จิตอัศจรรย์

ประสบการณ์ลี้ลับ

ตอนที่ 3

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงปฏิบัติพระองค์ด้วยความสมถะและเรียบง่าย แม้แต่จีวรก็ยังทรงซักเอง เวลาจีวรขาดท่านก็ยังเย็บเอง โดยเฉพาะจีวรส่วนพระองค์นั้น จะทรงใช้ผืนเดิมที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า แม้เมื่อจีวรที่ทรงใช้อยู่ประจำขาดไป ลูกศิษย์นำผืนใหม่มาเปลี่ยนก็จะรับสั่งว่า "ไม่จำเป็น ไปซ่อมไปปะไปแก้ได้"

แม้แต่เรื่องปากกา หรือดินสอ เวลาทรงเขียนหนังสือดินสอที่ทรงใช้จะมีด้ามต่อสวมลงไปอีกที เพราะดินสอแต่ละแท่งนั้นพระองค์จะใช้จนเหลือสั้นจู๋จนจับไม่ได้เลย ต้องใช้ด้ามต่อให้ยาวขึ้นเพื่อให้จับได้ ทรงเป็นผู้มัธยัสถ์และตระหนักในคุณค่าของทุกสิ่งอย่างแท้จริง

วัตรปฏิบัติที่มักปฏิบัติสม่ำเสมอตั้งแต่ยังทรงเป็นพระนวกะ กระทั่งรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร จวบจนทรงได้รับสถาปนาให้ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชก็คือการออกบิณฑบาต ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในย่านบางลำพู ราชดำเนิน ส่วนใหญ่เคยเห็นสมเด็จฯเสด็จออกบิณฑบาต และมีพระสงฆ์ในวัดบวรนิเวศวิหารได้เคยเห็นสมเด็จฯทรงใส่บาตรเณร เมื่อทรงพบสามเณรอุ้มบาตรเดินผ่านมา พระองค์จะทรงเรียกให้หยุด และทรงหยิบของในบาตรของพระองค์ใส่บาตรเณรอีกต่อหนึ่ง เมื่อมีผู้ถามทรงตอบว่า "เณรบิณฑบาตไม่ค่อยได้"

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นพระกรรมฐานที่เคร่งครัดในพระวินัยอย่างยิ่ง ทรงมีศีลาจารวัตรอันงดงาม ตามแนวทางของ "พระป่า" ซึ่งข้อบัญญัติประการหนึ่งของพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตก็คือไม่สามารถหยิบจับเงินทองได้ ซึ่งข้อบัญญัตินี้สมเด็จฯทรงปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด คราวหนึ่ง หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ได้ทูลถวายจตุปัจจัยเพื่อร่วมบำเพ็ญพระกุศลจำนวน 7 ล้านบาท สมเด็จฯทรงอนุโมทนาบุญหลวงพ่อคูณแล้วตรัสกับหลวงพ่อคูณว่า "ขอถวายคืนร่วมทำบุญกับหลวงพ่อด้วยก็แล้วกัน" เช่นเดียวกับทุกครั้งที่มีผู้ถวายปัจจัยจะไม่ทรงเก็บไว้ใช้ส่วนพระองค์ แต่จะทรงรับและมอบคืนเสมอโดยมักจะรับสั่งไว้ว่า "ขอสมทบทุนทำบุญต่อ"

ความประทับใจของ "ลุงจุ่น"

ผู้เคยถวายงานใกล้ชิดสมเด็จฯ และบรรดาลูกศิษย์ล้วนกล่าวเหมือนกันคือ "ไม่เคยเห็นสมเด็จพระสังฆราชทรงดุใคร" แม้แต่ "ลุงจุ่น" วัย 63 ปี ซึ่งมีบ้านอยู่ในละแวกวัดบวรนิเวศวิหาร เคยวิ่งเล่นในวัดมาตั้งแต่ยังเล็ก และคอยช่วยเหลือทำงานเล็กๆน้อยๆอยู่ที่วัด "ลุงจุ่น" มีภาพความทรงจำถึงสมเด็จพระสังฆราชในคราวหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นประมาณ พ.ศ.2528 ขณะนั้นสมเด็จฯทรงดำรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่สมเด็จพระญาณสังวร ช่วงนั้นที่วัดบวรฯได้จัดพิธีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติของพระองค์ท่าน ซึ่งพระองค์ทรงทราบดีว่ามีคนช่วยงานหลายคนและทรงเห็นความสำคัญของทุกคน ทรงไม่เคยลืมกระทั่งคนงานอย่าง "ลุงจุ่น" และคณะ ที่ทำหน้าที่ยกโต๊ะ เก็บโต๊ะ กวาดพื้น เช็ดถู ทำความสะอาด หรืองานเล็กๆน้อยๆอย่างอื่น ลุงจุ่นเล่าว่าหลังจากพิธีเสร็จสิ้น เมื่อเก็บกวาดทำความสะอาดบริเวณวัดจนเรียบร้อย ลุงจุ่นและคณะคนงานชายชักชวนกันตั้งวงดื่มเหล้ากัน หลังจากดื่มเฮฮาอยู่พักใหญ่ ลูกศิษย์วัดก็วิ่งมาหาพร้อมบอกว่า "สมเด็จฯให้มาตามไปพบ"

แม้จะทราบว่าการที่ทรงเรียกให้เข้าเฝ้าครั้งนี้ เพราะทรงหมายจะให้รางวัลที่ทุกคนได้ช่วยเหลืองานจนสำเร็จ แต่ขณะนั้นแต่ละคนอยู่ในสภาพ "ได้ที่" โดยทั่วกัน ดังนั้น ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของพระองค์ก็คือภาพคนงานชายเกือบสิบคน นั่งก้มหน้านิ่งอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ กลิ่นแอลกอฮอล์คละคลุ้งอบอวลไปทั่วบริเวณ ลุงจุ่นเล่าว่าตอนนั้นตนใจเต้นเร็ว เกรงจะถูกพระองค์ท่านดุ แต่ก็ไม่ได้ทรงดุแต่อย่างใด เพียงแต่ช่วงที่ลุงจุ่นคลานเข้าไปใกล้พระองค์ท่านแล้วกราบเพื่อรับประทานรางวัลนั้น สมเด็จฯทรงแย้มสรวลและขณะที่ยื่นรางวัลให้แก่ลุงจุ่นก็รับสั่งด้วยพระสุรเสียงนุ่มนวลแต่ได้ยินโดยทั่ว "เบาๆหน่อยนะ กลิ่นละมุดน่ะหึ่งเลย"

ลุงจุ่นยังเล่าต่อว่า "บางทีประมาณตีหนึ่งตีสอง พระองค์ยังเดินรอบวัดอยู่เลยนะ คือพระองค์เดินตรวจประจำ เดินพระองค์เดียว นานๆถึงจะมีพระติดตามสักรูป แล้วพวกหมาก็จะวิ่งตามพระองค์มาเป็นพรวน มีคืนหนึ่งผมเมาเหล้าก็เลยนอนบนศาลาแดง พอหมาเห่าผมเลยรู้ว่าพระองค์มา ผมก็รีบลุกขึ้นมานั่งแล้วกราบพระองค์ พระองค์ทรงยกมือห้ามแล้วรับสั่ง "นอนๆ...นอนเถอะ" พระองค์ไม่เคยดุใคร พระเมตตาพระองค์สูงมาก"

พระเมตตาไม่มีประมาณ...

พระเมตตาอันไพศาลของสมเด็จฯไม่ได้เผื่อแผ่แค่เพื่อนมนุษย์เท่านั้น แต่ยังทรงเผื่อแผ่ไปถึงบรรดาสรรพสัตว์น้อยใหญ่ ซึ่งมีชีวิตอยู่ร่วมกันบนโลกนี้โดยเท่าเทียม ครั้งหนึ่งคนงานของเทศบาลกำลังตัดกิ่งไม้ภายในวัดให้สวยงาม โดยสมเด็จฯทรงคอยกำกับดูแลอยู่ไม่ห่าง ขณะที่คนงานหอบกิ่งไม้ที่ตัดจากต้นเพื่อจะนำไปเผาไฟ พระองค์ได้ทรงพระดำเนินไปยังคนงานผู้นั้นและรับสั่งว่า "อย่าเพิ่งเผา" คนงานยืนฉงนอยู่ไม่นาน ก็ได้รับคำตอบเมื่อสมเด็จฯทรงชี้ไปที่แมลงภู่ที่ทำรังอยู่บนกิ่งไม้ที่กำลังจะถูกเผานั้น คนงานจึงนำกิ่งไม้เหล่านั้นไปเคาะๆ จนบรรดาสัตว์ที่เกาะอยู่ออกไปจนหมด จึงทรงให้เผากิ่งไม้นั้นได้

แต่ยังมีเรื่องเล่าที่หลายคนประทับใจในพระเมตตาของพระองค์ อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของ "หมา แมวจรจัด" ที่อยู่ในวัด เนื่องจากภายในวัดบวรนิเวศวิหาร แต่ไหนแต่ไรมักจะมีหมาและแมวจรจัดเข้ามาพึ่งร่มเงาเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ชาวบ้านนำมาปล่อย ทั้งที่เป็นขี้เรื้อนโซเซมาจากที่ต่างๆ กระทั่งมีจำนวนมากขึ้นๆ จึงมีผู้ไปแจ้งให้เทศบาลมาจับหมาและแมวเหล่านี้ออกไป เนื่องจากเห็นว่าจะเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อวัด ปรากฏว่าเมื่อสมเด็จฯท่านเสด็จออกตรวจตรา ทรงสังเกตว่าบรรดาหมาแมวที่เคยอาศัยข้าวก้นบาตรของพระองค์ท่านอยู่ทุกวันได้หายไปจนหมด เมื่อตรัสถามและรู้ว่าสัตว์เหล่านั้นถูกจับไปก็รับสั่งว่า "ไปเอาคืนมา เขาก็มาอาศัยวัด เราก็อาศัยวัด แล้วทำไมเรามีสิทธิ์มากกว่าหมา"

แม้เมื่อมีผู้มาขออนุญาตจับสุนัขในวัด เนื่องจากหวังดีเห็นว่าวัดบวรนิเวศฯเป็นพระอารามหลวงไม่น่าจะมีมูลสัตว์อยู่ในวัดมากมาย จนทำให้วัดสกปรกแต่สมเด็จฯก็ไม่ทรงอนุญาต ทรงรับสั่งว่า "หมาอาศัยวัด ที่นี่ก็อาศัยวัดอยู่อนุญาตไม่ได้" ทรงกล่าวถึงสัตว์เหล่านั้นด้วยพระเมตตาว่า "มันอยู่กับเรามานานอย่าไปเบียดเบียนเขา อยู่ที่นี่ก็มีความสุขดี ถ้าไปที่อื่นใครจะเลี้ยง" ส่วนเรื่องมูลที่หมาและแมวปล่อยไว้เกลื่อนวัดนั้น รับสั่งว่า "หมา แมวมันก็ต้องถ่ายเป็นธรรมชาติของมัน เราก็ต้องขยันทำความสะอาดหน่อย"

นอกจากบรรดาหมาและแมว เต่า และปลาที่ทรงเมตตาเลี้ยงไว้ในวัดแล้วก็ยังมีไก่แจ้สีขาวตัวหนึ่งที่มาพึ่งพระบารมีของสมเด็จฯเช่นเดียวกัน เดิมไก่แจ้ตัวนี้ถูกคนนำมาปล่อยไว้ในวัด จากนั้นมันไปมีเรื่องกับไก่ของชาวบ้านละแวกวัดทำให้ตาบอดทั้งสองข้าง สมเด็จฯทรงเมตตาไก่ตัวนี้มาก เมื่อใดที่ทรงเห็นมัน พระองค์จะทรงเรียกมันว่า "เจ้าบอด" และไก่แจ้ตัวนี้ก็จะวิ่งมาหาพระองค์ทันที ทั้งๆที่ตาบอดทั้งสองข้าง แต่บ่อยครั้งที่เจ้าบอดทำราวกับรู้ว่าพระองค์ท่านเสด็จมาเนื่องจากเมื่อใดที่พระองค์เสด็จลงจากตำหนักที่ประทับ "เจ้าบอด" จะวิ่งเข้าไปใกล้พระองค์ท่าน แล้วส่งเสียงร้องขึ้นราวกับจะบอกให้ทรงทราบว่ามันอยู่นี่แล้ว เพื่อให้ทรงทักทายมัน สมเด็จฯก็จะทรงเมตตาอุ้มมันขึ้นมา บ่อยครั้งที่ทรงเดินตรวจวัดโดยมีเจ้าบอดเดินตามพร้อมกับบรรดาแมวและหมาที่เข้ามาคลอเคลียกระดิกหาง วิ่งตามพระองค์ท่านเป็นโขยง และไม่ว่าพระองค์จะเสด็จออกนอกวัดหรือเสด็จกลับเข้ามาในวัด บรรดาสัตว์เหล่านั้นจะวิ่งตามพระองค์เสมอราวกับจะคอยรับเสด็จส่งเสด็จ หรือแม้ตอนที่เสด็จตรวจตราภายในวัด บ่อยครั้งก็จะมีแมวเข้ามาคลอเคลียที่พระบาท พระองค์ท่านจะมีรับสั่งทักทายเจ้าเหมียวเหล่านี้ ขณะที่บรรดาหมาจรจัดจะคอยกระดิกหางแล้ววิ่งตามอารักขาเป็นพรวนนี่คือสิ่งที่บรรดาสัตว์ทั้งหลายสามารถทำได้เพื่อตอบแทนพระเมตตาอันไม่มีประมาณของพระองค์ที่ประทานให้แก่พวกมันเสมอ สมเด็จฯทรงช่วยทุกชีวิตเท่าที่จะทรงช่วยได้

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า