หัวใจล้มเหลว

คุยสารพันสาระเพ
ช่างภาพ: 

หัวใจล้มเหลว เป็นอาการผิดปกติของการทำงานของหัวใจอย่างหนึ่ง ที่ยากจะอธิบายได้โดยคนที่ไม่ได้เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง พูดง่ายๆก็คืออธิบายไปเดี๋ยวก็ผิดเปล่าๆ และจะทำให้ผู้คนเข้าใจผิด จนร้อนถึงผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายทั้งที่เป็นแพทย์ และไม่ใช่แพทย์ลุกขึ้นมาแก้ไขข้อมูลกันยกใหญ่ แต่ที่แน่ๆ คืออาการหัวใจล้มเหลวไม่ได้เกี่ยวกับการอกหักรักคุดแต่อย่างใด แต่ก็เป็นอาการที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่มีสัญญาณใดๆบอกล่วงหน้า

มาจะเล่าให้ฟัง เหตุเกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2556 ที่ฉันเริ่มมีอาการหายใจติดขัด มีความรู้สึกว่า ลมหายใจที่สูดเข้าไปนั้นมันไม่เข้าไปภายในร่างกายลึกพอ ซึ่งมาทราบภายหลังด้วยภาษาที่แพทย์ใช้พูดกันก็คือ หายใจไม่อิ่ม เริ่มอาการสักระยะในเดือนมกราคมปีนั้น ฉันก็ได้แต่คิดว่าฉันคงหายใจด้วยวิธีผิดๆ มาตลอดมาหลายสิบปีที่ผ่านมา คือหายใจสั้นๆ น้อยๆ

เนื่องจากว่าผู้หญิงสวยเลิศเชิดหยิ่งอย่างฉัน จะเดินบนรองเท้าส้นสูง แขม่วท้อง ยืดตัว เชิดอกเชิดก้น ตลอดเวลา การหายใจเข้าจึงสั้นๆมาตลอด เพราะเกรงว่าไอ้พุงที่ป่องอยู่แล้ว มันจะเห็นป่องขึ้นไปอีก ก็คิดว่านี่คือสาเหตุ วันหนึ่งไปทานข้าวกับเพื่อนสาวใหญ่คนหนึ่งด้วยกัน ก็ยังบ่นกับเขาถึงเรื่องการที่รู้สึกว่าหายใจเข้าไปอย่างไรก็ไม่เต็มปอด และยังบอกเขาด้วยถึงข้อสงสัยที่เราคิดว่าเป็นสาเหตุ ก็เริ่มที่จะหัดหายใจให้ลึกขึ้นยาวขึ้น ก็ได้เฉพาะเวลาที่นึกขึ้นได้เท่านั้นแหละค่ะ

และแล้วมันก็เกิดอาการแปลกๆตามมาอีก เริ่มเหนื่อย ปกติฉันเป็นคนชอบเดิน ไปเดินห้างฯข้างบ้านซึ่งห่างไปประมาณ 200 เมตร เพื่อซื้อของและก็หอบของพะรุงพะรังกลับบ้านรวมๆแล้วเดินไปเดินมาก็ประมาณครึ่งกิโล สบายๆ เมื่อยนิดหน่อย แต่คราวนี้แปลกคือเดินสักพักก็เหนื่อย ต้องหยุดพักแป็บนึงก็หาย เราก็เดินต่อเหนื่อยอีก ก็หยุดพักอีก แต่ก็ยังไหวค่ะคิดว่าก็แค่เหนื่อยไม่แปลก เพราะหยุดพักก็หาย บางครั้งเดินในห้างก็รู้สึกเหนื่อยยังต้องบ่นกับพนักงานว่าเหนื่อยจัง แล้วก็เดินต่อ เข้าใจไหมคะว่าแค่เหนื่อย

อาการเหนื่อยนี่มันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คุณเชื่อไหมว่าขึ้นบ้านชั้นสองนี่มันเหนื่อย ถามว่าเหนื่อยแค่ไหนให้ฉันบรรยายตรงๆ กับความรู้สึกเลยก็คือ เหนื่อยชนิดเหมือนถูกดูดวิญญาณ คือมันหายไปเลย หายไปในอากาศ ฟังแล้วเหมือนเพลงเก่าๆ เพลงนึงของมิสเตอร์ทีมนะ "ใจหายไปเลย หายไปในอากาศ" ฟังแล้วคุณคงนึกไม่ออก มันไม่ใช่แค่เหนื่อยแบบใจจะขาด แต่มันมากกว่านั้น อะไรกันขึ้นบันไดแค่ 14 ขั้นนี่มันเหนื่อยจนต้องโถมตัวลงนอนคว่ำหน้ากับเตียง พักสักครู่แล้วค่อยลุกขึ้นมาใหม่ มันเหมือนถูกดูดวิญญาณจริงๆนะคุณ

ต่อไปสักระยะในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ อาการเริ่มแปลกขึ้นอีกคือเริ่มอาเจียน ซึ่งฉันนี่เป็นคนที่โอ้กอ้ากเสียงดังมาก เสียงอาเจียนของฉันจะดังมากจนทำให้คนในบ้านตกใจกันไปทั่วหน้า การอาเจียนนี่ก็หนักขึ้นๆ บ่อยขึ้นๆ โดยไม่มีอาการบอกล่วงหน้าคือ ไม่ใช่เพราะกินมาก ปวดท้อง หน้ามืด ใดๆทั้งสิ้น แค่นั่งๆอยู่เดินอยู่ ก็อยากอาเจียนขึ้นมาเฉยๆ แค่นั้นเอง

ฉะนั้นอาการที่อยู่ควบคู่กันเพราะการเริ่มอาการหัวใจล้มเหลวก็คือ เหนื่อยโดยไม่มีสาเหตุ และอาเจียนโดยไม่มีอาการบอกล่วงหน้าเช่นกัน แถมยังอ้วนน้ำหนักขึ้นทุกวันทั้งๆที่ไม่ได้กินอะไรมากมายกว่าปกติ อดอาหารน้ำหนักก็ไม่ลด หน้าท้องบวมเชียว

อาการที่เกิดต่อมาก็คือนอนไม่ได้ ไม่ใช่นอนไม่หลับนะคะ คือ นอนหงายไม่ได้ มันหนักมันหายใจไม่ได้ ต้องนอนตะแคง ก็ไม่สบายอีก ช่วงนั้นไปย้ายไปนอนห้องแม่ที่ชั้นล่าง เผื่อจะได้ไม่ต้องขึ้นชั้นบนบ่อยๆ กับอีกอย่างคือเพราะแอร์ห้องแม่เย็นดี จะได้ลดอาการเหนื่อยได้ ฉันก็นอนพลิกไปพลิกมาอยู่อย่างนั้น นอนหงายก็อึดอัด เอาหมอนซ้อนก็แล้ว ก็ไม่สบายอีก พลิกตัวไปมาก็ไม่สบายอีก แถมให้เกิดอาการใหม่ขึ้นมาอีกคืออาการหูจะแตก เพราะแม่เปิดทีวีดังมาก เรียกว่าได้ยินกันทั้งซอย เพราะเขาแก่แล้วหูตึง แล้วแม่ยังดูแต่ช่อง 3 ดูทั้งวันทั้งคืน

พอตีสอง นี่ฉันก็ต้องสะดุ้งตื่น เพราะเสียงพระมเหสีกับนางสนมเถียงกันในหนังซีรี่ส์ย้อนยุคของเกาหลี สรุปแล้วยังไงก็นอนไม่ได้ เอาสำลีอุดหูลดเสียงลงไปครึ่งนึงก็ยังหนวกหูอยู่ดี เกิดความเกรงว่าถ้าอยู่ต่อไปเช่นนั้นหูจะตึงก่อนวัยอันควร และจะมีคนหูตึงเดินอยู่ในบ้านสองคน แทนที่จะเป็นคนเดียว

ขณะที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ฉันก็ยังใช้ชีวิตปกติ สอนหนังสือ ทำธุระไป เหนื่อยไป อาเจียนไป ก็ยังไม่ตายนี่นะ ชีวิตดำเนินต่อมาอีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ วันหนึ่งระหว่างสอนหนังสือ เกิดอยากจะอาเจียนจึงขออนุญาตลูกศิษย์ไปอาเจียนหนึ่งยก กลับมาก็สอนต่อ น่านสปิริตสูงส่ง

วันรุ่งขึ้นฉันให้ลูกชายพาไปหาหมอ เพราะคิดว่าต้องเป็นอะไรสักอย่างแน่ เราก็ด้วยความมีประกันสังคมส่งเงินด้วยตัวเองมาเป็นเวลาหลายปี ขอใช้สิทธิหน่อย จึงไปโรงพยาบาลเอกชนที่รับประกันสังคมอยู่ไม่ห่างจากบ้านมากนัก เพราะเคยไปแล้วตอนผ่ามือเนื่องจากนิ้วล็อค คิดว่าใช้ได้หมอดี พยาบาลดี พนักงานเยอะ ที่สำคัญคือไม่เสียตังค์

หลังจากที่ลงทะเบียนเรียบร้อย ก็ไปนั่งรอหมอหน้าห้อง แผนกนี้สำหรับคนไข้ประกันสังคมโดยเฉพาะ ที่มีคนไข้ประมาณล้านเศษ มีหมอผู้ชายแก่ๆ หนึ่งคนรับมือคนไข้ล้านคน หมอผู้หญิงอีกคนที่มีชื่อว่าอยู่เวร ณ เวลานั้น ก็ไม่ทราบว่าหล่อนหายไปไหน ฉันก็นั่งรอหน้าห้องหมอเป๊ะ นั่งจ้องหน้าหมอไปด้วย เผื่อจะได้เห็นเราบ้างเวลาเงยหน้าขึ้นมา และรู้ว่าฉันใกล้ตาย

ตอนนั้นนั่งเอียงศีรษะซบไหล่ลูกชายแล้ว พนักงานเดินผ่านมามากมายก็ไม่สนใจอาการฉันว่าฉุกเฉินหรือไม่ นั่งรอตายนะไม่ได้รอรักษาอยู่สองชั่วโมง จนลูกชายทนไม่ไหวลุกขึ้นโวยวายว่า "แม่ผมจะตาย ทำไมให้รออยู่ได้ ทำไมหมอไม่ดูแล" หมอแก่ถึงได้เหลือบมองออกมานอกห้อง เห็นฉันและนั่นแหละถึงเรียกฉันเข้าไปเป็นคิวต่อไป อ้อ ใช้ประกันสังคมคุณต้องออกประกาศหน่อยนะ ว่าคุณจะตายแล้วๆ คนไข้คนอื่นเขาก็น่ารัก นั่งรอมานานด้วยกันเขาก็ไม่ว่าอะไรที่ฉันได้ลัดคิว หลังจากที่นั่งเสียเวลามาสองชั่วโมงกว่า คงเห็นว่ายัยนี้มันใกล้ตายจริงๆ กับคิดว่าถ้าไม่มีการทำอะไรละก็ ฉันคงตายอยู่ตรงนั้นให้โลกประจักษ์ หรือไม่ก็ลูกชายฉันคงลุกขึ้นมาฆ่าใครสักคน

ตามกระบวนการตรวจ หมอถามถึงอาการ ฉันก็เริ่มเล่าตั้งแต่การหายใจ ติดขัด หัวใจเต้นผิดปกติบางครั้ง นอนไม่ได้เลย หมอก็ถามต่อว่านอนไม่หลับหรือ ฉันก็ค่ะ จริงๆแล้วฉันหลับง่ายมาก แสงจ้าอย่างไร หนวกหูอย่างไร ฉันก็หลับได้ ขึ้นชื่อเลยเรื่องความหลับง่ายของฉัน ถึงขนาดเพื่อนคนหนึ่งเคยพูดว่า เกิดมานี่ฉันคงไม่รู้จักเลยมั้งว่านอนไม่หลับนี่เป็นยังไง ซึ่งก็จริงฉันหลับได้ทุกที คนนั่งคุยอยู่รอบตัวฉันอยากหลับฉันก็หลับมันตรงนั้นแหละไม่เกรงใจอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นพอหมอถามว่านอนไม่หลับหรือฉันก็ตอบว่าใช่ และยังเหนื่อยมาก แม้กระทั่งการขึ้นบ้านแค่ชั้นสอง

หมอก็ให้ฉันไปตรวจการเต้นของหัวใจ รอผลซึ่งได้ทันทีและกลับมาที่ห้องตรวจใหม่ อ่ะ ฟังดูก็ไม่เลวไม่ใช่แค่สั่งยาและปล่อยกลับบ้าน ใช้เวลากระบวนการนี้ไม่นาน ฉันก็กลับมาห้องหมอใหม่ หมอยืนยันว่าการเต้นของหัวใจฉันปกติดี เพราะฉะนั้นไม่น่าจะเป็นโรคหัวใจ

หมอซักถามต่อถึงอาการเครียดที่อาจเป็นสาเหตุของการป่วยครั้งนี้ ถามว่าเครียดไหม ก็ตอบยากนะสำหรับฉัน เพราะไม่เคยนั่งกุมขมับกลุ้มใจกับอะไร หรือว่ามันเป็นความเครียดลึกๆ เพราะลูกชายหางานมาเกือบปียังไม่ได้งานเลย ลุ้นกันทุกงานที่มีการเรียกไปสัมภาษณ์ราวกับจะไปทำงานเอง ยังต้องมาเพิ่มภาระเลี้ยงลูกชาย ส่งรถ และอื่นๆ นอกเหนือจากภาระที่แบกอยู่ เอ๊ะ หรือเราเครียด หมอก็เริ่มจูงใจว่าเป็นเพราะเราเครียด เพราะหัวใจปกติแล้วนี่ คงไม่เกี่ยวกับโรคอื่นหรอก คงไม่ใช่ท้องผูก ไส้ติ่ง หรือตับไต แน่นอน งั้นเรื่องเครียดนี่แหละคงใกล้เคียง หมอถามว่าฉันอยากนอนให้น้ำเกลือสักคืน และพักผ่อนไหม ฉันก็อ้ำอึ้งก็ไม่แน่ใจ แต่วูบนึงก็คิดเหมือนกันว่าน่าจะดี เพราะเหนื่อยมากอยากพัก น้ำเกลือจะช่วยให้สดชื่น

หมอถามถึงอาการเหนื่อยว่าเหนื่อยแบบไหน ฉันก็บรรยายตรงๆ ตามความรู้สึกคือ "แค่เดินขึ้นบ้านชั้นสองนี่ ก็เหนื่อยมากเหมือนถูกดูดวิญญาณ" น่าน เข้าทาง หมอฟันธงทันทีทันใด "ผมว่าคุณเครียด ไปปรึกษาจิตแพทย์เสียหน่อยดีกว่า" โบ้ยเลย จะได้ประหยัดค่าน้ำเกลือ ค่าห้อง และค่าบริการอื่นๆ ให้โรงพยาบาลที่รับประกันสังคม แต่มองคนไข้ประกันสังคมเป็นคนไข้ชั้นสองไง ฉันก็เฮ้ย มันจะอะไรกันขนาดนั้น เหนื่อย อ้วกแตก นี่เข้าขั้นโรคจิตแล้วหรือ

แต่ก็ยังคิดว่าไม่เป็นไรละมั้ง หมออาจจะคุยอะไรๆให้เราสบายใจ เราอาจเครียดแบบไม่รู้ตัวก็ได้ ก็ย้ายไปขอบัตรคิวห้องจิตแพทย์ใหม่ ไปนั่งเหนื่อยหน้าห้องนี้ต่อ ยังโชคดีมีคนไข้น่ารักคนนึงเห็นอาการเราแล้ว คงคิดว่าฉันหนักแน่ ถ้าไม่ได้เจอหมออีนี่อาจฆ่าตัวตายได้ เพราะอาการเดินแทบไม่ไหวขนาดนั้น ชีวิตคงร้าวรานน่าดู เขาเลยใจดีให้ฉันลัดคิว เข้าไปนั่งระทวยต่อหน้าหมอ ตอนนั้น 3 ชั่วโมงผ่านไป ฉันเหนื่อยเต็มแก่ อยากอ้วกใส่หน้าคนทุกคนเต็มแก่ นี่ยังไม่ได้พักได้นอน หรือได้รักษาเสียที ยังต้องมานั่งรอบนเก้าอี้แข็งๆ เสียงจ๊อกแจ๊ก คนเดินผ่านไปมาตลอดเวลา

ลูกชายก็หิ้วปีกเข้าห้องจิตแพทย์ หมอก็ยิงคำถามเข้าเรื่องกลุ้มใจของเรา ฉันซึ่งก่อนหน้านั้นไม่รู้ว่าตัวเองกลุ้มหรือเปล่า ตอนนี้เริ่มแน่ใจว่ากลุ้ม กลุ้มใจกับระบบ ระเบียบเยิ่นเย้อ เสียเวลา อยากรู้ว่าตัวเองเป็นอะไร และอยากพักเต็มแก่ เหนื่อยเหลือทน หมอถามเรื่องปัญหาชีวิต ฉันก็พูดเดิมๆก็มันมีแค่นั้น ชีวิตไม่มีปัญหาอื่น ไม่ได้มีผัวให้กลุ้มใจ ไม่ได้มีหนี้แล้วใครตามฆ่า เฮ้อ เอาวะมันอยากให้เครียดก็เครียดไป ก็เริ่มร้องไห้ หมอก็พูดนั่นนี่ ความจริงเขาก็พูดดีตามอาชีพ พูดถึงยาแก้เครียด และยานอนหลับที่จะให้กิน ว่าเป็นยาดีนะ แล้วก็บอกให้กลับไปพักผ่อนที่บ้าน เฮ้อ สี่ชั่วโมงผ่านไปได้กลับบ้านเสียที

กลับถึงบ้านก็นั่งคุยกับลูกสาว ฟังเสียงบ่นของลูกๆ ว่าทำไมไม่ไปโรงพยาบาล...(โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง) ที่บ้านเราก็ไปกันประจำ โรงพยาบาลซึ่งได้ตังค์จากบ้านเราเป็นล้านแล้ว ฉันก็ได้แต่บอกว่าไม่เป็นไรหรอกมีประกันสังคมก็ใช้สิทธิ ไม่ต้องเสียตังค์แต่ก็ข้องใจเรื่องหาจิตแพทย์นี่แหละ ฉันกินยาที่หมอให้แล้วก็หลับ

คุณขาเชื่อไหมฉันหลับบนที่นอนลูกสาวข้ามวันข้ามคืนไปตื่นเอาบ่ายอีกวัน ถามลูกว่าฉันมานอนตรงนี้ได้อย่างไรเพราะเมื่อวานนอนอยู่บนพื้นเพราะกะนอนเล่น ลูกชายตอบว่าก็ปลุกแม่และแม่ก็เดินมานอนบนที่นอนนี่แหละ แม่เจ้า ยาบ้าอะไรกันนี่ หลับอย่างไร้สติได้ถึงขนาดนี้

ทำให้นึกถึงละครที่นางร้ายวางยาพระเอก แล้วจับพระเอกแก้ ผ้าตัวเองก็ขึ้นมานอนข้างๆ ทำทีว่ามีอะไรกับพระเอก แล้วก็ถ่ายรูปแบล็กเมลกันทีหลังไง พระเอกก็โง่ หลงเชื่อ และยอมรับต่อหลักฐานคือรูปถ่าย เฮ้อ ทำไมพระเอกละครไทยมันโง่ขนาดนี้ กว่าจะรู้ความจริงก็วันที่ต้องแต่งงานกับนางร้าย แต่ความชั่วของนางร้ายก็ถูกเปิดเผยในวันแต่งงานนั้นเอง นอกเรื่องค่ะแต่ต้องการจะบอกว่ายานี้แรงมาก นางร้ายในละครก็คงใช้ยาที่หมอในโรงพยาบาลนี้สั่งนั่นแหละ พระเอกถึงได้หลับไร้สติได้ขนาดนั้น

ลูกๆถึงกับจัดการโยนยาทิ้งไปเลย จากนั้นฉันก็ปฏิบัติตามหมอสั่งว่า ทำใจให้สบายๆอย่าคิดมาก จะได้ไม่ต้องกินยาเพราะโรคเครียด การคิดมากจะทำให้อาการกำเริบและอาจพัฒนาเป็นโรคจิตได้ สมองกลวงๆ ที่ไม่ค่อยคิดอะไร ก็ยิ่งไม่คิดเข้าไปใหญ่ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไป

หลังจากนั้นอีก 2 วัน วันที่ 19 กุมภาพันธ์ ฉันนอนดูทีวีอยู่ที่บ้าน ก็เกิดอาการอยากอาเจียน และก็ได้อาเจียนอย่างรุนแรงสมใจเสียงดังกึกก้องไปห้าโลก และเหนื่อยมากจนเดินแทบไม่ไหว เหตุเกิดตอนเย็นประมาณห้าโมง ลูกๆอยู่พร้อมหน้า เลยตัดสินใจพาฉันไปโรงพยาบาล ซึ่งแน่นอนไม่ใช่โรงพยาบาลเดิม ตอนนั้นเริ่มคิดแล้วว่าคงโดนค่ารักษาแพงแน่ และเริ่มสังหรณ์ใจว่าป่วยครั้งนี้ไม่ธรรมดา

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า