แลเรือนเก่า...เล่าเมืองแพร่

ท่องเที่ยวไทย
ช่างภาพ: 

ถ้าให้นึกถึงจังหวัดท่องเที่ยวทางภาคเหนือแล้ว เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ดูจะเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของเหล่านักท่องเที่ยวในทุกวันนี้ ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่พอใครชวนให้ไปแอ่วเหนือทีไรก็ขอให้มีจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งอยู่ในรายการเดินทางด้วย (หากเป็นไปได้) จนแทบจะลืมไปเลยว่าภาคเหนือไม่ได้มีแค่ ๓ จังหวัดเท่านั้น

กระทั่งมีโอกาสมาเยือนจังหวัดแพร่ในวันหนึ่ง หลังจากเคยได้ยินแต่ชื่อของพระธาตุช่อแฮ เสื้อผ้าหม้อห้อม เฟอร์นิเจอร์ไม้สัก แหล่งกำเนิดวรรณคดีไทยสุดอมตะอย่างลิลิตพระลอ เมื่อได้เข้าไปพักผ่อนและเที่ยวท่องในตัวจังหวัดนี้ แม้เป็นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ก็พบว่ายังมีสถานที่น่าสนใจให้ไปค้นหาอีกมากมาย และให้นึกดีใจที่ไม่ได้นั่งรถผ่านเลยเหมือนที่เคยทำมาตลอด

กล่าวถึงจังหวัดแพร่ ขอเล่าประวัติกันหน่อยว่า เป็นจังหวัดหนึ่งในกลุ่มล้านนา ๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบน ตามตำนานพงศาวดารกล่าวว่า เมื่อ พ.ศ.๑๓๗๑ พญาพลหรือพ่อขุนหลวงพล ราชนัดดาแห่งกษัตริย์น่านเจ้าได้อพยพคนไทลื้อและไทเขินส่วนหนึ่งจากเมืองเชียงแสน ไชยบุรี และเวียงพางคำ ลงมาสร้างเมืองบนที่ราบริมฝั่งแม่น้ำยม และขนานนามว่า "เมืองพลนคร" ต่อมาในยุคขอมเรืองอำนาจได้เปลี่ยนชื่อเป็น "เมืองแพล" ครั้นพระนางจามเทวีแห่งเมืองหริภุญไชยเข้าครองครอบดินแดนล้านนา ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "โกศัยนคร" หรือ "เวียงโกศัย" มีผู้สันนิษฐานว่า เมืองแพร่สร้างขึ้นในระยะเวลาไล่เลี่ยกับเมืองลำพูน และได้ก่อตั้งขึ้นก่อนการตั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี

ด้วยลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาและป่าไม้ มีทิวทัศน์สวยงาม ทำให้มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ แหล่งศิลปวัฒนธรรมอีกนับไม่ถ้วน ในวันแรกที่ลงจากเครื่องบินที่ท่าอากาศยานแพร่ช่วงบ่าย ฉันขอแวบขึ้นรถนั่งไปยังอำเภอลองก่อนเข้าตัวเมือง ด้วยความที่มีคนกล่าวไว้ว่า หากอยากรู้ความหมายของวลี "แพร่แห่ระเบิด" แล้ว ต้องมาหาคำตอบที่อำเภอนี้

ในอดีต เมืองลองเคยอยู่ในความปกครองของจังหวัดลำปาง ปัจจุบันได้ชื่อว่าเป็นอำเภอที่ยาวที่สุดของจังหวัดแพร่ และมีเนื้อที่กว้างขวางมากกว่าอำเภออื่นๆในแพร่รวมกัน จุดหมายแรกที่ฉันไปถึงคือ สถานีรถไฟบ้านปิน ตอนนั้นฉันเพิ่งตื่นจากการนั่งงีบเล็กน้อย พลันที่สายตาแลเห็นอาคารทรงยุโรปสีเหลืองน้ำตาลก็ให้นึกท้วงในใจกับผู้นำชมว่า ไหนล่ะสถานีรถไฟ

ครั้นมองให้ชัดๆ เห็นรางรถไฟ ชานชาลาพร้อมเพรียง นายท่าสถานี ก็บอกตัวเองว่า เขาพามาถูกแล้ว

ใครมาที่นี่ต้องเห็นอาคารที่มีเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างไทยล้านนากับยุโรปหลังนี้ ซึ่งออกแบบโดยช่างชาวเยอรมัน มีลักษณะที่เรียกว่า frame house ใช้ไม้เป็นโครงสร้างทั้งหมดและใช้ปูนเป็นองค์ประกอบ กล่าวคือ นำไม้มาทำเป็นช่องๆแล้วใช้ปูนประกบอิฐอุดเข้าไปด้านใน ในประเทศไทยมีอาคารทรงนี้อยู่ถึง ๗ แห่งด้วยกัน ฉันติดใจตรงหน้าจั่วประตู หรือซุ้มโค้งบนประตู เพราะมีลายฉลุขนมปังขิง (ginger bread) สวยงามคลาสสิคมาก ลักษณะของซุ้มโค้งแบบนี้บ่งชี้ให้เห็นว่าได้รับอิทธิพลศิลปะจากฝั่งยุโรปนั่นเอง ปัจจุบันก็ยังมีรถไฟวิ่งผ่านมาจอดทั้งขาขึ้นและขาล่อง

จากสถานีรถไฟ แวะเข้าชุมชนเพื่อไปสักการะพระที่วัดพระธาตุศรีดอนคำ ชาวบ้านเรียกว่า "วัดห้วยอ้อ" อยู่ไม่ไกลจากที่ว่าการอำเภอลอง ภายในมีพระธาตุเก่าแก่ขนาดใหญ่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๑๐๗๘ ได้รับการบูรณะหลายครั้ง ปัจจุบันมีฐานเป็นปูน ส่วนบนที่เป็นองค์พระธาตุทั้งหมดประดับด้วยแผ่นโลหะสีทองหรือทองจังโก ซึ่งใช้ทองที่ผสมเนื้อหลายอย่าง ตีเป็นแผ่นแล้วติดทองคำเปลวทับอีกที นอกจากนี้ยังมีพระเจ้าพร้าโต้ พระพุทธรูปศิลปะพม่าที่ทำจากไม้ ซึ่งถือว่าเป็นพระไม้องค์ใหญ่ที่สุดในประเทศ รวมทั้งคัมภีร์เก่าเก็บไว้มากมายในหอไตรของวัดอีกด้วย

สิ่งสำคัญที่ไม่ควรพลาดอีกอย่าง และเป็นการมาค้นหาคำตอบของฉันก็คือ ระฆังลูกระเบิด ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าพระธาตุ ทุกเช้า-เย็นจะมีพระสงฆ์มาตีระฆังนี้บอกเวลาทำวัตร หลายคนยังอดรู้สึกเสียวไส้ไม่ได้กับเหตุการณ์ระเบิดในร้านรับซื้อขายของเก่ากลางกรุงเมื่อเร็วๆนี้ (อยู่ใกล้บ้านฉันด้วย) แต่รับรองได้ว่าที่นี่ไม่มีแบบนั้นแน่นอน เพราะเป็นระเบิดที่ถูกตัดแล้ว ซึ่งก็สร้างความแปลกใจให้คนรุ่นหลังต่อมาว่า คนรุ่นเก่าใช้ภูมิปัญญาตัดระเบิดกันอย่างไร

อาจารย์โกมล พานิชพันธ์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอลองและเป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นโกมล ผ้าโบราณ เล่าให้ฟังถึงที่มาวลีนี้ว่า

"ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีการทิ้งระเบิดหลายแห่งเพื่อตัดทางเชื่อมระหว่างภาคกลางกับภาคเหนือที่จะไปพม่า ว่ากันว่าช่วงนั้นทิ้งกันไม่ต่ำกว่า ๕๐-๑๐๐ ลูก บางลูกก็ระเบิด แต่บางลูกก็ไม่ทำงาน จนเมื่อเวลาผ่านไป ในช่วงฤดูน้ำหลาก แม่น้ำจะพัดทรายมากลบระเบิดพวกนี้ พอน้ำซัดทรายอีกที ก็มีระเบิดโผล่ขึ้นมา ชาวบ้านมาเห็นไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร เลยคิดง่ายๆว่า ตัดเอาดินปืนในระเบิดมาใช้ล่าสัตว์ดีกว่า แต่เราไม่รู้ว่าเขาตัดกันยังไง เมื่อนำดินปืนออกหมดก็เหลือแต่ตัวระเบิด ชาวบ้านก็นำมาถวายวัด ซึ่งเมื่อชาวล้านนานำสิ่งใดก็ตามมาถวายวัด จะต้องนำสิ่งนั้นแห่เข้ามาเป็นขบวน ทีนี้ก็มีเรื่องเล่าขำๆว่า แห่ไปปุ๊บ ระเบิดก็ร่วงลงมา บางคนได้ยินก็ไม่ชอบ เหมือนกับคนพูดพูดด้วยสำเนียงเยาะเย้ยนิดๆประมาณว่า คนแพร่ไม่ฉลาด แต่ถ้าดูจากระฆังระเบิดนี้แล้วจะรู้เลยว่า คนแพร่ฉลาดมาก เดี๋ยวนี้ก็มีคนรุ่นใหม่คิดวลีใหม่ที่ฟังดูแล้วน่ารัก รู้สึกดี เช่น คนแพร่แห่ระเบิด แหล่งกำเนิดคนหน้าตาดี" (หัวเราะ)

ใครจะมองประเด็นนี้อย่างไรก็ตาม สำหรับฉันแล้ว วลีดังกล่าวก็ยังสะดุดหูอยู่เสมอ และไม่เคยรู้สึกว่าเป็นกลุ่มคำเชิงดูหมิ่นเลยสักนิด ติดจะน่ารักเป็นเอกลักษณ์เสียด้วยซ้ำ

 

เช้ารุ่งขึ้น ว่าจ้างสามล้อให้ช่วยพาขี่ชมรอบตัวเมือง แวะเยี่ยมจุดต่างๆที่น่าสนใจ เริ่มกันตั้งแต่ คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ ตรงข้ามโรงเรียนนารีรัตน์

ใครเคยดูละครเรื่อง "รอยไหม" น่าจะจำสถานที่นี้ได้เช่นเดียวกับบ้านวงศ์บุรีสีชมพู แต่เดิมเป็นบ้านของเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ เจ้าผู้ครองเมืองแพร่องค์สุดท้าย มีพระชายาคนแรกคือ แม่เจ้าบัวลา และแม่เจ้าบัวไหล สร้างขึ้นใน พ.ศ.๒๔๓๕ ตัวรูปทรงอาคารเป็นแบบไทยผสมยุโรปคล้ายๆ กับสถานีรถไฟบ้านปิน ทำให้ดูหรูหราสง่างามและโอ่โถง มีประตู หน้าต่าง ๗๒ บาน ตกแต่งด้วยลายฉลุสวยงาม

ฉันเกิดคำถามขึ้นมาว่า ทำไมอาคารรูปทรงสถาปัตยกรรมแบบยุโรปถึงได้บุกป่าฝ่าดงมาตั้งอยู่ในจังหวัดนี้ได้ ลองนึกวิถีชีวิตสมัยก่อนหลายร้อยปี ไม่น่าจะมีอะไรมาเกี่ยวข้องกันได้เลยด้วยซ้ำ และผู้ที่ช่วยไขข้อข้องใจก็คือ คุณชินวรณ์ ชมภูพันธ์ จากชมรมอนุรักษ์สถาปัตยกรรมท้องถิ่นเมืองแพร่

"เดิมทีอาคารคุ้มเจ้าหลวงไม่ได้เป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรกเริ่มนะครับ สันนิษฐานว่าเป็นอาคารไม้ธรรมดา เพราะส่วนใหญ่จะอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วแถมยังมาอยู่ในหัวเมืองห่างไกล ไม่ใช่เมืองหลักด้วยซ้ำ ซึ่งเราเชื่อว่า คงจะเข้ามาพร้อมกับฝรั่งต่างชาติที่เข้ามาทำป่าไม้ในจังหวัด และอาจจะเกี่ยวข้องกับการปรับตัวเมืองให้เข้ากับสมัยเพื่อไม่ให้คนต่างชาติมองว่าเป็นเมืองล้าหลัง"

บนชั้น ๒ นอกจากจะจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองแพร่ มีเครื่องใช้ไม้สอยจัดวางเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต ยังเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาสักการบูชาอีกด้วย ใน พ.ศ.๒๕๐๑ ที่นี่ยังเคยเป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อคราวเสด็จฯมาทรงเยี่ยมเยียนราษฎรจังหวัดแพร่ และเป็นที่น่ายินดีว่าอาคารหลังนี้ยังได้รับพระราชทานรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นประจำปี ๒๕๓๖ และสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี ๒๕๔๐ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จนกระทั่งโปรดฯให้นำรูปแบบไปสร้างห้องสมุดเฉลิมราชกุมารีในรุ่นหลัง

ใต้ถุนอาคารนี้มีห้องสำหรับควบคุมข้าทาสบริวารที่กระทำความผิด ก่อนเข้าไปมีป้ายบอกให้เดินถอยหลังเข้าประตูเพื่อเป็นการแก้เคล็ด เดินเข้าไปเจอพื้นที่โล่งแต่เพดานเตี้ย ฉันต้องเดินก้มหัวตลอด

อาคารหลังนี้ยังมีส่วนเชื่อมโยงกับบุคคลอีกท่านหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงวรรณกรรมไทยคือ โชติ แพร่พันธุ์ หรือยาขอบ เจ้าของบทประพันธ์ "ผู้ชนะสิบทิศ" โดยที่ท่านเป็นบุตรของเจ้าอินทร์แปลง บุตรของเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ เจ้าหลวงเมืองแพร่องค์สุดท้าย กับนางจ้อย ต้นห้องของหม่อมเฉื่อยในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพนั่นเอง

อากาศเริ่มร้อนขึ้นเมื่อออกจากคุ้มเจ้าหลวง รถสามล้อพาฉันต่อไปยังจุดหมายอื่นๆ บังเอิญที่ฉันเกิดติดใจบ้านหลังหนึ่งซึ่งมีลายฉลุขนมปังขิงละเอียดสวยงามมาก เห็นป้ายด้านหน้าเขียนว่าเป็นบ้านเจ้าหนานไชยวงศ์ ตามประวัติสั้นๆกล่าวว่า พระยาบุรีรัตน์ มหายศปัญญา เป็นผู้สร้างบ้านหลังนี้เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๓ เพื่อเป็นเรือนหอให้กับลูกสาวคือ แม่เจ้าสุธรรมากับพ่อเจ้าหนานไชยวงศ์ หัวเมืองแก้ว เชื่อกันว่าท่านได้ว่าจ้างชาวจีนชุดเดียวกับที่สร้างบ้านวงศ์บุรีนั่นเอง ฉันไม่รอช้า ขอลงไปเก็บภาพรายละเอียดสักนิดเป็นขวัญตา ที่ด้านล่างตัวบ้าน หากสังเกตดีๆจะเห็นเส้นขีดวัดระดับน้ำบนผนังไม้ซึ่งเคยท่วมเมืองแพร่ในอดีต หนักที่สุดคือใน พ.ศ.๒๕๓๘

จากนั้น ฉันก็มาถึงคุ้มวิชัยราชา ได้พบกับ คุณวีระ สตาร์ อดีตนายทหารผ่านศึกที่เกษียณอายุราชการและเป็นผู้พลิกฟื้นคุ้มนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ทั้งๆที่ตัวเขาเองไม่ได้เป็นเจ้าของเรือนแต่อย่างใด

คุณวีระเล่าว่า ตัวเขาเป็นคนจังหวัดแพร่ แต่ไปทำงานที่กรุงเทพฯ ช่วงปี ๒๕๓๔ กลับบ้านมาเยี่ยมพ่อตาแม่ยาย ปรากฏว่ามาเจอเรือนหลังนี้ด้วยความบังเอิญ สภาพบ้านมีวัชพืชขึ้นเต็มไปหมด จึงตรวจสอบถึงประวัติที่มาของบ้านเลยได้ทราบว่า คุ้มนี้สร้างก่อน พ.ศ.๒๔๓๐ โดยเจ้าหนานขัติ ผู้สืบเชื้อสายจากเจ้าหลวงเทพวงศ์ ต้นตระกูลแสนศิริพันธุ์ สร้างโดยช่างฝีมือชาวจีนกวางตุ้งที่เลี่ยงการสร้างรางรถไฟสายเหนือช่วงกันดารเป็นหัวแรงสำคัญ

"พอถึงปี ๒๔๔๕ เกิดวิกฤติเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นแผนร้านผนวกยึดดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงและล้านนาของฝรั่ง เงี้ยวเข้าไปบุกยึดเมืองและไล่ฆ่าฟันข้าราชบริพารล้มตายเป็นจำนวนมาก พระวิชัยราชาในขณะนั้นดำรงตำแหน่งคลังจังหวัด ท่านได้สร้างวีรกรรมนำคนไทยส่วนกลางหลายคนไปหลบซ่อนอยู่บนเพดานบ้านหลังนี้หลายวันจนปลอดภัยจากการไล่ฆ่าของเงี้ยว ตัวพระวิชัยราชาเองก่อนหน้านี้ก็เคยได้ไปช่วยรบกับเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีเพื่อปราบฮ่อจนได้รับฉายา ขุนศึกเมืองลาว ตามประวัติบอกว่า ช่วงนั้นเป็นฤดูฝน กองทัพสยามล้มเจ็บป่วยด้วยโรคมาลาเรีย มีเหลือรอดอยู่แค่ ๑๑ คน ขณะที่กองช้างไม่เป็นอะไรเลย

เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีจึงให้กองช้างไปช่วย พวกฮ่อพอรู้จำนวนคนที่เหลือก็เข้ามาตั้งค่ายประชิดและประกาศจะเอางวงช้างหลวงมากินให้ได้ แต่ด้วยจิตใจที่ไม่ยอมแพ้ของฝั่งสยาม ก็ไม่ยอมทิ้งอาวุธ พระวิชัยราชา ในขณะนั้นเป็นเจ้าหนานคำนำปืนใหญ่ขึ้นไปบนหลังช้างและขี่ไปที่ค่ายฮ่อ เอาปืนใหญ่ยิงขึ้นไป ๓ นัด ตกลงกลางค่าย พวกฮ่อเลยตายกันเยอะ อีกนัดยิงไปโดนภูเขาเสียงดังก้อง พวกฮ่อก็นึกว่าโดนล้อมไว้หมดแล้วจึงยอมแพ้ เหตุการณ์นี้ก็ทำให้ท่านได้รับพระราชทานราชทินนามและได้กลายเป็นชื่อถนนหน้าคุ้มในปัจจุบันนี้ครับ"

ขณะที่วีรกรรมของผู้เป็นบิดาต่างเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วเมือง เจ้าวงศ์ แสนศิริพันธุ์ บุตรชายผู้ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนแรกของจังหวัดแพร่ก็ได้ฝากคุณงามความดีไว้เช่นกัน ที่สำคัญคือ เป็นแกนนำหัวหน้าขบวนการเสรีไทยกอบกู้อิสรภาพของชาติในช่วงสงครามโลก ยอมให้เป็นที่ซ่อนเสรีไทยที่โดดร่มลงมาและเป็นคลังเก็บอาวุธต่อสู้กับทหารญี่ปุ่น อีกทั้งยังเคยให้ ท่านปรีดี พนมยงค์ มาพำนักที่คุ้มนี้ตลอดเวลาที่ท่านมาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือกที่จังหวัดแพร่อีกด้วย

จากสภาพบ้าน แทบไม่น่าเชื่อว่าเคยถูกทิ้งให้รกร้างมาก่อน คุณวีระใช้เวลาซ่อมแซมนานอยู่ ๗ ปี จึงยังคงลักษณะรูปแบบบ้านสไตล์โคโลเนียลผสมผสานล้านนาไว้ได้ แต่ก็ยังไม่แล้วเสร็จ จึงพยายามหาเงินลงทุนเพื่อนำมาบูรณะอยู่ตลอดเวลา

ลวดลายไม้ฉลุสวยงามอ่อนพลิ้วทั้งที่จั่วบ้าน บังลม ระเบียง และไม้ช่องลมเหนือบานประตู หน้าต่างของบ้านไม้หลังใหญ่โดดเด่นยังคงแจ่มชัดเมื่อฉันจากมา เป็นมรดกของชาติทั้งทางประวัติศาสตร์และศิลปะที่เราคนไทยควรจะได้มาเห็นด้วยตาและบอกต่อกันไป

ไหนๆก็ได้เอ่ยถึงช่วงสงครามโลกกับขบวนการเสรีไทย จะไม่ไปแวะอีกหนึ่งสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรงก็ดูจะกระไรอยู่ หลังแวะทานมื้อเที่ยงอร่อยในตัวเมืองแล้วก็เข้าไปที่ พิพิธภัณฑ์เสรีไทยแพร่ เสียหน่อย

พิพิธภัณฑ์นี้อยู่ด้านหลังโรงแรมภราดร ถนนยันตรกิจโกศล ไม่ไกลจากโรงแรมแม่ยมพาเลซมากนัก ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๐ โดย คุณภุชงค์ กันทาธรรม บุตรชายของ ทอง กันทาธรรม อดีตหัวหน้าเสรีไทยสายแพร่ในขณะนั้น ว่ากันถึงขบวนการเสรีไทยแพร่แล้ว เป็นหนึ่งในกลุ่มชนจำนวนนับหมื่นที่สามารถนำประเทศชาติสู่ความเป็นเอกราชของชาติหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เนื่องจากสหรัฐอเมริกาได้ให้การรับรองไทยไม่ให้ตกเป็นประเทศที่แพ้สงครามร่วมกับญี่ปุ่นจากการที่รัฐบาลไทยประกาศสงครามต่อฝ่ายสัมพันธมิตรเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๕ และถือเป็นโมฆะ เพราะมีขบวนการเสรีไทยช่วยเหลืออเมริกาด้านการข่าวและการร่วมสกัดกั้นกองทัพญี่ปุ่นอย่างเต็มที่

"ในส่วนของเสรีไทยแพร่เองก็มีความหมายมาก แต่ไม่เป็นที่รับรู้แพร่หลาย คุณพ่อผมได้รับมอบหมายจากท่านปรีดีให้มาตั้งหน่วยเสรีไทยที่แพร่ มีการตั้งศูนย์วิทยุ มีทหารอเมริกันและนักเรียนไทยในอเมริกาโดดร่มลงมาช่วยทำงาน นำคนจำนวน ๕๐๐ คน ไปฝึกอาวุธบนภูเขา ขณะเดียวกันก็ส่งสายลับออกไปในฐานทัพญี่ปุ่นทั้งที่แพร่และลำปางเพื่อหาจุดทิ้งระเบิดให้เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรและทำลายที่ตั้งกองทัพญี่ปุ่นและเส้นทางลำเลียงอาหารครับ" คำบอกเล่าถึงวีรกรรมเสรีไทยแพร่โดยคร่าวๆจากผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์

ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งออกเป็น ๔ ส่วน ส่วนแรกเป็นจุดเริ่มต้นของเสรีไทยสายกลาง เรื่องราวและประวัติของแกนนำเสรีไทยคนสำคัญ จำลองห้องทำงานของ ทอง กันทาธรรม ให้ชม ส่วนที่ ๒ นำเสนอเรื่องราวของกำลังพลเสรีไทยแพร่ ประวัติและรูปภาพของเสรีไทยสายต่างๆติดประดับไว้บนผนัง รวมทั้งห้องทหารอเมริกัน ส่วนที่ ๓ เป็นเรื่องราวการรวมตัวของเสรีไทยสายอเมริกันและการดำเนินการของเสรีไทยสายอังกฤษ ส่วนสุดท้าย นำเสนอเรื่องของการร่วมมือทางทหารของเสรีไทยแพร่และฝ่ายสัมพันธมิตร การเจรจาเพื่อเอกราชของเสรีไทยกับฝ่ายสัมพันธมิตร และการทำลายล้างญี่ปุ่นด้วยระเบิดปรมาณูและจุดจบสงครามโลกครั้งที่ ๒

ในส่วนสุดท้ายนี้เอง ทำให้ฉันได้ตระหนักและย้ำความคิดที่มีก่อนหน้านี้ให้แน่ชัดยิ่งขึ้นว่า ความรุนแรงทำลายล้างไม่อาจนำมาซึ่งความสงบสันติเลยสักนิดเดียว มีแต่ความสูญเสียเท่านั้นที่ครอบคลุมไปทั่ว และประชาชนคนบริสุทธิ์นั่นละคือผู้ที่ต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมอันไม่อาจหลีกเลี่ยงนี้ได้

ช่วงบ่ายแก่ๆ ฉันเดินทางต่อไปยังถนนคุ้มเดิม อันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์การป่าไม้ ศูนย์ฝึกอบรมที่ ๑ (แพร่) จะเรียกว่า ย้อนรอยตำนานการทำกิจการไม้สักในสยามคงไม่ผิด

จำได้ว่า เคยได้ยินชื่อ "โรงเรียนป่าไม้" เมื่อนานมาแล้ว แต่ไม่เคยได้เห็นของจริง คราวนี้ละจะได้พบเสียที

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีอาคารทั้งหมด ๓ หลัง เดิมเป็นของบริษัทอีสต์ เอเชียติค จำกัด จากประเทศเดนมาร์ก ซึ่งได้รับสัมปทานทำไม้สัก บริเวณริมแม่น้ำยมฝั่งขวาในจังหวัดแพร่ โดยเช่าพื้นที่จากรัฐบาลไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ประมาณ ๖ ไร่ เพื่อใช้เป็นที่ทำการและที่พักของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของบริษัท เมื่อบริษัทหมดสัญญาสัมปทาน กรมป่าไม้จึงได้ตั้งกองโรงเรียนป่าไม้ขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๘ ยุคที่ ๑ เปิดสอนวิชาการป่าไม้จนถึง พ.ศ.๒๔๙๙ จึงยกฐานะไปเปิดการสอนเป็นคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยุคที่ ๒ เปิดสอนระดับประกาศนียบัตร วิชาการป่าไม้ หลักสูตร ๒ ปี จนถึงปีสุดท้ายคือ พ.ศ.๒๕๓๗ และกลายเป็นพิพิธภัณฑ์เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๑

เนื่องจากอาคารแรกปิด ฉันจึงได้เข้าไปชมเพียง ๒ อาคาร คือ อาคารที่ ๒ ซึ่งเคยเป็นที่ทำงานของบริษัทดังกล่าวและโรงเรียนป่าไม้ แต่ปัจจุบันจัดแสดงภาพการทำไม้ในอดีตของประเทศไทย รวมทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆที่เกี่ยวกับการทำไม้ ตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากไม้ เรื่องราวของไม้สักและตัวอย่างไม้นานาชนิด ส่วนอาคารที่ ๓ เป็นอาคาร ๒ ชั้น กว้างใหญ่ ตกแต่งสไตล์ยุโรปเหมือนสถานที่อื่นก่อนหน้านี้ ตั้งอยู่บนกำแพงเมืองเก่า จึงต้องเดินขึ้นบันไดไปชม เดิมเป็นที่พักของผู้บริหารและอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนป่าไม้ ภายในโล่งกว้าง นึกถึงว่ามีสมาชิกในครอบครัวมาพำนักพักอาศัยหลายคน คงจะเป็นบ้านที่มีสีสันน่าอบอุ่นไม่น้อย

เห็นบ้านเรือนไม้โบราณหลายหลังที่แพร่นี้แล้ว ทำให้ฉันคิดได้ขณะเดินออกมาเพื่อกลับกรุงเทพฯ ในเย็นวันนั้นว่า ความสวยงามคลาสสิคที่ตกทอดผ่านกาลเวลามายาวนานได้สร้างเสน่ห์น่าหลงใหลแก่ผู้พบเจอทุกครั้ง และเป็นเรื่องน่ายินดีที่ยังมีผู้ร่วมอนุรักษ์คุณค่าทางประวัติศาสตร์นี้ไว้มากมายในเมืองล้านนาแห่งนี้