องศาที่ 65 : "หุ้นส่วนชีวิต หุ้นส่วนหัวใจ"

ดูดี 360 องศา

เรื่องโดย อรรถรัตน์ จันทรวรินทร์
    

ในการทำธุรกิจ เรามักจะได้ยินคำตักเตือนจากผู้หลักผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีประสบการณ์ ว่าไม่ควรร่วมหุ้นกับเพื่อนหรือคนรัก เพราะสุดท้ายแล้วมันมักจะจบลงด้วยความขัดแย้ง เนื่องจากแบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว
     

แต่สำหรับผม ผมกลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะผมมองว่าในการทำธุรกิจใดๆ ที่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หากจะเกิดความขัดแย้งขึ้นมาบ้าง
     

แต่ในความขัดแย้งใดๆนั้น เราต้องแยกให้ออกว่ามันเกิดจากสาเหตุใด แต่ละคนมีเหตุผลหรือมีวัตถุประสงค์อะไร แล้วผลลัพท์ของความขัดแย้งนั้นมันจะไปลงเอยกันที่ตรงไหน    

เหนืออื่นใดนั้น ผมยังคิดว่าหากเราจะเริ่มลงทุนทำธุรกิจอะไรสักอย่าง การเริ่มต้นกับคนที่เรารู้จักหัวนอนปลายเท้า รู้จักนิสัยใจคอกันมานาน และมีความฝันหรือจุดมุ่งหมายร่วมกัน มันก็น่าจะดีกว่าไปร่วมหุ้นกับซัมบอดี้ ที่เราไม่รู้จักเขาเลยไม่ใช่หรือ

     

ที่ยกเรื่องการร่วมหุ้นทำธุรกิจขึ้นมาเล่า เพราะในช่วงเวลานี้มีเพื่อนสองสามคนโทรศัพท์เข้ามาขอคำปรึกษา ว่ามีคนชวนร่วมหุ้นทำธุรกิจแต่เขาคิดไม่ตกไม่รู้ว่าควรตอบตกลงไปหรือเปล่า เพียงเพราะรู้สึกว่าไม่อยากผิดใจกับเพื่อนในภายหลัง

ผมไม่ได้ให้คำตอบ เพียงแต่แบ่งปันแนวคิด ซึ่งก็ออกตัวไปว่ามันอาจจะไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องที่สุด แต่มันเป็นสิ่งที่ผมคิดอยู่เสมอ และเลือกที่จะปฏิบัติมาโดยตลอด
     

อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นว่าการลงทุนลงขันร่วมกันทำธุรกิจ เราจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาไม่ได้ แต่แทนที่จะกลัวกับปัญหาที่ยังมาไม่ถึง ทำไมเราจึงไม่มานั่งล้อมวงกัน แล้วร่วมกันหาทางป้องกันปัญหา หรือร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาเหล่านั้นเล่า
     

ผมเคยค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ แล้วก็พบว่า กฎของการร่วมหุ้นลงทุนทำธุรกิจกับคนรู้จัก แล้วไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ที่ตามมาภายหลัง มีแนวทางง่ายๆ อยู่ไม่กี่ข้อนี่เอง
    

ข้อแรก เลือกคนที่เราจะลงทุนด้วย... ใช่แล้วครับ ในการทำธุรกิจนั้นมีความเสี่ยงที่จะขาดทุน แต่ยังไม่ต้องไปพูดถึงตรงนั้น ดูกันตั้งแต่ต้นเลยดีกว่าว่าคนที่เราจะเอาเงินของเราเข้าไปเสี่ยงด้วยนั้นเป็นคนอย่างไร
     

ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน (เขามีประวัติขี้โกงหรือเปล่า) ญาติพี่น้อง (ขี้อิจฉาริษยาไหม) หรือคนรัก (ที่ตั้งใจจะฝากหัวใจกันไปตลอดชีวิตหรือเปล่า)  จากนั้นก็ดูว่าเขาเอาจริงเอาจังกับธุรกิจครั้งนี้มากแค่ไหน มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมาก่อนหรือไม่ แล้วประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด แน่นอนว่าไม่มีใครเฟอร์เฟคร้อยเปอร์เซ็น ดังนั้นเราแค่เลือกคนที่จะมาเติมเต็มในสิ่งที่เราไม่มี อันนั้นก็น่าจะดีเพียงพอแล้วละครับ
    

ข้อถัดมา คือพิจารณาในตัวธุรกิจ ไม่ใช่แค่เพื่อนสนิทโทรมาให้เราหาเงินสักห้าหกแสนแล้วมาร่วมลงทุนกัน ก็ยอมตอบตกลงกับเขาไป ลองวิเคราะห์ดูก่อนว่าธุรกิจดังกล่าวนั้นมันถูกจริตกับเราแค่ไหน ไม่ใช่ทำไปเพียงสามสี่เดือน ทุนยังไม่ได้ กำไรยังไม่เห็น แล้วก็เกิดความรู้สึกว่าฉันไม่ชอบ เบื่อแล้ว เลิกดีกว่า
     

ธุรกิจที่เราจะเลือกลงทุน ควรจะประกอบด้วยสองสิ่งต่อไปนี้ ในสัดส่วนที่สมดุลกัน นั่นก็คือเรามีใจรัก และสองคือเรามีความถนัดนะครับ
    

ข้อต่อมาก็คือการแบ่งหน้าที่กันให้ชัดเจน ในกรณีที่มีหุ้นส่วนมากกว่าสองคน เราควรมานั่งล้อมวงประชุมแล้วเจรจากันให้ดี ว่าใครมีหน้าที่อะไร ใครมีประสบการณ์ มีความสามารถ มีความถนัดในส่วนไหน ก็รับมอบหมายงานในส่วนนั้นไปดูแล
     

และเมื่อมีการจัดสรรปันส่วนหน้าที่การงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องรู้จักให้เกียรติซึ่งกันและกัน อย่าไปก้าวก่ายในหน้าที่ของคนอื่น หากเขาไม่ได้ขอความช่วยเหลือหรือขอความคิดเห็น ยกเว้นแต่เป็นการประชุมอย่างเป็นทางการ เพื่อหามติที่เป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน
     

ที่สำคัญ อย่าตำหนิใครสักคนลับหลัง ด้วยการไปพูดให้หุ้นส่วนคนที่สามหรือสี่ฟังเป็นอันขาด เพราะนี่ละจะเป็นชนวนของความบาดหมาง หากเรื่องมันวนกลับไปถึงหูเขา
     

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ควรจะจำให้ขึ้นใจ ก็คือแยกเวลาในการทำงานให้ออกจากเวลาส่วนตัวให้ชัดเจน เราสามารถโต้แย้งกันได้ด้วยการแสดงความคิดเห็นในห้องประชุม จะเถียงกันหน้าดำหน้าแดงแค่ไหนก็ได้ แต่พอออกจากห้องประชุมแล้ว เราก็ยังคงเป็นเพื่อน เป็นพี่เป็นน้อง และเป็นคนรักกัน
     

แค่นี้ละครับ ไม่ว่าธุรกิจที่เรากำลังจะร่วมลงทุนกับคนรู้จักสักคนนั้นจะเป็นอะไร ผมเชื่อว่าหากเราตั้งใจจริง และลองยึดถือแนวนั้นนี้ไปปฏิบัติ... มันจะไปได้ดีอย่างแน่นอน