ชักเย่อเกวียนพระบาท จากแรงใจเปี่ยมศรัทธา

บันทึกวัฒนธรรม

อ้าว!!! มาถึงคู่ไฮไลท์แล้วครับ ระหว่างทีม ส.ว.สูงวัย แห่งบ้านตะปอนน้อย กับทีมนักข่าวท้องถิ่น ก็ต้องมาติดตามกันละครับว่า นักข่าวหนุ่มแน่น จะชักเย่อชนะหรือแพ้แก่เรี่ยวแรงป้าๆยายๆหรือเปล่า เดี๋ยวขอเตรียมตัวกันก่อนนะครับ

เสียงโฆษกภายในงาน พูดจาอย่างออกรสออกชาติ ทำให้เกิดความเร้าใจ แต่ก็มีแฝงตลกขบขัน ทำให้บรรยากาศ วัดตะปอนใหญ่ ครื้นเครงกันมาก และเมื่อเสียงนกหวีดดัง...ปรี๊ด สมาชิกของทั้งสองฝ่าย ต่างออกเรี่ยวแรงกันอย่างเต็มที่

คนต่างถิ่นอย่างผม เข้ามาสังเกตการณ์

นั่นไง!!! มีกดทับไว้ด้วย แล้วอีกฝ่ายแก้ไขยังไง แน่ะ!!! มีสอดแนมมองใต้ท้องเกวียน เห็นอีกฝ่ายทำท่าจะลุกขึ้น ชิชะ!!! เลยออกแรงกระชาก อ้าว!!! ปรากฏว่า ทีมนักข่าวชนะเสียแล้วครับ ทางทีมผู้สูงวัยว่าไงนะ อ๋อ!!! ที่แพ้เพราะฉันอยากหมาก ขอพักไปกินสักคำก่อน แล้วยกสองเตรียมแพ้ได้เลย แหม่!!! มีขู่ล่วงหน้าเสียด้วย (หัวเราะ)

เสียงดัง...ปรี๊ดอีกครั้ง การแข่งขันรอบสองเริ่มขึ้น คราวนี้ทีมป้าๆยายๆ ดูท่าทางเอาจริง คงเพราะได้หมากหนึ่งคำ ตามที่โฆษกเค้าประกาศ

อ้าว!!! นั่นทีมนักข่าวแพ้ซะแล้วครับ หา!!! แล้วยายแกว่าไงนะ อ้อ...ที่แพ้เมื่อกี้นี้แกอ่อยให้หรอกนะ นั่น!!! คุยทับถมฝ่ายตรงข้ามซะอีกด้วย แล้วรอบสุดท้ายละ...ว่าไงอีกนะ อ๋อ!!! เดี๋ยวเจอฤทธิ์หมากจุกเหงือกของยาย เอ้า!!! จะเป็นไงต้องมาติดตามกัน ในช่วงการแข่งขันรอบสุดท้าย ซึ่งตอนนี้ทั้งสองทีม มีคะแนนเสมอกันอยู่นะครับ

ปรี๊ด!!! สัญญาณการแข่งขัน รอบสุดท้ายดังขึ้นแล้ว ผู้คนที่อยู่รอบๆสนาม ต่างส่งเสียงเชียร์ดังสนั่น อีกส่วนเข้ามาพัดวี หรือส่งยาให้ดม บ้างกระซิบกระซาบ กลเม็ดการชักเย่อ และรอบนี้ทีมนักข่าว ก็พ่ายแรงหมากจุกเหงือก...จนได้

หลังจากการรับรางวัล ในการแข่งขันคู่ถัดมา ได้แก่ ตะปอนน้อย กับ ตะปอนใหญ่ แล้วผลการแข่งขัน ปรากฏว่า ตะปอนน้อยชนะ ซึ่งทางหัวหน้าทีม คือ น้านิ-นิรันดร์ ปางรัตน์ อายุห้าสิบกว่าๆแล้ว มาพูดคุยอย่างสนุกสนานว่า "ประเพณีชักเย่อเกวียน มีมานานแล้วค่ะ ก็เมื่อหลายร้อยปีได้นะ ตอนที่ฉันเด็กๆอยู่นั้น ก็ให้มาชักกระเย่อกันแล้ว ซึ่งมันก็ต้องมีเทคนิค คือว่า เราต้องยืดตัวให้ตรงๆ แขนทั้งสองข้างกางให้ตึง แล้วให้เชือกอยู่ทางด้านข้างตัว ขาของเราดันไปข้างหลัง มีคนที่อยู่ตรงหัวเชือก จะคอยมองดูคู่ต่อสู้ว่า เค้าจะลุกขึ้นแล้วหรือยัง ถ้ากำลังจะลุกขึ้น ก็สั่งให้เตรียมพร้อม แล้วเราค่อยลุกขึ้นตาม จากนั้นก็ออกแรงดึงให้เต็มที่ อาจมีโยกไปโยกมาหน่อย แล้วค่อยออกแรงพร้อมกัน ถ้าเค้ากดแช่อยู่ เราก็ต้องกดแช่อยู่ก่อน ต้องปล่อยให้เค้าลุกก่อน แล้วค่อยออกแรงดึงตาม คนที่อยู่ทางหัวเชือก...สำคัญนะคะ ต้องคอยมองสอดแนมความเป็นไปของฝ่ายตรงข้าม ที่ทีมเราชนะ...เป็นปกติแล้วค่ะ (หัวเราะ) บางครั้งต้องให้เพื่อนๆอ่อนให้บ้าง ก็ชนะมาหลายสมัยแล้ว เรียกว่า ได้เป็นทีมชาติแล้วนะ"

การแข่งขันชักเย่อเกวียนพระบาท จบลงด้วยอาการเหนื่อยหอบตามๆกัน สมาชิกในทีมของทั้งสองฝ่าย ต่างก็เข้ามาแสดงความยินดี พร้อมหัวเราะชอบใจกันใหญ่ ซึ่งผลการแข่งขันเมื่อครู่ ไม่ได้มีความสำคัญเท่าใด ทว่าทั้งความสนุกสนาน ความสามัคคี และความเลื่อมใสศรัทธา กลับมีความหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าผลการชนะหรือแพ้

จังหวัดจันทบุรี อำเภอขลุง ณ วัดตะปอนใหญ่ มีกิจกรรมชักเย่อเกวียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานประจำปี หลังช่วงสงกรานต์ไปหน่อย

วัดตะปอนใหญ่ เป็นวัดที่เก่าแก่ ตั้งขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย ประมาณเมื่อปี 2290 แต่เดิมมีชื่อว่า วัดโพธิธาราม เนื่องด้วยมีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ ขึ้นปกคลุมเจดีย์เก่า อยู่บริเวณริมคลอง และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อวัด ตามชื่อของหมู่บ้าน

ในอดีตมีขบวนเกวียน ของพ่อค้าขึ้น-ล่อง มาทำการค้าขายอยู่เป็นประจำ ด้วยที่ตั้งของวัดตะปอนใหญ่ อยู่บนเส้นทางการคมนาคมโบราณสายขลุง-พลิ้ว ดังนั้น คำว่า ตะปอน บางคนจึงว่าเพี้ยนมาจากคำว่า ตะโพง ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกขาน ลักษณะการวิ่งของเกวียน ที่วิ่งตะโพงหรือวิ่งโขยกเขยก บนถนนหนทางที่เป็นหลุมเป็นบ่อ

ภายในวัดตะปอนใหญ่ มีสิ่งสำคัญมากมาย ได้แก่ พระอุโบสถหลังเก่า ที่ว่ากันว่า สร้างขึ้นในปี 2355 ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยมี หลวงพ่อเพชร อินทปัญโญ ทำการบูรณะครั้งใหญ่ เมื่อปี 2455 ปัจจุบันลักษณะของพระอุโบสถ ได้ก่ออิฐถือปูนทรงโรง หลังคามุงเครื่องไม้ ซึ่งภายในประดิษฐานพระพุทธเมตตา (หลวงพ่อสัมฤทธิ์) เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ลงรักปิดทอง ทรงประทับอิริยาบถแบบวีราสนะ แสดงภูมิปรรศมุทรา

โบราณวัตถุ ที่กรมศิลปากร จัดขึ้นทะเบียนไว้ 3 รายการ คือ 

  1. ตู้พระธรรมชนิดไม้ ศิลปะรัตนโกสินทร์ มีความสูง 172 เซนติเมตร ความกว้าง 79 เซนติเมตร และความยาว 113 เซนติเมตร 
  2. หีบพระธรรมชนิดไม้ ศิลปะรัตนโกสินทร์ มีความสูง 35 เซนติเมตร ความกว้าง 29 เซนติเมตร และความยาว 83 เซนติเมตร และ 
  3. ธรรมาสน์ชนิดไม้ ลงรักปิดทอง ศิลปะรัตนโกสินทร์ มีความสูง 550 เซนติเมตร ความกว้าง 138 เซนติเมตร และความยาว 138 เซนติเมตร ส่วนบันไดความยาว 158 เซนติเมตร และความกว้าง 52 เซนติเมตร

ในการมา "บันทึกวัฒนธรรม" ครั้งนี้ ผมและผองเพื่อนนักข่าว พร้อมด้วยทีมงานของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. นั้น หาได้มาชื่นชมโบราณสถาน หรือโบราณวัตถุเพียงอย่างเดียว หากแต่มาเยี่ยมเยือนด้วยความศรัทธา ในประเพณีชักกระเย่อเกวียน ที่ถือเป็นประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ หรือการละเล่นพื้นบ้านอีกด้วย

โดยที่เรื่องราวความเป็นมา ประเพณีการชักเย่อผ้าพระบาทนั้น เราต้องเข้าไปถามไถ่เอากับทางไวยาวัจกร หรือประธานสภาวัฒนธรรม อำเภอขลุง กาญจน์ กรณีย์ เป็นผู้ที่รับผิดชอบ ในการเผยแพร่ประเพณี การละเล่นโบราณ หรือเพลงพื้นบ้านจันทบุรี ซึ่งได้เล่าให้เราฟังว่า "ผมขอเล่าถึงความเป็นมา ของผ้าพระบาทก่อน ซึ่งเขียนลงบนผืนผ้า มีลักษณะ 4 รอยเล็กใหญ่ซ้อนกัน เชื่อกันว่า เป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า 4 พระองค์ โดยเขียนรอยเล็ก แล้วขยายเป็นขอบวง มีลวดลายเทวดานางฟ้า อยู่บนลอยวงรอบๆ รอยใหญ่วงนอกสุด คือรอยของ 'พระกุตสันโธ' รอยถัดเข้ามา คือรอยของ 'พระโคนาดม' ส่วนรอยที่สาม คือรอยของ 'พระกัสสะปะ' และรอยเล็กสุดด้านใน คือรอยของ 'พระศาสนโคดม' หรือ 'พระพุทธเจ้า'"

ว่ากันว่า รอยผ้าพระบาท นำมาจากวัดช้างไห้ จังหวัดปัตตานี โดยอัญเชิญมาทางเรือ แล้วมาขึ้นที่บ้านคลองยายดำ จากนั้นทำการฉลอง 7 วัน 7 คืน ถึงนำไปประดิษฐาน ณ วัดตะบอนน้อย ที่ห่างจากวัดตะปอนใหญ่ อีกราว 1 กิโลเมตร

คนสมัยก่อนเชื่อว่า รอยผ้าพระบาทนั้น รักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ ปีใดเกิดภัยทางธรรมชาติ มีข้าวยากหมากแพง หรือมีโรคระบาด จะนำรอยผ้าพระบาทใส่เกวียน พร้อมประดับตกแต่งสวยงาม แห่แหนไปตามหมู่บ้าน โดยมีการตีกลอง ฆ้อง หรือโหม่งดังสนั่น ต่อเมื่อชาวบ้านเห็นขบวนแห่ผ่านมา ก็ยกมือขึ้นกล่าวสาธุ...สาธุ...สาธุ ด้วยความปีติยินดี บ้างคนมีการนำพวงมาลัย ดอกไม้ หรือข้าวสารมาถวาย ซึ่งภายหลังจากที่มีพิธีแห่ ปัญหาที่ชาวบ้านประสบ ก็ได้บรรเทาเบาบางลง ต่อมาชาวบ้านต่างเลื่อมใส ต่อรอยผ้าพระบาทกัน

ไวยาวัจกร วัย 65 ปี เพิ่มเติมว่า "ประมาณ 150 ปี ได้มีห่าลงเป็นครั้งแรก ที่หมู่ 1 ตำบลตะปอน มีคนตายกันเป็นเบือ เมื่อไม่มีทางออก พระท่านแนะนำ ให้ลองนำผ้าพระบาท ออกไปแห่แหนตามหมู่บ้าน บ้านไหนมีคนป่วย ก็เอาผ้าขึ้นไปให้จับ เป็นช่วงนาทีสุดท้าย แต่การแห่ผ้าพระบาทในครั้งนั้น ได้เกิดความอัศจรรย์ มีฝนตกใหญ่ แล้วห่าก็หายไป ชาวบ้านก็เกิดศรัทธา พอถึงช่วงสงกรานต์ของทุกปี ทุกคนก็จะไปรับพระ

...คนเฒ่าคนแก่แถวนี้ เรียกการกระชักเย่อว่า 'การรับพระ' หรือ 'ชักพระ' เป็นประเพณีศักดิ์สิทธิ์ ผู้สูงวัยราว 70-80 ก็มาดึง เค้าขอให้ได้ดึง แล้วก็มีความสุข เพราะเชื่อว่า ถ้าได้ดึงปีละ 3 ครั้ง จะไม่เจ็บไม่ป่วย ถ้าฟังอย่างนี้ เหมือนคนตะปอนงมงาย แต่ถ้าดูที่ท่าดึงของเค้า จะไม่เหมือนท่าชักเย่อทั่วไป ที่นี่จะยืนกันตัวตรง แขนขาเหยียดตรง โน้มตัวเอน 45 องศา ซึ่งจะดูคล้ายการทำกายภาพบำบัด จึงแข็งแรงได้โดยอัตโนมัติ

...ผ้าพระบาทมีองค์เดียวครับ ในสมัยก่อน ได้นำขึ้นไว้ที่เกวียน หากใครดึงได้ชนะ จะนำผ้าไปทำบุญก่อน จึงเป็นที่มาของการชักเย่อ หรือเป็นการละเล่นที่จะไม่มีการโกรธเคืองต่อกัน ปัจจุบันได้พัฒนามาเป็นกีฬา แล้วมารุ่งเรืองราว 70 กว่าปี โดยการแข่งขันชักเย่อเกวียน ถ้าเป็นผู้ชายก็มีจำนวน 10 คน เป็นผู้หญิงก็จำนวน 12 คน หรือถ้าผู้ชาย 12 คน ผู้หญิงต้อง 15 คน ในสถานการณ์ขณะนี้ พัฒนาเป็นกีฬาท้องถิ่นแล้ว"

ประเพณีชักเย่อเกวียนผ้าพระบาท วันที่ 13 เมษายนเป็นวันแรก มีการทำบุญตามปกติ พอวันที่ 14 เมษายน จัดพิธีอัญเชิญผ้าพระบาทขึ้นสู่เกวียน โดยจะเริ่มต้นที่วัดตะปอนน้อย ชาวบ้านทุกตำบลทุกหมู่บ้าน จะร่วมกันแห่ผ้าพระบาท วนไปตามรอบๆ 6 หมู่บ้าน ส่วนชาวบ้านตามข้างทาง ออกมาคอยไหว้และรดน้ำ ซึ่งเริ่มตั้งแต่บ่ายโมง ไปเสร็จกันตอนหนึ่งทุ่ม แล้วมาถึงวันที่ 15-16 เมษายน มีการชักเย่อเกวียน บริเวณสนามวัดตะปอนน้อย พอวันที่ 17-18 เมษายน จะชักเย่อเกวียน ที่สนามวัดตะปอนใหญ่ แต่ให้ความสำคัญวันที่ 17 เมษายน แล้วมีไปถึงวันที่ 19-26 เมษายน มักชักเย่อกันรอบหมู่บ้าน ดังนั้น วัดตะปอนใหญ่ จะจบสงกรานต์ในวันที่ 26 เมษายน แต่ถ้าทั้งตำบลจะจบวันที่ 30 เมษายน

ปิดท้ายด้วยการก่อเจดีย์ทราย หนุ่มๆสาวๆเริ่มขนทรายเข้าวัด กำหนดให้เป็นวันที่ 17 เมษายน พอตอนเย็นราวสองทุ่ม จะมีพิธีสวดมนต์สมโภชน์เจดีย์ทราย โดยคณะสงฆ์และชาวบ้านตำบลตะปอน ต่างมาพร้อมแรงใจเปี่ยมศรัทธา