19 รัตนสังฆราชา พระบิดาแห่งสังฆมณฑลไทย

เรื่องพิเศษสดุดี 100 พระชันษาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
ช่างภาพ: 

ตอนที่ 20 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสนมหาเถร)

รัตนสังฆราชาพระองค์ที่ 18 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชวาสน์ วาสนมหาเถร ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 18แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงเป็นผู้มีวาสนาดีสมชื่อ ตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ทรงตระหนักอยู่เสมอว่าทรงเป็นเพียงภิกษุจากบ้านนอกจึงทรงเจียมพระองค์และทรงวิริอุตสาหะอย่างยิ่ง ทรงมุมานะทั้งด้านการเล่าเรียนตลอดจนหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมายทรงทำได้เป็นอย่างดีไม่มีขาดตกบกพร่อง อีกทั้งทรงอ่อนน้อมถ่อมพระองค์อยู่เสมอ ทรงได้รับความไว้วางพระทัยจากเสด็จฯพระอุปัชฌาย์ คือสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ให้เป็นผู้รับปลงสมณบริขาร

สมเด็จพระสังฆราชวาสน์ วาสนมหาเถร ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชอีกพระองค์หนึ่งที่ทรงมีพระปรีชาสามารถทางด้านการประพันธ์ ทรงส่งผลงานเข้าประกวดและทรงคว้ารางวัลที่ 1 โดยผลงานของพระองค์ได้รับคำตรัสชื่นชมเป็นอย่างมากจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นผู้ที่มีพระเมตตาจิตแผ่ไพศาล โปรดฯให้สร้างอาคารสิ่งก่อสร้างต่างๆ เกื้อกูลอนุเคราะห์แก่มหาชน ตลอดจนทรงริเริ่มจัดตั้งทุนมูลนิธิเพื่อการสาธารณประโยชน์ขึ้นไว้อันมาก

เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชวาสน์ ทรงถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวชาวนา โดยทรงเป็นบุตรชายคนโตในจำนวนบุตร 3 คน ของพระชนกบาง และพระชนนีผาด นิลประภา ประสูติเมื่อวันพุธ ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 4 ปีระกา ตรงกับวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2440 เวลา19.33 น. ที่บ้านตำบลบ่อโพง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และมีพระนามเดิมว่ามัทรี มาในภายหลังจึงได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นวาสน์

เมื่อถึงวัยเล่าเรียน ทรงเริ่มต้นเล่าเรียนหนังสือไทยที่วัดใกล้บ้านคือวัดโพธิ์ทอง ครั้นพออ่านออกเขียนได้แล้ว พระชนกจึงนำมาฝากให้เป็นศิษย์พระมหารอด วราสโย ซึ่งต่อมาภายหลังท่านได้เป็นพระราชาคณะสามัญที่ พระญาณดิลก วัดเสนาสนาราม ในอำเภอเมือง พระนครศรีอยุธยา

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่เมืองกรุงเก่า จนทรงสำเร็จชั้นมัธยมปีที่ 2 แล้วก็ทรงจำจากถิ่นกำเนิดเดินทางด้วยรถไฟมาสู่เมืองบางกอก โดยมีพระญาตินำมาฝากตัวเป็นศิษย์พระมหาทวี ธรรมธัช เปรียญธรรม 9 ประโยค ที่ภายหลังได้เลื่อนสมณศักดิ์ที่พระอมรโมลี วัดราชบพิธฯ และมีศักดิ์เป็นพระญาติกันอีกด้วย โดยพระมหาทวี ได้ปรารภกับพระญาติผู้ใหญ่ของพระองค์ว่าให้เลือกเฟ้นพิจารณาดูนิสัยใจคอของลูกหลานย่านบ้านบ่อโพงว่าเด็กคนไหนที่มีนิสัยดี เฉลียวฉลาดพอควร ก็ให้นำมาอยู่ด้วยจะได้เป็นเชื้อสายอยู่ในวัดราชบพิธฯนี้สืบไป

ฝ่ายพระชนก พระชนนีก็ยินดีที่จะส่งตัวลูกชายมาอยู่กับภิกษุผู้เป็นญาติผู้ใหญ่ที่วัดในกรุงเทพฯ ด้วยตั้งใจอยู่แล้วว่ามีลูกชายคนเดียว อยากส่งเสียให้ถึงที่สุด ไม่ต้องการให้ลูกเป็นชาวนาเหมือนพ่อแม่ เจ้าพระคุณสมเด็จฯได้ทรงเขียนบันทึกเล่าถึงความหลังครั้งยังเป็นเด็กชายจากชนบทที่เดินทางเข้ามายังเมืองหลวงว่า "ญาติพาออกจากสถานีมาขึ้นรถไอ (คำว่ารถไอ หมายถึงรถราง) ยิ่งตื่นตาตื่นใจยิ่งนักที่ได้โดยสาร จนรถวิ่งมาถึงสี่กั๊กเสาชิงช้า กำลังรอหลีก จึงลงเดินมาวัดราชบพิธฯ ด้วยความระมัดระวังตัวแจ เพราะเคยได้ฟังมาว่าคนบ้านนอกเข้ากรุงมักเหม่อมองชมผู้คนบ้านเรือน จนกระทั่งเหยียบอ่างกะปิที่เจ้าของนำมาตากที่หน้าร้านริมทางเดินโดยไม่รู้ตัว

เมื่อได้พบพระผู้เป็นญาติแล้วตกลงจะให้บวชเป็นสามเณร ตอนนี้รู้สึกผิดหวังเพราะนึกว่าต้องมาเรียนหนังสือไทยต่อแต่เมื่อผู้ใหญ่เห็นดีงามเช่นนั้นก็จำอนุโลมตาม การที่ได้รับเลือกเฟ้นพิจารณาถึงนิสัยใจคอความประพฤติว่าเป็นผู้มีแววพอสมควรให้จากบ้านมาอยู่วัดราชบพิธฯครั้งนี้ได้ จึงถือเป็นรางวัลในชีวิตครั้งที่ 1"

หลังทรงจากบ้านเกิดมาอยู่เป็นศิษย์วัดได้ราวสองเดือนเศษ ระหว่างนี้ก็เตรียมตัวท่องบ่นคำกล่าวขอบรรพชาให้พร้อม เมื่อถึงเวลาอันสมควรผู้ปกครองก็นำตัวเข้าเฝ้าเจ้าอาวาสเป็นครั้งแรก แต่เนื่องจากเพิ่งจากบ้านเกิดมาได้ไม่นาน ทรงยังไม่ได้รับการฝึกหัดขัดเกลามารยาทในการเข้าเฝ้าเจ้านายมาก่อน จึงทรงถูกติเตียนเอาได้ดังที่ทรงเขียนบรรยายเล่าเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า "มีเรื่องขำที่ควรจำ เรื่องของเด็กบ้านนอกอยู่ตอนหนึ่งคือเป็นระเบียบของวัด ใครจะบรรพชาอุปสมบทผู้ปกครองจะต้องขึ้นเฝ้าถวายตัวต่อเจ้าอาวาส (กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์)

ถึงฤกษ์งามยามดี ผู้ปกครองนำขึ้นเฝ้าในตำหนักที่ประทับพร้อมด้วยดอกไม้ธูปเทียนแพ มีตะลุ่มรองตามระเบียบเฝ้าเจ้านาย ฆราวาสจะต้องใช้กิริยาหมอบ แต่เราไม่ได้รับการแนะนำฝึกหัดไว้ก่อน เมื่อถวายดอกไม้ธูปเทียนแล้ว คงถอยออกมานั่งพับเพียบตัวตรงอยู่ แม้ผู้ปกครองจะถลึงตาเป็นเชิงให้หมอบก็หารู้ความประสงค์ไม่จนถึงเวลาทูลลากลับ ถูกผู้ปกครองดุตอนกลับจากตำหนักเอาว่า "อ้ายเซ่อ ไม่รู้จักระเบียบ"

เมื่อเวลาผ่านมาหลังทรงย้ายมาอยู่ที่วัดได้ราว4-5เดือน ก็ทรงบรรพชาเป็นสามเณร โดยมี สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ พระวินัยมุนี (แปลก) วัดราชบพิธฯ เป็นพระศีลาจารย์ เมื่อทรงบรรพชาแล้วจึงได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อว่าสามเณรวาสน์ เวลานั้นทรงมีพระชนม์ราว 15 พรรษา และยังได้ทรงเขียนบันทึกเล่าย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งบรรพชาไว้ด้วยว่า "ถึงคราวบรรพชา ได้บรรพชาเป็นหางนาคของสามเณรโชติ เปรียญ 3 ประโยค ซึ่งเป็นญาติของผู้ปกครอง มีข้าหลวงเจ้านายในวัง (หม่อมราชวงศ์แป้น มาลากุล) เป็นผู้อุปการะจัดเครื่องอัฐบริขาร ส่วนเรา หม่อมเจ้าหญิงไขศรี ปราโมช ผู้อุปการะท่านผู้ปกครองรับจัดบริขารให้ (จำได้ว่า มีพรมขนาดปูหน้าเตียง 1 ที่นอน 1 หมอน มุ้งประทาน 1 ที่นอน 1 )

เมื่อบรรพชาแล้ว ไม่มีใครเป็นพี่เลี้ยงแนะนำในการปฏิบัติหน้าที่ของสามเณร ถึงเวลาเกือบจะออกพรรษา (2455) มหาดเล็กได้มาเตือนว่าไม่เห็นขึ้นไปขอศีลขอทัณฑกรรมเหมือนสามเณรอื่นเลย จึงเริ่มรู้สึกว่าจะต้องศึกษาระเบียบหน้าที่ของวัดอีกมาก"

สามเณรวาสน์ ทรงมุมานะเล่าเรียนด้วยความขยันขันแข็ง แม้เป็นเด็กจากต่างถิ่น แต่ก็ทรงมุ่งมั่นตั้งพระทัยศึกษาเล่าเรียนจนกระทั่งทรงสอบได้เป็นที่ 1 โดยในสมัยนั้นทางการคณะสงฆ์ได้จัดให้สามเณรศึกษาความรู้มีการสอบไล่ความรู้ในวิชาเรียงความ ธรรมวิภาค เมื่อสอบได้ก็เรียกกันว่า "สามเณรรู้ธรรม" และได้รับยกเว้นการเกณฑ์ทหาร ในคราวนั้นจึงได้รับรางวัลเป็นขวัญกำลังใจจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ โดยเป็นนาฬิกาพกพา1เรือน ดังในข้อความที่ทรงบันทึกไว้ว่า

"การเรียนธรรมวินัยสมัยนั้นก็เรียนสามเณรสิกขา ธรรมวิภาค เที่ยวขอเรียนตามกุฏิของท่านผู้มีกะใจสอนด้วยตัวเอง เพื่อเข้าสอบพร้อมกับนวกะ ตอนใกล้ออกพรรษา เพราะเรายังเป็นเด็กบ้านนอก ยังไม่สิ้นกลิ่นโคลนสาบควาย จึงพยายามท่องจำแบบอย่างเป็นหลัก ให้มากกว่าการเข้าใจสันนิษฐานปัญหาที่ออกสอบมีถึง21ข้อ ถามแบบเป็นส่วนมาก เมื่อเช่นนี้สามเณรบ้านนอกจึงตอบได้คะแนนเป็นที่ 1 ชนะพวกนวกะ (พระภิกษุที่บวชใหม่) เพราะท่านไม่ได้ท่องจำแบบถึงคราวประทานประกาศนียบัตร มีประทานรางวัลแก่ผู้สอบได้ที่ 1 ด้วย จึงมีโอกาสดีรับรางวัล เป็นนาฬิกาพก 1 เรือน หน้าบานอยู่หลายวัน"

พออายุครบบวช ใน พ.ศ.2461 ก็ทรงเข้าสู่พิธีอุปสมบทที่วัดราชบพิธฯ โดยมี สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ทรงเป็นพระอุปัชฌายาจารย์ มี ท่านเจ้าคุณพระวินัยมุนี (แปลก) วัดราชบพิธฯ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่านเจ้าคุณพระญาณดิลก (รอด) วัดเสนาสนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระอนุศาสนาจารย์ โดยทรงได้รับฉายาว่าวาสโน ที่แปลความหมายได้ว่าเป็นผู้มีวาสนา

เมื่อทรงอุปสมบทแล้วก็ทรงมุ่งหน้าศึกษาเล่าเรียนเป็นการใหญ่ จนทรงสามารถสอบได้เป็นมหาเปรียญ 4 ประโยค จึงได้ทรงหยุดเรื่องการศึกษาเล่าเรียนไว้แต่เพียงเท่านั้น

ด้วยพระอุปนิสัยที่ทรงนอบน้อมถ่อมตน อดทน และทรงขยันหมั่นเพียร จึงทรงเป็นที่โปรดปรานและไว้วางพระทัยยิ่งนักขององค์พระอุปัชฌาย์ โปรดให้รับใช้ใกล้ชิด ด้วยเมื่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ทรงมอบหมายงานใดๆ พระภิกษุฉายานามวาสโนผู้นี้ ก็จัดการงานได้อย่างเรียบร้อย อีกทั้งรวดเร็วว่องไว ไม่ทรงปล่อยงานให้คั่งค้างหรือทอดธุระแต่อย่างใด ทรงบันทึกเล่าถึงช่วงที่ได้เข้ามาถวายงานอย่างใกล้ชิดว่า

"ส่วนการรับสนองงานถวายสมเด็จพระอุปัชฌาย์นั้นได้เริ่มตามโอกาส เช่น การพิมพ์หนังสือ คือในตอนแรกๆ ได้ช่วยพระครูวิจารณ์ธุรกิจ (หม่อมราชวงศ์เฉลิม ลดาวัลย์ ) ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติสนองเป็นประจำอยู่แล้ว ฝ่ายเราเพียงแต่มาสนทนาปราศรัยกับท่าน เห็นงานพิมพ์ยังค้างพอมีความรู้การพิมพ์ได้บ้าง จึงช่วยพิมพ์แทนอยู่บ่อยๆ ข่าวนี้คงทราบถึงเจ้าพระคุณ ต่อมาทรงได้รับถวายกัณฑ์เทศน์เป็นเครื่องพิมพ์ดีดแบบใหม่ รับสั่งให้มอบไว้ที่เรา วันหนึ่งเมื่อมีงานพิมพ์จึงรับสั่งหา เมื่อขึ้นเฝ้าทรงมอบเรื่องให้พิมพ์โดยรับสั่งว่า ไม่ต้องรีบนักก็ได้ เมื่อทูลลากลับมาแล้วเกิดวางใจ เพราะรับสั่งไม่ต้องรีบจึงปล่อยงานพิมพ์ให้ว่างอยู่ 2 วัน พอถึงวันที่ 3 ก็มีพระมหาดเล็กมาถามว่า เรื่องที่สมเด็จให้พิมพ์เสร็จหรือยัง ทำให้ตกใจ ที่ประมาทตามรับสั่งหารู้ไม่ว่า มีพระประสงค์รวดเร็วเช่นนี้ จึงรีบพิมพ์เสร็จเรียบร้อยนำขึ้นถวายได้ในวันนั้น จากนี้ก็ถือเรื่องนี้เป็นครู ประทานงานตอนเช้าต้องให้เสร็จถวายได้ตอนกลางวัน ถ้าตอนกลางวันต้องให้เสร็จตอนเย็น ไม่ยอมให้คั่งค้างล่าช้าต่อไป นับว่าได้งานทันพระทัยเสมอ"

เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชวาสน์ ทรงขยันขันแข็ง อดทน เอาใจใส่การงานเป็นอย่างดี และทรงบริหารจัดการงานได้อย่างคล่องแคล่ว ดังนั้น เพียงไม่นานหลังจากทรงอุปสมบทได้ราว5ปี ใน พ.ศ.2464 จึงทรงได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูฐานานุกรม ดำรงสมณศักดิ์ที่ พระครูโฆสิตสุทธสร เวลาผ่านไปไม่ถึงปี เมื่อถึงปี 2466 ก็ทรงเลื่อนขึ้นเป็น พระครูธรรมธร แล้วยังไม่ทันพ้นปีก็ทรงได้เลื่อนสมณศักดิ์อีกครั้ง โดยหนนี้ทรงได้รับเลื่อนให้เป็น พระครูวิจิตรธรรมคุณ

แม้ว่าทรงมีโอกาสถวายงานจนเป็นที่พอพระทัยและทรงเป็นศิษย์ก้นกุฏิที่อยู่รับใช้ใกล้ชิด หากแต่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ก็ทรงเจียมพระองค์และทรงถ่อมพระองค์อยู่เสมอ ด้วยทรงตระหนักพระองค์ว่าเป็นภิกษุที่มีพื้นเพมาจากบ้านนอกเพียงรูปหนึ่ง อย่างไรก็ตามด้วยคุณงามความดีที่ทรงหมั่นเพียรทำหน้าที่ด้วยดี ตลอดจนถวายการรับใช้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องและเสมอต้นเสมอปลาย แต่แล้วจู่ๆวันหนึ่ง หลังผ่านพ้นงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมปุ่น ชมพูนุท หม่อมมารดาในเสด็จฯพระอุปัชฌาย์มาไม่นาน โดยพระองค์ได้ทรงขวนขวายช่วยจัดการงานศพหม่อมปุ่นให้ลุล่วงอย่างเรียบร้อยโดยตลอด และอย่างเต็มกำลัง หลังจากนั้นราว 4-5 วัน ก็ทรงได้รับพระเมตตาใหญ่หลวงจาก สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ที่ทรงประทานให้ในสิ่งที่ใครๆก็คาดไม่ถึงแม้ตัวพระองค์เองก็ไม่คาดคิดมาก่อน ดังที่ทรงบันทึกเล่าไว้ว่า

"...ถึงเวลา 16.00 น.เศษ สามเณรที่อยู่เวรมาแจ้งว่า รับสั่งหา จึงเตรียมตัวขึ้นเฝ้า กำลังประทับพระเก้าอี้ที่พระเฉลียงหน้าตำหนักอรุณ ริมด้านตะวันออกอย่างเคยเพียงพระองค์เดียว เมื่อถวายบังคมนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้รับสั่งถามว่าคิดจะสึกหรือยัง? นึกในใจในขณะนั้นว่าต้องทูลแบบศรีธนญชัยว่า "เวลานี้ (คือขณะที่เฝ้าอยู่) ยังไม่ได้คิด (ตามความเป็นจริง) จึงรับสั่งให้ตามเสด็จเข้าภายในตำหนักที่ประทับ (พระที่นั่งสีตลาภิรมย์) ทรงมอบซองหนังสือ 1 ซอง รับสั่งให้อ่านดูใจความที่ทรงเป็นลายพระหัตถ์ด้วยดินสอดำ แสดงถึงครุภัณฑ์สิ่งไรเป็นของสงฆ์ สิ่งไรเป็นของส่วนพระองค์ ได้ประทานบริขารส่วนพระองค์ ได้เราทั้งหมดพร้อมจตุปัจจัยบางส่วน เมื่ออ่านจบแล้วรับสั่งถามว่า เป็นการปลงบริขารไหม? ทูลตอบว่าเป็นการปลงบริขารตามหลักพระวินัย แล้วได้รับสั่งอีกว่า ให้นำไปรักษาไว้ถึงคราวเจ็บหนักต่อไป ถ้ามีเวลาก็ให้นำมาอ่านทบทวนอีกครั้ง ถ้าไม่มีเวลาก็ให้ถือปฏิบัติตามลายพระหัตถ์นี้ และอย่าเปิดเผยให้แพร่งพราย จะทำให้ร่ำลือไปต่างๆ ขณะนั้นรู้สึกน้ำตาซึมเบ้าตา ด้วยนึกว่าจะสิ้นพระชนม์เสียเร็วกระมัง จึงถือว่าเป็นรางวัลชีวิตอย่างสูงสุดที่ลูกชาวบ้านจะพึงได้รับ"

มาถึงปี 2477 พระองค์ก็ทรงได้รับเลื่อนสมณศักดิ์อีกครั้ง เป็นพระราชาคณะสามัญปลัดซ้ายของ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ที่พระจุลคณิศร

สำหรับหนังสือมอบสมณบริขาร หลังจากที่เสด็จในกรมฯ หรือสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ทรงมอบหมายประทานให้ เจ้าพระคุณสมเด็จพระฯ ก็ทรงปฏิบัติตามรับสั่งเป็นอย่างดี คือทรงเก็บงำเอกสารไว้และไม่ได้ทรงแพร่งพรายเรื่องที่ทรงปลงพระบริขาร นับจากปี 2472 จนกระทั่งถึงปี 2480 ตอนเช้ามืดวันหนึ่งราวตีห้าครึ่งพระมหาดเล็กได้มาแจ้งว่า เสด็จรับสั่งหา "ครั้นรับสั่งหาในเวลาวิกาลเช่นนั้น จึงตกใจมาก ไม่ทันล้างหน้ารีบขึ้นเฝ้า เห็นบรรทมตะแคงเบื้องซ้ายหลับพระเนตร จึงแสดงอาการกราบให้หนัก เพื่อให้รู้สึกพระองค์ เมื่อลืมพระเนตรพบแล้วรับสั่งว่า นำหนังสือมาด้วยหรือเปล่า? (หมายถึงหนังสือเรื่องปลงบริขาร) จึงรีบทูลว่ายังไม่ได้นำมา แล้วทูลลารีบมานำหนังสือ ในระหว่างทางได้แจ้งแก่พระเณรที่ตื่นแล้วว่าให้รีบแจ้งแก่พระเณรในวัดให้ทราบว่าเสด็จประชวรหนักให้รีบมาเฝ้า เมื่อนำหนังสือปลงพระบริขารนั้นมาทูลให้ทรงทราบแล้ว รับสั่งให้แก้จำนวนเงินที่ประทานแก่มหาดเล็กบางคนเสียใหม่ ต่อหน้าพระภิกษุสามเณรที่กำลังรุมเฝ้าอยู่มากรูป"

และต่อจากนั้นอีกไม่นานนักก็ได้สิ้นพระชนม์ลง สำหรับหนังสือลายพระหัตถ์ที่ทรงเขียนไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2472 ส่วนหนึ่งมีใจความว่า "สมณบริขารของข้าพเจ้า ฯลฯ...ของนอกจากระบุมาแล้ว เปนของข้าพเจ้าทั้งนั้น ข้าพเจ้ายกมอบสมณบริขารของข้าพเจ้าทั้งหมด และที่ยังจะได้อีกต่อไปให้แก่พระครูวิจิตรธรรมคุณ (วาสโน วาสน์) ตั้งแต่บัดนี้ แต่เพราะข้าพเจ้ายังมีชีวิต มีใครรู้ก็จะเหนไปต่างๆนานา เพราะฉะนั้นสมณบริขารอันมีอยู่บัดนี้ก็ดี และที่ยังจะได้มาต่อไปก็ดี ถ้าข้าพเจ้าจะต้องการใช้เช่นให้ใคร ข้าพเจ้าจะแจ้งขอต่อพระครูวิจิตรฯ แต่การทำดังนี้ใครรู้ก็โกลาหล เพราะฉะนั้น พระครูวิจิตรฯ ควรอนุญาตแก่ข้าพเจ้าเสียแต่บัดนี้ หรือข้าพเจ้าจะขอถือเอาโดยวิสาสะก็ได้...

...หนังสือนี้พระครูวิจิตรฯ รับไว้แล้ว ควรปิดไว้อย่าให้ใครรู้จนเอิกเกริก เมื่อถึงเวลาอาพาธหนักเห็นจะไม่หาย แต่ยังมีสติพอจะสอบถามคำสั่งนี้ให้แน่นอนมั่นคงอีก จงอ่านให้ฟังพร้อมด้วยสงฆ์ 4 หรือ 5 รูป แล้วทวนถามว่าจะให้เป็นไปตามหนังสือนี้ หรือถ้าไฉนควรอ่านซ้อมความแน่นอน เพียงที่กาไว้ทั้งต้นทั้งท้ายเท่านั้นก็พอฯ ถ้าเปนเวลาเจ็บแลดับจิตต์ไปโดยมิได้มีใครรู้ก็จำเปนต้องอ่านให้รู้กันต่อแต่นั้นฯ"

ภายหลังจาก สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ได้สิ้นพระชนม์ เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชวาสน์ ที่เวลานั้นดำรงสมณศักดิ์ที่พระจุลคณิสรได้เป็นกำลังหลักดูแลการปฏิบัติพระศพจนเป็นประดิษฐานพระโกศทองน้อยภายในตำหนักที่ประทับเป็นที่เรียบร้อย จากนั้นพระศาสนโสภณ (ภาณก) รักษาการเจ้าอาวาสในเวลานั้น จึงได้ชี้แจงว่า การปฏิบัติพระศพทุกอย่างเป็นหน้าที่ของผู้รับปลงพระบริขาร เจ้าพระคุณสมเด็จฯ จึงได้ร่วมกับภิกษุสามเณรที่อยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกันจัดแบ่งหน้าที่กันคนละแผนก ทุ่มเทแรงกายแรงใจร่วมกันดูแลการปฏิบัติพระศพให้ดีที่สุด แล้วก็เรียนรายงานให้ภิกษุชั้นผู้ใหญ่รับทราบและเรียนเชิญมาร่วมทุกครั้งเกี่ยวกับการบำเพ็ญกุศล ผ่านไปราวปีเศษจนกระทั่งเข้าสู่พระราชพิธีพระราชทานเพลิงและบรรจุพระอัฐิเป็นที่เรียบร้อย จนกระทั่งทรงได้รับคำเอ่ยปากชมเชยจากพระศาสนโสภณ (ภาณก) ว่าจัดการงานพระศพได้อย่างเหมาะสมแก่พระเกียรติทุกประการ

ถึงปี 2489จึงทรงได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่พระราชกวี ในปีถัดมา ก็ทรงได้เลื่อนเป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่พระเทพโมลี และอีก 2 ปีต่อมาก็ทรงเลื่อนเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมปาโมกข์ ล่วงเลยมาถึงปี 2500 ก็ทรงได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์อีกครั้ง เป็นรองสมเด็จพระราชาคณะ ที่ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์

เมื่อเข้าสู่ปี 2506 ซึ่งเป็นปีหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงพรบ.คณะสงฆ์ มาใช้การปกครองโดยกรรมการมหาเถรสมาคมเพียงปีเดียว ก็ทรงได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมเป็นลำดับที่ 5 อีกทั้งยังทรงได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ จนกระทั่งถึง พ.ศ.2515 ทรงได้รับเลือกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต และนายกกรรมการมหามกุฏราชวิทยาลัย ภายหลังสมเด็จพระสังฆราชจวนทรงสิ้นพระชนม์ลงด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์

และเมื่อถึงวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2517 ก็ทรงได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ทรงมีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า

"สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สุขุมธรรมวิธานธำรง สกลมหาสังฆปรินายก ตรีปิฎกคัมภีรญาณ วาสนภิธานสังฆวิสุต ปาวจนนุตมโสภณ ภัทรผลสาธารณูปกร ชินวรวงศวิวัฒ พุทธบริษัทคารวสถาน วิจิตรปฏิภาณพัฒนคุณ วิบุลศีลสมาจารวัตรสุนทร บวรธรรมบพิตร สมเด็จพระสังฆราช" สถิต ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร

เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชวาสน์ ทรงบริหารงานคณะสงฆ์ให้เกิดความรุ่งเรืองก้าวหน้าด้วยดีมาตลอด ด้วยทรงคุ้นเคยกับงานบริหารจัดการมาเป็นอย่างดี ทรงเป็นเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม ประธานสภาการศึกษาของคณะสงฆ์ เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต นายกสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย นายกกรรมการมหามกุฏราชวิทยาลัย ประธานคณะกรรมการมูลนิธิส่งเสริมกิจการศาสนาและมนุษยธรรม นอกจากนี้ยังทรงเป็นองค์อุปถัมภ์มูลนิธิและองค์กรสาธารณกุศลอื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก

ด้านศาสนสถานและการสาธารณประโยชน์ในยุคที่ทรงเป็น เจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ ได้ทรงบูรณะเขตพุทธาวาส และสังฆาวาส และซ่อมแซมพระอารามจนเรียบร้อยงดงามดี ทรงร่วมกับคณะกรรมการจัดหาทุนสร้างอาคารโรงเรียนวัดราชบพิธ คือตึกภุชงค์ประทานวิทยาสิทธิ์ 1 2 และ 3 รวมทั้งตึกชินวรศรีธรรมวิทยาคาร ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ในการสร้างวัดแสงธรรมสุทธาราม อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ วัดโพธิ์ทอง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมทั้งทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ในบูรณะวัดชินวราราม อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี นอกจากนี้ยังโปรดให้สร้างโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถระ) รวมทั้งสถานสงเคราะห์คนชรา (วาสนะเวศม์) ที่ตำบลบ่อโพง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โปรดให้สร้างโรงเรียนประชาบาลขึ้นในหลายจังหวัด ตลอดจนทรงจัดตั้งมูลนิธิต่างๆขึ้นไว้อีกเป็นจำนวนมาก โดยทรงนำเงินที่ได้รับบริจาคมาเป็นต้นทุนโดยไม่ถอนมาใช้ นำเพียงดอกผลมาใช้ในกิจการต่างๆ เช่น บำรุงโรงพยาบาล ใช้เป็นทุนส่งเสริมการศึกษา และสาธารณประโยชน์อื่นๆอีกมาก

ด้านงานเผยแผ่พระศาสนา ทรงแต่งหนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็กอีกทั้งบทความทั้งร้อยแก้วร้อยกรองไว้เป็นจำนวนมาก บทความและพระนิพนธ์ร้อยแก้ว เช่น บันทึกของศุภาสินี วัยที่เขาหมดสงสาร วัดของบ้าน มรดกชีวิต วาสนาสอนน้อง จดหมายถึงพ่อ งานพระนิพนธ์ร้อยกรอง เช่น วาทแห่งวาสน์ คำกลอนสอนใจ วาสนคติ นิราศ 2 ปี กลอนปฏิทิน สักวาปฏิทิน พุทธศาสนคุณ และทิศ 6 เป็นต้น โดยเฉพาะเรื่อง "ทิศ 6" นี้ ทรงนิพนธ์เป็นโคลงสี่สุภาพ ส่งเข้าประกวด และได้รับพระราชทานรางวัลที่ 1ทรงได้รับคำตรัสยกย่องชมเชยจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าแต่งได้ดีมากทั้งในทางใจความและสำนวน อีกทั้งถ้อยคำที่ใช้ก็เลือกเหมาะเข้าใจง่าย เมื่อทรงทราบว่าผู้แต่งเป็นพระภิกษุก็ยิ่งทรงทวีพระปิติขึ้นอีกเป็นอันมาก จึงนับได้ว่าทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชที่ทรงมีพระอัจฉริยภาพโดดเด่นทางด้านการประพันธ์อีกพระองค์หนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์

นอกจากนี้ยังทรงได้รับถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาอักษรศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยพาราณสี ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐบาลอินเดีย และทรงได้รับถวาย ปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยโอเรียนเต็ลสตัดดี รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ส่วนในเมืองไทยทรงได้รับถวาย ปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ใน พ.ศ.2522

พระกรณียกิจที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ในครั้งทรงผนวชของ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร ที่ประกอบพระราชพิธีขึ้นที่พระอุโบสถวัดพระแก้ว ใน พ.ศ.2521

ช่วงสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชวาสน์ ทรงประชวรด้วยพระปับผาสะ (ปอด) อักเสบ และได้เสด็จประทับรักษาพระองค์ ที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2531 ต่อมาแพทย์พบว่าทรงมีพระหทัยวายจากเส้นพระโลหิตตีบ และกล้ามเนื้อพระหทัยบางส่วนไม่ทำงาน คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างถึงที่สุด แต่แล้วก็ทรงสิ้นพระชนม์ด้วยพระอาการสงบ ตรงกับวันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม เวลา 16.50 น. รวมสิริพระชนมายุ 90 ปี 5 เดือน 25 วัน ทรงดำรงอยู่ในสมณศักดิ์สมเด็จพระสังฆราชเป็นเวลา 14 ปี 2 เดือน 5 วัน ด้านการพระศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้ประดิษฐานพระศพไว้ ณ พระวิหารวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายและถวายพระเกียรติยศอย่างสมพระเกียรติตามพระราชประเพณีทุกประการ ท่ามกลางความโศกเศร้าและอาลัยรักของพุทธศาสนิกชนทั่วทั้งประเทศ