หนา ปิง อี้ คนจีน หัวใจไทย

บุคคลสนทนา
ช่างภาพ: 

"ประเทศไทยกับประเทศจีนมีการติดต่อสัมพันธ์กันมายาวนาน และในผืนแผ่นดินไทย ยังมีชาวจีนเข้ามาอาศัยตั้งถิ่นฐานทำมาหากินจำนวนมาก ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทย ก้าวแรกของการมาเยือนเมืองไทย ดิฉันสัมผัสได้ถึงความรักที่คนไทยมีต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะไม่ว่าจะมองไปทางใดก็เห็นพระบรมฉายาลักษณ์อยู่ทั่วทุกทิศ เมื่อได้ใช้ชีวิตในเมืองไทยในฐานะของนักศึกษาแลกเปลี่ยนยิ่งทำให้รู้สึกผูกพัน รวมทั้งเข้าใจถึงวิถีชีวิตที่ดีงาม และซาบซึ้งในความศรัทธาสถาบันพระมหากษัตริย์ของคนไทย จึงเกิดคำถามว่า ทำไมคนไทยจึงรักในหลวง แม้ในภาวะที่สังคมไทยมีความแตกต่างทางด้านอุดมการณ์ทางการเมือง แต่เมื่อถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาฯ คนไทยต่างก็พร้อมใจกันถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากทั่วสารทิศ แม้กระทั่งการเข้าเฝ้าฯ หรือลงนามถวายพระพรที่โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเป็นที่ประทับรักษาพระองค์เพื่อแสดงความจงรักภักดีก็สร้างความปลื้มปีติเป็นล้นพ้นแก่พสกนิกรไทย" การกล่าวสุนทรพจน์นี้ ถูกเปล่งออกมาจากปากของนักศึกษาชาวจีน หนา ปิง อี้ หรือ ในชื่อไทยว่า "ขวัญหล้า" นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการท่องเที่ยวและการโรงแรม คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ถูกใจคณะกรรมการ จนคว้ารางวัลชนะเลิศ การประกวดสุนทรพจน์ภาษาไทย ประจำปี 2556 จัดโดย สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)

หนา ปิง อี้ ปัจจุบันศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการท่องเที่ยวและการโรงแรม คณะศิลปศาสตร์ มทร.ธัญบุรี เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการมาใช้ชีวิตนักศึกษาในประเทศไทยว่า...เนื่องจากเรียนเอกภาษาไทย ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาและเทคโนโลยีสิบสองปันนา ซึ่งทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้ทำความร่วมมือกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาและเทคโนโลยีสิบสองปันนา จึงมีโอกาสมาเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนอยู่ที่เมืองไทย 8 เดือน รู้สึกประทับใจเมืองไทย ประทับใจเพื่อนๆ หลังจากที่เรียนจบในระดับปวช. วิทยาลัยมีทุนให้มาเรียนระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี จึงตัดสินใจมาเรียนในเมืองไทย เพราะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เรียนรู้ชีวิตคนไทย...

แนวคิดสุนทรพจน์ที่พูดในการประกวดจนได้รับรางวัลชนะเลิศมานั้น ออกมาจากความรู้สึกจากใจจริงๆของ หนา ปิง อี้ เธอบอกเราว่า... "หนูรักในหลวง" ได้เห็นพระองค์ท่านในข่าวพระราชสำนัก ทรงเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตในแก่พสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงที่สามารถนำมาใช้ได้จริง "ทุกบ้านของคนไทย จะมีพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง" ทำให้ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ที่ทรงเป็นศูนย์รวมดวงใจ เป็นหลักยึดเหนี่ยวใจของประชาชนทั้งประเทศ คนไทยมีความผูกพันต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาก ครั้งหนึ่งหนูได้มีโอกาสได้เข้าร่วมพิธีถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบรอบ 60 พรรษา ภาพบรรยากาศในวันนั้นยังตราตรึงอยู่ในหัวใจของหนู นอกจากนี้พระบรมวงศานุวงศ์ของพระองค์ท่าน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนประเทศจีน สร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สิ่งที่งดงามเหล่านี้ทำให้หนูรู้สึกซาบซึ้งจึงได้กล่าวออกมาเป็นสุนทรพจน์จากใจของหนู...

หนา ปิง อี้ เริ่มเรียนภาษาไทยจริงจังตอนอายุ 18 ปี โดยเริ่มเรียนจากการดูหนังไทย ละคร จำได้หนังเรื่องแรกที่ดูคือ เปิงมาง ในหนังแสดงถึงวัฒนธรรมไทยสวยงาม ทำให้เกิดความสนใจอยากรู้ว่าคนไทยใช้ชีวิตอย่างไร หลังจากนั้นเริ่มฟังเพลงของบี้ เดอะสตาร์ แต่นักร้องที่ชอบมากที่สุดคือ เสก โลโซ ลักษณะของภาษาไทยคล้ายภาษาไทลื้อของสิบสองปันนา มณฑลยูนนานทางใต้ของจีนติดกับประเทศลาว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการออกเสียงพูดหรือแม้แต่วัฒนธรรมที่คล้ายๆกัน หนูหัดพูดภาษาไทยโดยเริ่มจากตัวอักษร ก - ฮ มีอาจารย์จากประเทศไทยไปสอนที่วิทยาลัย 8 เดือน เมื่อได้มาแลกเปลี่ยนที่ประเทศไทย ทำให้เข้าใจภาษาไทยมากขึ้น สามารถพูด อ่าน ฟัง แต่ไม่ถนัดเขียน จนสามารถสื่อสารกับคนไทยได้ "หางเสียง คะ ครับ คือ เสน่ห์ของภาษาไทยที่ตนเองชอบ การพูดระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ เจอกันสวัสดีและมีการยกมือไหว้ ท่าทางของวัฒนธรรมที่สวยงาม รอยยิ้ม และน้ำใจของคนไทย ทำให้หนูรักเมืองไทย"

...อีกไม่กี่เดือนหนูจะสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี เมื่อเรียนจบอยากทำงานเป็น "คุณครูสอนภาษาจีน" อยู่ในประเทศไทยต่อไป เพราะขณะศึกษาอยู่นี้ หนูเป็นคุณครูสอนพิเศษภาษาจีนบุคคลทั่วไปอยู่ที่สถาบันมูหลาง ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ส่วนวันพุธและวันพฤหัสบดี สอนภาษาจีนนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 6 อยู่ที่โรงเรียนนภสร "อยากให้คนไทยพูด ฟัง อ่าน เขียน ภาษาจีนได้" จึงอยากจะถ่ายทอดความรู้ให้กับทุกคน ต้องขอบคุณ อาจารย์โสภณ สาทรสัมฤทธิ์ผล และ อาจารย์อรัญญา ศรีจารย์ ที่ให้โอกาสและฝึกซ้อมและสอนเทคนิคในการพูดสุนทรพจน์...

หนา ปิง อี้ อยากให้คนไทยเรียนภาษาจีน เรียนรู้วัฒนธรรมของจีนบ้างจะได้มีภาษาที่ 2 และภาษาที่ 3 ติดตัว เหมือนกับที่เธอเรียนภาษาไทย วัฒนธรรมไทย เรียนรู้การดำเนินชีวิตแบบไทยๆ และ "หลงรักเมืองไทย" จนถอนตัวไม่ขึ้นแล้วละค่ะ