหลือในแต่ละเรื่องแต่ละด้าน อย่างทางกระจกซ้ายมือนี้ คือ นักบุญเซซีลีอา ที่เห็นที่ถือเป็นพิณ ก็เป็นองค์อุปถัมภ์ของนักดนตรี ส่วนที่คอยอุปถัมภ์นักเขียน ที่เห็นเป็นนักบุญถือถ้วย นั่นคือ นักบุญยอหน์ เป็นอรรคสาวกที่นิพนธ์พระวรสาร และหนุ่มที่สุดหล่อที่สุด แล้วองค์ทางซ้ายมือนั้น ถือกุญแจกับที่เหมือนหนังสือ...เซนต์ปีเตอร์ หรือนักบุญเปรโต พอถัดขึ้นไปด้านบน จะเห็นมีมีรูปเล็กๆอยู่ คือ ท่านเซนต์ปีเตอร์ แต่สวมหมวกครับ ท่านเป็นสมเด็จพระสันตะปาปา หรือเป็นโป๊ปองค์แรก และทางข้างๆถัดไปหน่อย ที่เห็นถือดาบ...เซนต์พอล หรือนักบุญเปาโล"

พอเดินย้ายมาด้านตรงข้าม เราก็เห็น..."แม่พระประดับพลอย" เป็นจุดไฮไลท์ในอาสนวิหารฯ ซึ่งทางเมืองจันทบุรี มีชื่อเสียงเรื่องพลอย เมื่อมีการฉลอง 100 ปี อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล คริสตชนในองค์กรต่างๆ สร้างที่รำลึกหรืออนุสรณ์ขึ้นมา พร้อมเป็นของขวัญกับพระแม่มารีอา ที่อยู่คู่กับชุมชนมากว่า 300 ปี

พระแม่ประดับพลอย อยู่ในลักษณะท่ายืน กางมือทั้งสองข้าง ยืนเหยียบงูบนโลก สวมอาภรณ์สีขาว ผ้าคลุมไหล่สีน้ำเงิน ซึ่งมาจากฝีมือช่างสิบหมู่ ที่หล่อจากซิลเวอร์ 100 กิโลกรัม โดยนำสว่านค่อยๆเจาะทีละรู เพื่อนำพลอยไปฝัง ทำให้น้ำหนักซิลเวอร์เหลือเพียง 76 กิโลกรัม ส่วนซิลเวอร์ที่หาย ก็นำมาหล่อเป็นพระแม่องค์เล็ก

ด้วยพระแม่มารีอา ทรงสวมใส่อาภรณ์ชุดขาว จึงนำพลอยซีลอนไวท์แซฟไฟร์ มาประดับตกแต่งอย่างสวยงาม โดยสั่งมาจากเมืองซีลอน ประเทศศรีลังกา และตรงบริเวณที่เป็นผ้าคลุมไหล่ ได้ประดับด้วยพลอยไพลิน หรือบรูแซฟไฟร์ ซึ่งหาได้ภายในจังหวัดจันทบุรี อีกส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมา นำมาจากจังหวัดกาญจนบุรี ส่วนตรงบริเวณโลกกับงูนั้น จะประดับด้วยพลอยซองเจีย เป็นมัลติคัลเลอร์ ที่มีสีสันวิบวับสลับไปสลับมา จากประเทศในแถบทวีปแอฟริกา โดยได้ใช้พลอยทั้งหมด ในตำแหน่งที่เหมาะสม จำนวน 238,000 เม็ด อีกทั้งลายดอกไม้บนอาภรณ์ มีจำนวนทั้งหมด 69 ดอก แต่ละดอกทำจากทองคำหนึ่งบาท นอกจากนั้นตรงกลางของดอกไม้ ได้จัดทำเป็นเกสรสีแดง ด้วยการประดับจากพลอยแดง ที่นำมาจากอำเภอบ่อไร่

ว่ากันว่า เมื่อหล่อเสร็จสิ้น ก็ทำลายบล็อกทิ้ง

จึงกล่าวได้ว่า องค์พระแม่ มีหนึ่งเดียวในโลก

เป้-อภิชา ยังเล่าเรื่องราวในพระคัมภีร์ ที่เกี่ยวข้องกับพระแม่มารีอา ว่า "ผมขออธิบายง่ายๆนะครับ คือ พระแม่มารีอา ท่านมีหลายภาคมาก นี่ก็เป็นภาคหนึ่ง คือ ภาคปฏิสนธินิรมล โดยที่พระแม่ได้เหยียบงูไว้ พร้อมยืนกางมือทั้งสองข้าง สวมชุดอาภรณ์ขาวน้ำเงินนั้น ก็คือ...ภาคปฏิสนธินิรมล หากแปลความหมายตรงๆเลย คือ เกิดมาปฏิสนธิ โดยไม่มีมลทิน แล้วงูเป็นสัตว์ตัวเดียว ที่ลวงอาดัมกับอีฟให้กินแอปเปิ้ล พระเจ้าขับไล่อาดัมกับอีฟออกจากสวนเอเดน แล้วมาตรัสกับงูว่า เพราะเจ้าที่ทำให้เกิดเรื่อง เจ้าจะต้องเป็นสัตว์ที่ทุกข์ทรมานที่สุดในโลก โดยขาเค้าค่อยๆหดหาย กระทั่งต้องใช้ท้องเลื้อยคลาน ซึ่งเมื่อก่อนงูเค้ามีขานะครับ พร้อมต้องกินผงธุรีดินเป็นอาหาร และพงศ์พันธุ์ของเจ้า กับพงศ์พันธุ์ของนาง จะกลายเป็นศัตรูกัน คือ สาปให้ผู้หญิงเป็นศัตรูกับงู ในภายภาคหน้า จะมีสตรีนางหนึ่ง มาเหยียบหัวเจ้าให้แหลก หัวเจ้าจะทำให้เท้าของนางฟกช้ำ นี่คือ...ความเป็นมาตามความในพระคัมภีร์"

ผมรู้สึกซาบซึ้งใจในไมตรีจิต แต่ต้องร่ำลาไปสังเกตการณ์ ในพิธี "มรรคาศักดิ์สิทธิ์" การจำลองเหตุการณ์พระทรมาน ของพระเยซูคริสตเจ้า

ในช่วงคืนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 18 เมษายน เหล่าคริสตชนแห่งอาสนวิหารฯ นอกจากจะรำพึงและสวดภาวนาแล้ว ยังนำเรื่องราวของมรรคาศักดิ์สิทธิ์ ถ่ายทอดด้วยการจำลองเหตุการณ์ พระทรมานของพระเยซูคริตสเจ้าอีกด้วย

มรรคาศักดิ์สิทธิ์ หรือทางสู่กางเขน มีการบรรยายถึงช่วงสุดท้าย ในชีวิตของพระเยซูคริสตเจ้า ตั้งแต่เดินทางสู่การตรึงกางเขน และหลังการตรึงกางเขน ที่เรียกกันว่า พระทรมานของพระเยซูเจ้า จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการระลึกถึงความทรมาน และความเสียสละของพระองค์ โดยได้กระทำกันระหว่างเทศกาลมหาพรต เพื่อให้เหล่าคริสตชน หรือผู้ที่มีส่วนร่วม จะได้รำพึงภาวนาตามรอยพระบาท ของพระเยซูคริสตเจ้า จนกระทั่งสิ้นพระชนม์

ในอดีตพิธีมรรคาศักดิ์สิทธิ์ เป็นประเพณีของชาวคริสต์ เพื่อการแสวงบุญยังกรุงเยรูซาเล็ม โดยเดินจาริกตามทางที่เชื่อว่า พระเยซูคริสตเจ้า ทรงรับแบกไม้กางเขน ออกไปจนถึงเนินกัลวารีโอ ในระหว่างทางนั้น พระองค์ต้องประสบเหตุต่างๆ ตั้งแต่ถูกตัดสินประหารชีวิต การถูกเฆี่ยน แบกไม้กางเขน ทรงหกล้ม ถูกตรึงกางเขน และสิ้นพระชนม์

คริสตชนแห่งอาสนวิหารฯ ได้จำลองเหตุการณ์พระทรมาน ของพระเยซูคริสตเจ้า โดยที่ผู้แสดงเป็นพี่น้องภายในชุมชน พร้อมมีการตกแต่งฉากแต่ละสถานที่ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวในพระคัมภีร์ และเดินทางผ่านชุมชนชาวคริสต์ เป็นระยะทาง 2 กิโลเมตร ระหว่างทางทุกบ้านเรือน จะตั้งโต๊ะบูชาพระอย่างสวยงาม ทั้งยังได้ประดับประดาเส้นทางด้วยการจุดเทียน เพื่อรอรับพระเยซูคริสตเจ้า ซึ่งประหนึ่งว่า องค์พระเยซูคริสตเจ้า ได้แบกกางเขนเดินผ่านหน้าบ้านของตนเอง ส่วนพี่น้องชาวคริสต์บางกลุ่ม จะร่วมเดินทางกับขบวนจำลองเหตุการณ์ และสวดภาวนาตลอดเส้นทาง เพื่อเป็นการพลีกรรมถวายแด่พระเยซูคริสตเจ้า

สำหรับประชาชนทั่วไป หรือนักท่องเที่ยวอย่างผม มีส่วนในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์นี้ได้ด้วย โดยในการร่วมเดินทาง กับขบวนจำลองเหตุการณ์ หรือกระทั่งจะนั่งรอชม ณ ลานหน้าถ้ำแม่พระ ในบริเวณอาสนวิหารฯ ซึ่งจะเป็นจุดสิ้นสุดของมรรคาศักดิ์สิทธิ์ (พระเยซูคริสตเจ้า ถูกตรึงกางเขน และสิ้นพระชนม์) แต่ทั้งนี้...ขอความกรุณาในการเข้าร่วมชม เป็นไปด้วยความสงบเงียบ เนื่องจากเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ของทางศาสนาคริสต์ครับ