พระวิญญาณ

ตอนที่ 1
ประสบการณ์ลี้ลับ

สมัยที่ยังเป็นนักข่าวประจำกองบรรณาธิการนิตยสารหญิงไทย ผู้เขียนเคยไปทำข่าวในโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งวันนั้นมีการบวงสรวงดวงพระวิญญาณรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระราชบิดาหรือสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์ อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระราชบิดาทรงเป็นพระบิดาของวงการแพทย์ไทย วันนั้นมีโอกาสได้พูดคุยกับพราหมณ์ผู้ทำพิธีและผู้อัญเชิญดวงพระวิญญาณได้ถามไปว่า "เห็นพระวิญญาณของทั้งสองพระองค์มั้ย" พราหมณ์บอกว่า "ทั้งสองพระองค์เสด็จฯมาพร้อมกัน" แสดงให้รู้ว่าพระวิญญาณยังไม่ได้ไปไหน ทั้งๆที่สิ้นพระชนม์ไปนานหลายปีแล้ว

ยิ่งเมื่อมาขีดเขียนเรื่องราวลี้ลับ ผีสาง เทวดาทั้งหลายยิ่งได้ค้นคว้าและไปสัมภาษณ์ผู้ที่มีประสบการณ์ก็ยิ่งย้ำความมั่นใจเพิ่มขึ้นอีกว่า "วิญญาณไม่สูญไปจากโลก" จริงๆ โดยเฉพาะพระวิญญาณของ "สมเด็จพระราชบิดา" ที่ชาวศิริราชทั้งหมอ พยาบาลและคนไข้ต่างให้ความเคารพ ศรัทธายิ่ง และทุกคนเชื่อว่าพระองค์ยังอยู่ที่นั่น

สมเด็จพระราชบิดามีพระนามเต็มว่า จอมพลเรือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์ อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เป็นพระบรมราชชนกในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลฯ และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประชาชนทั่วไปมักคุ้นกับพระนามว่า "กรมหลวงสงขลานครินทร์" พระราชบิดา "เจ้าฟ้าทหารเรือ" ส่วนชาวต่างประเทศเรียกว่า "เจ้าฟ้ามหิดล" ประสูติเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2435 เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 69 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์ที่ 7 ในสมเด็จพระศรีสวรินทิราบราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ได้รับการเรียกพระนามเล่นๆว่า "ทูลกระหม่อมแดง"

เมื่อทรงพระเยาว์ประทับอยู่กับพระมารดาในพระบรมมหาราชวังโดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมาวดีศรีรัตน ราชธิดากรมหลวงสมรรัตนสิริเชษฐ์เป็นผู้ถวายการดูแลอย่างใกล้ชิด พระพี่เลี้ยงคือ หม่อมเจ้ากุสุมา เกษมสันต์ เพราะพระพลานามัยไม่สมบูรณ์นักต้องเสวยน้ำมันตับปลาเป็นประจำ พระกระยาหารที่โปรดมากคือปลากุเลากับส้มโอฉีก ส่วนเครื่องหวานโปรดอ้อยควั่นแช่น้ำดอกไม้สด

สมเด็จพระบรมราชชนกได้รับการถวายพระอักษรตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์มากที่โรงเรียนราชกุมารในพระบรมมหาราชวัง มีพระสหายสนิท คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์กรมพระยาชัยนาทนเรนทร มีพระราชจริยาวัตรที่ไม่ถือพระองค์ มีน้ำพระทัยเมตตากรุณามาแต่ยังทรงพระเยาว์

หลังจากทรงศึกษาที่โรงเรียนราชกุมารในพระบรมมหาราชวัง ในปี 2448 และเข้าโรงเรียนนายร้อยชั้นประถม และเสด็จไปทรงศึกษาต่อในสหราชอาณจักรพร้อมนักเรียนทุนหลวงในสมัยนั้นหลายพระองค์และหลายคนเข้าศึกษาที่โรงเรียนแฮโรว์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จนถึง พ.ศ.2450 ทรงย้ายไปศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยชั้นต้นปอตสดัมและโรงเรียนนายร้อยชั้นสูงในเยอรมนี ทรงสอบได้คะแนนดีมากจากนักเรียน 400 คน มีผู้ทำแต้มเสมอพระองค์เพียงคนเดียว ซึ่งนับว่าพระองค์เป็นคนไทยคนแรกที่สอบไล่ได้คะแนนสูงสุด

ทรงสำเร็จการศึกษาเป็นนายเรือตรีแห่งกองทัพเรือเยอรมันและได้รับพระราชทานยศจากเมืองไทยเป็นนายเรือแห่งราชนาวีไทยเมื่อพระชนมายุได้ 21 พรรษา ทรงรับราชการในกองทัพเรือเยอรมันเป็นเวลาสามปี

วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2453 เสด็จกลับจากทวีปยุโรปพร้อม พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย และ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร เพื่อทรงร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระบรมราชชนก รัชกาลที่ 5 ในปี 2457 ทรงลาออกจากกองทัพเรือเยอรมัน เสด็จนิวัตกลับประเทศไทยเนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ทรงเข้ารับราชการในกระทรวงทหารเรือในตำแหน่งกรมเสนาธิการทหารเรือ ได้รับพระราชทานยศเป็นนายเรือโท

ในปี 2459 สมเด็จกรมพระยาชัยนาทนเรนทรผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยปลัดทูลฉลองและผู้บัญชาการราชแพทยาลัย ทรงเห็นว่าโรงเรียนแพทย์อยู่ในฐานะล้าหลังมากเมื่อเทียบกับโรงเรียนในยุโรป โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ จึงตกลงพระทัยที่จะปรับปรุงแต่ประสบปัญหาว่าหาผู้มีวิชามาเป็นอาจารย์ไม่ได้ จึงพยายามชักชวนผู้รู้มาร่วมงาน พร้อมทั้งขอร้องให้กระทรวงธรรมการติดต่อกับมูลนิธิร็อกกี้เฟอเลอร์ให้ช่วยจัดอาจารย์ในวิชากายวิภาคศาสตร์ สรีรวิทยา พยาธิวิทยาและศัลยกรรม หลังจากนั้นเสด็จเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมราชชนกให้ทรงหันมาสนพระทัยการแพทย์และสาธารณสุขที่พระองค์เคยศึกษามา โดยพระองค์ทรงออกอุบายเชิญสมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จฯประทับเรือยนต์ประพาสทางน้ำไปตามคลองบางกอกใหญ่ คลองบางกอกน้อย พอถึงคลองบางกอกน้อยจึงทูลเชิญขอให้แวะที่ศิริราชพยาบาล เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นโรงคนไข้ ซึ่งเป็นเรือนไม้หลังคาจากมีไม่พอรับคนไข้ มีคนไข้นั่งรอนอนรออยู่ตามโคนต้นไม้และยังขาดอุปกรณ์การแพทย์ สมเด็จพระบรมราชชนกทรงทราบถึงความยากลำบากและขาดแคลนของศิริราช ทรงสลดพระทัยเป็นอย่างยิ่ง กรมพระยาชัยนาทนเรนทรจึงกราบทูลวิงวอนให้พระองค์เข้ามาช่วยจัดการการศึกษาแพทย์ เพราะสมเด็จพระบรมราชชนกทรงเป็นเจ้าฟ้าชั้นสูง ถ้าทรงเข้ามาช่วยจัดการเรื่องนี้จะทำให้กิจการแพทย์เด่นขึ้น มีผู้โดยเสด็จช่วยเหลืองานมากขึ้น อีกทั้งสมเด็จพระบรมราชชนกทรงมีรายได้สูงเพียงพอที่จะใช้ในการบำเพ็ญพระกุศลสาธารณะและยังทรงมีพระปัญญาเฉียบแหลม มีความเพียรทำจริงไม่ย่อท้อ จะทำให้การแพทย์เจริญก้าวหน้ารวดเร็ว ในที่สุดพระองค์ทรงตกลงพระทัยที่จะทรงช่วยปรับปรุงการแพทย์ของประเทศไทย โดยจะเสด็จฯไปทรงศึกษาวิชาเฉพาะเพื่อให้งานได้ผลจริงๆ

ในปี 2460 สมเด็จพระบรมราชชนกได้เสด็จฯเข้าศึกษาต่อในวิชาสาธารณสุข ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาด สหรัฐอเมริกา ระหว่างที่ทรงศึกษาทรงพระราชทานทุนให้แก่นักเรียนแพทย์ได้ศึกษาที่อเมริกาจำนวนสองทุน ปรากฏว่าได้นักเรียนพยาบาลมาสองคนคือ นางสาวสังวาลย์ ตะละภัฏ (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนี) และ นางสาวอุบล ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

สมเด็จพระบรมราชชนกทรงดูแลเอาใจใส่นักเรียนทั้งสองของพระองค์เป็นอย่างดี ทรงแนะนำวิธีการดำเนินชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณีของต่างประเทศและมีรับสั่งเตือนสติเสมอว่า "เงินที่ฉันได้ใช้ออกมาเรียนหรือให้พวกเธอออกมาเรียนนี้ ไม่ใช่เงินของฉันแต่เป็นเงินของราษฎรเขาจ้างให้ออกมาเรียน ฉะนั้น เธอต้องตั้งใจเรียนให้ดี ให้สำเร็จเพื่อจะได้กลับไปทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ และขอให้ประหยัดใช้เงินเพื่อฉันจะได้มีเงินเหลือไว้ช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป"

และในวันที่ 10 ตุลาคม 2463 พระองค์ได้อภิเษกสมรสกับ นางสาวสังวาล ตะละภัฏ การเสด็จฯไปทรงศึกษาวิชาแพทย์นี้นับเป็นอุปสรรคสำหรับพระองค์ เนื่องจากประเทศอังกฤษอากาศชื้นหนาวเย็น จึงประชวรด้วยโรคพระวักกะ (ปอด) ครั้งนั้นจึงเสด็จนิวัติกลับพระนคร หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2468 สมเด็จพระบรมราชชนกพร้อมพระชายาและพระธิดาเสด็จฯยุโรปเพื่อไปศึกษาเรื่องแพทย์ต่อ โดยทรงเลือกวิชากุมารเวชศาสตร์และเสด็จฯกลับประเทศไทย เมื่อ 13 ธันวาคม 2471 เมื่อเสด็จฯกลับประเทศไทยพระราชกรณียกิจแรก คือพระราชทานทุนให้นักเรียนออกไปศึกษาต่างประเทศ 10 ทุนในสาขาเกี่ยวกับแพทย์

24 เมษายน 2472 สมเด็จพระบรมราชชนกได้เสด็จไปทรงทรงงานที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทรงงานที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค ทรงเอาใจใส่ในการรักษาประชาชนเป็นอย่างมาก ชาวเชียงใหม่จึงขนานพระนามของพระองค์ว่า "หมอเจ้าฟ้า" สมเด็จพระบรมราชชนกได้ประทับทรงงานที่จังหวัดเชียงใหม่ 3 สัปดาห์ ก็ต้องเสด็จฯกลับกรุงเทพฯในวันที่ 18 พฤษภาคม 2472 เนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงศพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาภาณุพันธวงศ์วรเดช หลังจากนั้นมีพระราชประสงค์จะเสด็จฯกลับไปเมืองเชียงใหม่ แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามพระราชประสงค์เนื่องจากประชวร ต้องประทับในตำหนักวังสระปทุมพร้อมกับพระมารดาโดยไม่ได้เสด็จออกจากวังอีกเลย และเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2472 เวลา 16.45 สมเด็จพระบรมราชชนกก็ได้เสด็จสวรรคตด้วยพระโรคฝีบิดในพระยากนะ (ตับ) โดยมีโรคแทรกซ้อนคือพระบัปผาสะบวมน้ำและพระหทัยวาย พระชนมายุได้ 37 ปี 8 เดือน 23 วัน

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า