พลิกแผ่นดิน

ประชาธิปก ปร.

จากพระราชหัตถเลขาของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2470 ซึ่งเป็นการบันทึกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงแก้ไขการปกครองแผ่นดินในรัชสมัยพระพุทธเจ้าหลวง มีข้อความตอนหนึ่งว่า "การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากแบบเดิมเป็นตั้งกระทรวงเป็น 12 กระทรวงนี้ ต้องนับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ซึ่งเรียกได้อย่างพูดกันธรรมดาว่า พลิกแผ่นดิน ถ้าจะเรียกตามภาษาอังกฤษก็ต้องเรียกว่า เรโวลูชั่น การเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงดังนี้มีน้อยประเทศนักที่จะทำสำเร็จไปโดยราบคาบปราศจากการจลาจล หรือจะว่าไปไม่มีเลยก็เกือบว่าได้ ประเทศญี่ปุ่น ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างพลิกแผ่นดินเหมือนประเทศสยาม แต่หาดำเนินการได้โดยสงบราบคาบเหมือนอย่างประเทศสยามไม่ ยังมีการจลาจลในบ้านเมือง เช่น กบฏสัตสุมา เป็นต้น

การที่ประเทศสยามได้เปลี่ยนแปลงวิธีปกครองอย่างเรโวลูชั่นได้ โดยไม่ต้องมีใครเสียเลือดเนื้อแม้แต่หยดเดียว ดังนี้ต้องนับว่าเป็นมหัศจรรย์ ต้องเป็นโชคดีของประเทศสยามเป็นอย่างยิ่ง การเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมขัดกับประโยชน์ของบุคคลบางจำพวก จึงยากนักที่จะสำเร็จไปได้โดยราบคาบ"

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชวินิจฉัยว่า การเปลี่ยนแปลงที่สยามทำได้อย่างราบคาบ เพราะเรโวลูชั่นของเรานั้น พระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้ทรงริเริ่ม ประกอบกับพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น ทรงพระปรีชาสามารถยิ่งกว่าผู้ใดหมดในเวลานั้น ทั้งมีพระอัธยาศัยละมุนละม่อม ทรงสามารถปลูกความจงรักภักดีในชนทุกชั้นที่ได้เข้าเฝ้าใกล้ชิดพระองค์แม้แต่ครั้งเดียว ทรงพระราชดำริตริตรองโดยรอบคอบ และทรงเลือกประเพณีการปกครองทั้งของไทยเราและของต่างประเทศประกอบกัน ด้วยพระปรีชาญาณ จึงทรงจัดการเปลี่ยนแปลงวิธีการปกครองเป็นลำดับมา ล้วนเหมาะกับเหตุการณ์และเหมาะกับเวลาไม่ช้าเกินไปไม่เร็วเกินไป

ตั้งแต่โบราณนานมา สยามประเทศปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อันหมายถึงกษัตริย์เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ครั้นถึงราชวงศ์จักรีมีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองถึงขั้นเรโวลูชั่น หรือทำการปฏิวัติเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากที่พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ได้เพียงหนึ่งปี คณะนายทหารหนุ่ม อันมี ร้อยตรี เหรียญ ศรีธนพ์ และ ร้อยตรี จรูญ ษตะเมษ ร่วมกันเป็นตัวตั้งตัวตี และให้ ร้อยเอก ขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง ศรีจันทร์ ) เป็นหัวหน้าคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป้าหมายต้องการมีกฎหมายรัฐธรรมนูญ และมีรูปแบบการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย โดยพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ

ข่าวการปฏิวัติได้ล่วงรู้ไปถึง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ซึ่งทรงรักษาการในตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหมในตอนนั้น จึงได้ทรงเรียกประชุมนายทหารชั้นผู้ใหญ่ และดำเนินการจับกุมตอบโต้ได้อย่างฉับพลัน การดำเนินการจับกุมผู้คิดปฏิวัติได้ทำไปโดยละม่อม และสามารถจับกุมผู้ดำเนินการได้ทั้งหมด

มีผู้ก่อการกำเริบรวม 91 คน ในคราวนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการให้ตั้งคณะตุลาการศาลขึ้นเพื่อตัดสินและวินิจฉัยตีความเกี่ยวกับคดีการล้มล้างระบบการปกครองของคณะกลุ่มผู้คิดปฏิวัติ

ผลการพิจารณาพิพากษาตัดสิน มีโทษลดหลั่นกันไปรวม 5 ชั้น ชั้นที่ 1 ให้ลงโทษประหารชีวิต 3 คน ชั้นที่ 2 ลดโทษลงเพียงจำคุกตลอดชีวิต 20 คน ชั้นที่ 3 ลดโทษลงเพียงจำคุกมีกำหนด 20 ปี 32 คน ชั้นที่ 4 ลดโทษลงเพียงจำคุกมีกำหนด 15 ปี 6 คน ชั้นที่ 5 ลดโทษลงเพียงจำคุกมีกำหนด 12 ปี 30 คน

แต่เมื่อคณะตุลาการศาลทหารส่งคำพิพากษาฉบับนี้ขึ้นไปทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อให้มีพระบรมราชวินิจฉัยอีกครั้ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการว่า

"...เห็นว่าตุลาการพิพากษาลงโทษพวกเหล่านี้ชอบด้วยพระราชกำหนดกฎหมายทุกประการแล้ว แต่ว่าความผิดของพวกเหล่านี้มีข้อสำคัญที่จะกระทำร้ายต่อตัวเรา ซึ่งเราไม่ได้มีจิตพยาบาทคาดร้ายต่อพวกนี้ เห็นควรที่จะลดหย่อนผ่อนโทษโดยฐานกรุณา อันเป็นอำนาจพระเจ้าแผ่นดินจะยกให้ได้"

ดังนั้น ผู้ที่มีโทษชั้นที่ 1 ให้ประหารชีวิต 3 คน จึงได้รับการลดโทษเป็นชั้นที่ 2 ให้จำคุกตลอดชีวิตแทน ส่วนผู้ที่ได้รับโทษชั้นที่ 2 รวม 20 คน ต้องจำคุกตลอดชีวิตให้ลดลงเป็นโทษจำคุก 20 ปี แต่อีก 68 คน ซึ่งวางโทษไว้ชั้นที่ 3 คือให้จำคุก 20 ปี มีจำนวน 32 คน และวางโทษชั้นที่ 5 ให้จำคุก 12 ปี มีจำนวน 31 คนนั้น ให้รอการลงอาญาไว้ แต่ฝ่ายผู้มีชื่อ 3 คนที่ได้ลงโทษชั้นที่ 2 กับผู้มีชื่อ 20 คน ที่ได้ลงโทษชั้นที่ 3 รวมทั้งสิ้น 23 คนนั้น ให้ถอดจากตำแหน่งยศบรรดาศักดิ์อย่างธรรมเนียมซึ่งเคยมีมากับโทษเช่นนั้นเสีย

อย่างไรก็ตาม แนวคิดที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ประชาธิปไตย เพื่อให้ทัดเทียมกับอารยประเทศยังคงปลูกฝังอยู่ในความทรงจำของคนในยุคสมัยนั้น แม้จะยังไม่สำเร็จก็ตาม แนวคิดนี้จึงได้เริ่มก่อหวอดอีกครั้ง ใน พ.ศ.2475 โดยกลุ่มนักศึกษาที่ไปเรียนต่อในประเทศฝรั่งเศส ประกอบด้วย นายปรีดี พนมยงค์ นายควง อภัยวงศ์ และ ร.ท.แปลก ขีตตะสังคะ ได้จับกลุ่มวางแผนกันที่จะนำพาสยามประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของการปกครองประชาธิปไตย โดยมี พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นหัวหน้าใหญ่ฝ่ายการทหาร หลังจากที่ประชุมเตรียมการเป็นที่สำเร็จแล้ว คืนวันที่ 23 มิถุนายน 2475 คณะปฏิวัติก็ดำเนินงานตามแผนการที่วางไว้ทันที

ขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี อยู่ในระหว่างเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล คณะปฏิวัติได้เตรียมกำลังไว้อย่างรัดกุม โดยใช้ลานพระรูปทรงม้าเป็นสถานที่รวมพลทั้งทหารบก และฝ่ายกองกำลังทหารเรือ ซึ่งมี นายนาวาตรี หลวงสินธูสงครามชัย ร.อ.หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ร.น.น.ต.หลวงศุภราชลาศัย ร.น. คืนประวัติศาสตร์ได้เริ่มขึ้น เมื่อเวลา 05.00 น. ของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 โดยผู้ที่เรียกขานตัวเองว่า คณะราษฎร อันประกอบด้วย พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) พันเอก พระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน) พันเอก พระยาฤทธิ์อัคเณย์ (สละ เอมะศิริ) พันโท พระประศาสน์พิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น) ได้พากำลังของตนมาชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า จากนั้น พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา อ่านคำแถลงการณ์ของคณะราษฎร ฉบับแรก ระบุถึงวัตถุประสงค์สำคัญของการเปลี่ยนแปลงประเทศที่จะสถาปนาระบอบประชาธิปไตยขึ้นในราชอาณาจักรสยาม โดยอัญเชิญเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มาปกครองอาณาประชาราษฎร์ภายใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสืบต่อไป

จากนั้นกลุ่มคณะนายทหารที่นำกำลังพลมาก็แยกย้ายกันออกปฏิบัติงานเข้ายึดวังของพระบรมวงศานุวงศ์ต่างๆหลายแห่ง และอัญเชิญ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หม่อมเจ้าวงศ์นิรชา หม่อมเจ้านักปิตรมงคล พระยาอธิกรณ์ฯ มารวมกันอยู่ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม มีพระยาเสนาสงคราม ขัดขืนไม่ยินยอม จึงถูกกลุ่มคณะปฏิวัติยิงอาการสาหัส

การเข้ายึดอำนาจในครั้งนั้น ไม่มีผู้ใดทราบเหตุการณ์ล่วงหน้ามาก่อนว่า เหตุการณ์จะดำเนินรุนแรงไปเพียงใด จะวุ่นวายและเสียเลือดเนื้อเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในต่างประเทศหรือไม่ ต่างก็คาดเดาในเหตุการณ์ไปต่างๆนานา

แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเลือกที่จะเสด็จพระราชดำเนินกลับคืนสู่พระนคร เพราะไม่ต้องพระราชประสงค์ที่จะให้มีการเสียเลือดเนื้อหรือมีเหตุการณ์รุนแรงแต่อย่างใด ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินกลับสู่พระนครด้วยขบวนรถไฟ โดยมิได้เสด็จพระราชดำเนินโดยเรือหลวงสุโขทัยที่คณะราษฎรจัดส่งไปรับเสด็จ

ขบวนรถไฟพระที่นั่งถึงสถานีรถไฟหลวงสวนจิตรลดา เมื่อเวลา 00.04 น. ของวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นเวลาดึกสงัด ปราศจากกองทหารรักษาพระองค์ มีแต่เพียงกลุ่มลูกเสือที่ไปคอยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ข้าราชการที่ไปคอยรับเสด็จก็มีเพียงข้าราชการกระทรวงวัง บรรดาผู้ที่ไปคอยรับเสด็จต่างพากันเศร้าสลด

ทว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ยังทรงประทับอยู่ในพระราชอิริยาบถที่อ่อนโยนแจ่มใสเป็นปกติ แต่ทั้งสองพระองค์ไม่ได้เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน แต่เสด็จกลับคืนสู่พระตำหนักวังศุโขทัย

นับเป็นคืนที่ฟ้ามัวหม่น และร่ำไห้กับการเปลี่ยนแปลงสยามประเทศ นับจากเวลานั้นก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป