ชุมชนริมน้ำจันทบูร...ชุมชนสงบงาม

ท่องเที่ยวทั่วไทย

เพียงได้ก้าวข้ามสะพานนิรมล ไปฟากตะวันตกของแม่น้ำจันทบูร ผมก็พาตัวตนเข้าสู่ "ชุมชนริมน้ำจันทบูร" ที่มีอายุเก่าแก่ราว 300 กว่าปี

สองเท้าย่ำต๊อกไปตามท้องถนน กับบรรยากาศที่แผดความร้อนมา แต่เพราะด้วยความงดงามสงบเงียบ กลับช่วยให้ใจเยือกเย็น...อยู่ไม่น้อย

เดินมองเห็นเกลื่อนตาไปทั่ว กับที่มีบ้านช่องเรียงรายสองฟาก ล้วนแต่เป็นสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ ส่วนใหญ่เป็นบ้านเก่าแก่ มีอายุราว 100 ปีขึ้นไป อย่างบ้านแบบจีน (บ้านหลวงประกอบนิติสาร) บ้านตึกทรงยุโรป (บ้านขุนบูรพาภิผล) อาคารแบบตึกฝรั่ง (บ้านหลวงราชไมตรี) บ้านไม้หลังคาทรงปั้นหยา และเรือนแถวไม้ชั้นเดียวและสองชั้น

นอกจากนั้นบ้านหรืออาคารแต่ละหลัง ยังระบายชายคาไม้ฉลุแบบขนมปังขิง หรือระบายชายคาด้วยสังกะสีฉลุลายไทยใหญ่ อีกทั้งมีช่องลมไม้ฉลุลายเถาดอกไม้ ตรงราวระเบียงเหล็กหล่อลวดลายสวยงาม รวมถึงลูกกรงหน้าต่างไม้ฉลุลายจีน

เดินชื่นชมไปถ่ายภาพไป แรกๆก็เกรงจะถูกต่อว่าเอา ทว่าพอแลเห็นในรอยยิ้มละไมของผู้คนที่อยู่รายรอบตัว ที่ได้เจือด้วยความไมตรีและเป็นมิตร จึงทำให้เกิดความอบอุ่นใจขึ้นมา ในบางครั้งเข้าไปนั่งคุยหน้าบ้าน เพื่อรับทราบสาระน่ารู้มากมาย แล้วก็ยังเพื่อการหลบร้อนชั่วครู่ชั่วยาม และบางทีก็อุดหนุนสินค้า น้ำ ขนม...ไปตามเรื่อง

ถึงแม้ว่า...ชุมชนริมน้ำจันทบูร จะค่อยๆลดเลือนบทบาท ในด้านการค้าและการคมนาคม ประกอบกับการขยายเมือง การเกิดอัคคีภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2533 การเกิดน้ำท่วมอย่างหนักเมื่อปี 2542 อีกทั้งการค้าพลอยซบเซาลง ลูกหลานส่วนหนึ่งออกนอกพื้นที่ บ้างก็ไปทำงานหรือศึกษาเล่าเรียน จึงส่งผลทำให้ชุมชนเก่าแก่ ค่อนข้างจะเงียบเหงา

จนกระทั่งปี 2552 สำนักงานพาณิชย์ จังหวัดจันทบุรี มีนโยบายพัฒนาย่านนี้ ให้กลับมาเป็นย่านการค้าอีกครั้ง จึงได้จัดให้มีการทำประชาคม เพื่อกำหนดทิศทางการอนุรักษ์และพัฒนา ในนาม "คณะกรรมการพัฒนาชุมชนริมน้ำจันทบูร" โดยร่วมกันดำเนินกิจกรรมฟื้นฟู และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และความเป็นย่านการค้า

พร้อมกับสืบสานเรื่องราวประวัติศาสตร์ เพื่อถ่ายทอดไปสู่คนรุ่นหลัง หรือนำสู่การพัฒนาในหลากมิติ ซึ่งอยู่ภายใต้แนวคิดที่ว่า "วัฒนธรรมนำการค้า" โดยได้กำหนดวิสัยทัศน์ และข้อตกลงร่วมกันในชุมชนไว้ว่า "จะร่วมกันสร้างจิตสำนึก และความสามัคคีของชุมชน ในการดำรงไว้ซึ่งวิถีที่มีคุณภาพ ฟื้นฟูอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และความเป็นย่านการค้า สืบสานเรื่องราวประวัติศาสตร์ของชุมชน และถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลัง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาย่านริมน้ำจันทบูร ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่สำคัญของจังหวัดจันทรบุรี"

อากาศช่างร้อนจริงๆ ผมเดินบ่นกับตัวเองไป แต่ก็ยังรู้สึกตื่นตาตื่นใจ กับการส่งเสริมและพัฒนาริมน้ำจันทบูร ให้เป็นแหล่งอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ทำให้ตามถนนริมน้ำจันทบูร ที่ในอดีตเคยเป็นย่านการค้าดั้งเดิม ยังมีร้านค้าเก่าแก่ หรือบ้านเรือนเก่าๆ แต่คงมีความงดงาม น่าชื่นชม ชวนสัมผัสใกล้ชิด

ป้ายบอกเล่าเรื่องราวและความเป็นมา ที่ติดอยู่ตามหน้าร้านค้า อาคาร หรือบ้านเรือนนั้น เป็นผลของการอนุรักษ์และการพัฒนา อย่างร้านขายยาจีน จังกวงอัน ได้มีรายละเอียดตามป้าย กล่าวว่า เป็นร้านขายยาจีนที่มีชื่อเสียง ร้านแรกๆในเมืองจันทบุรี มีอายุมากกว่า 100 ปี โดย อากงหยัง แซ่จัง มาทำกินตอนอายุ 20 ปี เพื่อเป็นร้านขายยาจีน สมัยก่อนมีความเจริญรุ่งเรืองมาก ทั้งคนไทย คนจีน และคนญวน เข้ามาซื้อหายากันทั้งวัน

แล้วพอไล่อ่านมาถึงช่วงท้ายๆ แลเห็นว่า นอกจากสภาพของร้านที่เหมือนในอดีตแล้ว ยังผลิตไอศกรีมกะทิรสมะพร้าว ที่ทั้งหวานหอมทั้งเอร็ดอร่อย ซึ่งมีอยู่แห่งเดียวในเมืองจันท์ ผมและเพื่อนๆร่วมสิบกว่าคน จึงอาสาลิ้มลองกันถ้วนหน้า

ก็อย่างว่าละ...ความร้อนของอากาศในตอนนี้ มาเจอกับความเย็นของไอศกรีม ทำให้ลงตัวเข้ากันได้อย่างดี ก็เสมือนการพัฒนาและการอนุรักษ์ ที่ก้าวไปพร้อมๆด้วยกันได้ โดยที่ชาวบ้านในชุมชนริมน้ำจันทบูร จึงต่างเห็นพ้องต้องกันว่า จะมุ่งเน้นการรักษาวิถีชีวิตของคนจันทบูร...เป็นหลัก และพร้อมทำการส่งเสริมการท่องเที่ยว...เป็นรอง

พวกเรายังคงสะเปะสะปะตามสองฟากท้องถนน แล้วก็นิยมชมชอบอาคารบ้านเรือน ที่มีสถาปัตยกรรมสวยงามและแตกต่าง ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ยุค คือ อาคารยุคแรกของชุมชน อาคารไม้ชั้นเดียว หรือที่เป็นชิ้นไม้ขนาดใหญ่ มีการตกแต่งผิวอย่างหยาบๆ สันนิษฐานกันว่า ก่อสร้างในยุคที่เครื่องมือในการก่อสร้าง ยังไม่ทันสมัย มีการเข้าไม้ด้วยเทคนิคการเข้าเดือย ในรูปแบบความรู้ช่างโบราณ ไม่มีการตกแต่งลวดลาย หรือประดับตามอาคาร ส่วนอาคารยุคกลางของชุมชน อาคารไม้ตั้งแต่ 2 ชั้น หรืออาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ ตกแต่งผิววัสดุอย่างประณีต มากกว่าอาคารในยุคแรกๆ คือ มีการตกแต่งผิวไม่มากนัก เริ่มใช้เทคนิคในการก่อสร้างแบบใหม่ เช่น การใช้กำแพงรับน้ำหนัก การใช้ปูนหมักปูนตำ ซึ่งที่ลักษณะของชั้นผิวปูน จะเห็นได้อย่างชัดเจน ทั้งผสมผสานศิลปกรรมแบบจีนและญวน และอาคารยุคหลังของชุมชน ก่อสร้างที่ทันสมัยมากขึ้น ใช้โครงสร้างเสา คาน พื้นสำเร็จ โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยเป็นโครงสร้างที่มีขนาดเล็กกว่าโครงสร้างของอาคารยุคก่อนๆ และมีการใช้วัสดุทันสมัยมาตกแต่งมากขึ้น

อีกตัวอย่างที่มาพบเจอ คือ บ้านขุนอนุสรณ์สมบัติ บ้านเลขที่ 69 ปรับปรุงให้เป็นแหล่งเรียนรู้ชุมชนริมน้ำจันทบูร จัดนิทรรศการถาวร นำเสนอเรื่องราวของชุมชนริมน้ำ นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อถ่ายทอดคุณค่าเชิงวัฒนธรรม อันเกิดจากการหลอมรวมความแตกต่างทางชาติพันธุ์และศาสนาเข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ ผ่านภาพถ่าย เรื่องเล่า และภาพเขียนสถาปัตยกรรม จนถึงการจัดแสดงชีวประวัติ ของขุนอนุสรณ์สมบัติ เรื่องราวที่น่าสนใจในปัจจุบันของชุมชน แนะนำจุดชมบรรยากาศที่สำคัญ และโมเดลชุมชนจำลอง ซึ่งเปิดให้เข้ารับชม ในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ

ที่สำคัญ ณ สถานที่แห่งนี้ ทำให้ผมได้รับรู้รับทราบประวัติของชุมชนริมน้ำจันทบูรว่า เมืองจันทบูรนั้น เดิมชื่อว่า ควนคราบุรี หรือเมืองเพนียด ครั้งในสมัยขุนหลวงพระงั่ว (พ.ศ.1926) มีการปรับปรุงการปกครองหัวเมือง จึงให้ย้ายตัวเมืองจันท์ จากเมืองเพนียดมาสร้างใหม่ที่ บ้านหัววัง หรือ บ้านพุงทลาย ตั้งอยู่มาประมาณ 270 ปี จึงย้ายมาสร้างเมืองใหม่ที่บ้านลุ่ม ในสมัยพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.2199-2231) มีการตั้งบ้านเรือนถิ่นฐาน ทำมาค้าขายกัน บริเวณริมฝั่งแม่น้ำจันทบูร เป็นแนวยาวประมาณ 1 กิโลเมตรเศษ ซึ่งทางด้านริมฝั่งตะวันตก มีความหนาแน่นกว่าริมฝั่งทางด้านตะวันออก โดยเฉพาะบริเวณบ้านลุ่ม (บริเวณท่าหลวงในปัจจุบัน) ได้เหมาะแก่การคมนาคมขนส่งสินค้า และเครื่องอุปโภคบริโภค ดังนั้น ชุมชนริมน้ำจันทบูร จึงเริ่มกำเนิดขึ้น ณ บริเวณนี้ พร้อมกับขยายตัวไปตามสายน้ำ มีการติดต่อไปมาหาสู่ และแลกเปลี่ยนค้าขายสินค้ากัน เกิดเป็นแนวทางเดินยาวและพัฒนาเป็นถนน เพื่อใช้เป็นเส้นทางการสัญจรไปมาและค้าขาย จึงนับว่า ถนนริมน้ำเป็นถนนเส้นแรกของเมืองจันท์

นอกจากนั้นยังรู้อีกหลายประเด็น อย่างในเรื่องของชนชาติ ที่อาศัยในชุมชนริมน้ำจันทบูร มีทั้งชาวไทยพื้นเมือง ชาวจีน และชาวญวน โดยชาวจีนทำมาค้าขายเก่ง สามารถตั้งเนื้อตั้งตัวได้ และสร้างครอบครัวที่มั่นคง บ้างก็เข้ารับราชการ จนได้รับบรรดาศักดิ์สูง ส่วนชาวญวนเป็นคริสตชน ที่หลีกหนีลี้ภัยมาจากเวียดนาม มาตั้งบ้านเรือนทางฝั่งตะวันตก ซึ่งมีความสามารถทางการประมงในทะเลและแม่น้ำลำคลอง นอกจากนั้นยังทำนา ทอเสื่อ และประกอบอาหาร อาทิเช่น ข้าวเกรียบญวน ขนมเบื้องญวน ขนมโก๋ญวน หมูชะมวง ก๋วยเตี๋ยวผัดปู เครื่องในเนื้อต้ม ฉะนั้นวิถีชีวิตชุมชนริมน้ำจันทบูร จึงใช้บ้านเรือนเป็นที่พักอาศัยและร้านค้า ตามถนนจะเห็นคนไทย คนจีน และคนญวน เดินไปมาหาสู่ซื้อสินค้าข้าวของกัน โดยร้านค้าตามสองฟากถนน มักจะค้าขายสินค้ากันอย่างหลากหลาย พวกมะพร้าว กก สมุนไพร ข้าว

พอเมื่อสักครู่ที่กล่าวถึงอาหาร ก็ให้รู้สึกหิวขึ้นมาเหมือนกัน เพื่อนนักข่าวสาวสวยคนหนึ่ง ขออาสาแนะนำเมนูอิ่มท้อง คือ ก๋วยเตี๋ยวกั้ง ผมจึงก้าวเดินตามไปแต่โดยดี แต่ยังไม่ทันถึงที่หมายแห่งความอร่อย กรุ่นกลิ่นหอมก็ฟุ้งกระจายทั่ว

ณ ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ๊อี๊ดริมน้ำ ที่เป็นจุดหมายแห่งสุดท้ายในการมา "ท่องเที่ยวทั่วไทย" ที่ชุมชนริมน้ำจันทบูร จังหวัดจันทบุรี ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งที่ใช้บ้านเรือน เป็นที่พักอาศัยและร้านค้าด้วย โดยตัวบ้านเป็นไม้ชั้นเดียว ในขนาดกะทัดรัดที่น่าอบอุ่น

ว่ากันว่า กั้ง...เป็นอาหารที่ยอดนิยมอย่างยิ่ง ผู้คนได้สนใจมากกว่ากุ้งหอย ปูปลา แล้วเมื่อรับทราบอย่างนี้แล้ว จึงสั่งมาทานในแบบพิเศษสุด ทั้งก๋วยเตี๋ยวกั้งต้มยำ ตามด้วยแห้งอีกชาม และยังมีกั้งลวกจิ้มอีกด้วย โอ้ว!!!กั้งตัวใหญ่ๆในชามเพียบ

สำหรับความรู้สึกของผมกับการได้เข้ามาสัมผัสในชุมชนริมน้ำจันทบูร ยอมรับว่า ได้ทั้งความสนุกสนานและเพลิดเพลิน พร้อมมีสารสาระน่ารู้มากมาย ทั้งประทับใจในบ้านเรือนเก่าแก่ การเห็นคุณค่าในการอนุรักษ์ การพัฒนาที่ให้ยั่งยืน และที่สำคัญที่ตรึงใจผมที่สุด ก็คือ อัธยาศัยไมตรี มีน้ำจิตน้ำใจ (เพราะให้กั้งเป็นสิบ) จริงๆแล้ว...มนตร์เสน่ห์ของชุมชนริมน้ำจันทบูร ได้เชื่อมต่อประวัติศาสตร์อย่างไม่ขาดหายในคุณค่ามากกว่าครับ