กรมศิลปากรนำชมอู่ทองต้นทางประวัติศาสตร์ไทย ผ่านนิทรรศการ-การแสดงกลางแจ้งที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง

ตอนจบ
เยือนเมืองประวัติศาสตร์
ช่างภาพ: 

เรื่องการแสดงบนเวทีกลางแจ้งของชาวกรมศิลปากรสร้างความสนุกสนานครึกครื้นให้กับผู้ที่ชื่นชมในศิลปวัฒนธรรมไทย การขับเสภาออกระบำควาย ตอน พระพันวษาต้อนควายป่าที่เขาพระเมืองอู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรี สุจิตต์ วงษ์เทศ ทำบทจากเสภาขุนช้าง ขุนแผน เป็นฉากหนึ่งในขุนช้าง ขุนแผน เขาพระเป็นเสมือนแลนด์มาร์กหลักหมายอันศักดิ์สิทธิ์ของทิวเขาทางด้านทิศตะวันตกของเมืองอู่ทองที่มียอดเขาชื่อต่างๆต่อเนื่องกันเป็นพืดไป เขารางกะปิด เขาทำเทียม เขาพุหางนาค เขาถ้ำเสือ

เรื่องราวของฉากในเสภาขุนช้าง ขุนแผน มีปฐมบทของตำนานเริ่มต้น บนยอดเขาบางลูกมีการค้นพบวัฒนธรรมหินตั้งในศาสนาผีที่บรรพชนคนดึกดำบรรพ์ทำขึ้นไม่น้อยกว่า 2,000 ปีมาแล้ว หรือก่อน พ.ศ.500 ต่อมาหลัง พ.ศ.1000บริเวณนี้รับศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพุทธมาจากอินเดียแล้วสร้างบ้านแปลงเมือง เรียกภายหลังสืบมาว่า เมืองอู่ทองปรับเข้ากับศาสนาผีที่มีมาแต่เดิมแล้วยกเขาพระเป็นแหล่งศักดิ์สิทธิ์ของพราหมณ์และพุทธเคลือบผีไว้ จึงพบสถูปเจดีย์บนยอดเขาพระแล้วพบร่องรอยทางศาสนาอื่นๆอีกมาก มีความเชื่อถือกันว่าเป็นส่วนหนึ่งของปุษยคิริที่บรรพชนคนอู่ทองยุคทวารวดีสมมติชื่อเรียกเลียนแบบภูเขาศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนา ยุคพระเจ้าอโศกที่มีจริงในอินเดีย แม้เมืองอู่ทองลดความสำคัญลงเป็นส่วนป่าดงของเมืองสุพรรณบุรี แต่เขาพระยังอยู่ในความทรงจำว่าเป็นแหล่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่เสื่อมคลาย จึงมีผู้คนจาริกแสวงบุญไปกราบไหว้นมัสการสม่ำเสมอ กระทั่งหลังรัชกาลที่ 3 กวีก็ใช้เป็นฉากใน เสภาขุนช้าง ขุนแผน ละครเสภาเรื่องขุนช้าง ขุนแผน เป็นนิทานพื้นบ้านที่เก่าแก่เรื่องหนึ่งเป็นที่รู้จักกันดีตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

อ.ประภัสสร์ ชูวิเชียร อาจารย์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรให้ข้อมูลเรื่องเมืองอู่ทองบนเส้นทางการค้าจังหวัดสุพรรณบุรี อยู่บนเส้นทางคมนาคมการค้าและสงครามไปจังหวัดกาญจนบุรี (ผ่านอำเภอพนมทวน) ซึ่งอยู่ต่อเนื่องกับ อำเภออู่ทอง ลำน้ำจระเข้สามพัน (อำเภออู่ทอง) ต่อเนื่องกับลำน้ำทวน (อำเภอพนมทวน) เชื่อแม่น้ำแม่กลอง ที่อำเภอท่าม่วง (กาญจน์) ไหลลงแม่น้ำท่าจีน ที่อำเภอสองพี่น้อง (สุพรรณ) เป็นเส้นทางคมนาคมไม่น้อยกว่า3,000ปีมาแล้ว พบหลักฐานโบราณคดีจำนวนมากอยู่สองข้างลำน้ำ สืบเนื่องจนยุคทวารวดีมีการติดต่อทางทะเลกับอินเดีย ลังกา ผ่านด่านเจดีย์สามองค์ ออกอ่าวเมาะตะมะ ทะเลอันดามัน ทางเมืองทวายในพม่า ดังนั้น คนยุคหลังๆ จึงไม่ลืมเมืองอู่ทอง ยังมีซากสถูปเจดีย์ยุคต่างๆต่อเนื่องแสดงว่ามีชุมชนสืบกันต่อๆมา เพราะอยู่บนเส้นทางคมนาคมสำคัญที่ใช้ทั้งด้านการค้าและการสงคราม

ในตอนหนึ่งของการแสดงเป็นบทกลอนที่แสนไพเราะดังนี้ ถึงเขาพระที่เคยเข้ามาไหว้ พระสุกนี่กระไรดังหิ่งห้อย ชี้บอกวันทองน้องน้อย พระจันทร์ฉายบ่ายคล้องลงฉับพลัน รื่นรื่นชื่นรสเสาวคนธ์ ปนกับกลิ่นแก้มเกษมสันต์ หอมกลิ่นบุปผาสารพัน พระจันทร์ดั้นหมอกออกแดงดวง ส่องต้องบุปผชาติสะอาดช่อ อ่อนลออ เกสรขจรร่วง น่ารักโกสุมเป็นพุ่มพวง โน้มหน่วงกิ่งเก็บให้วันทอง ทัดหูชูชมภิรมย์จิต ขอดมดอกไม้นิดอย่าปิดป้อง พี่สูดแต่น้อยน้อยค่อยประคอง ไฮ้อย่าต้องของฉันจะชอกช้ำ พี่ต้องแต่เบาเบาดอกเจ้าพี่ พอยินดีหายระหวยเมื่อยามค่ำ อันตัวพี่ไม่มีจะหยามทำ นั่นซ้ำเก่าเจ้าแกล้งมาโลกัน

วันทองร้องไฮ้อะไรนี่ เชิงกระหนี้เหน็บแนมแกมขยัน แสนงอนค่อนว่าสารพัน ไก่ขันแจ้วแจ้วจะรุ่งราง เสียงจังหรีดกรีดกริ่งระงมไพร ลองไนหริ่งหริ่งอยู่รอบข้าง จักจั่นสนั่นเสนาะคราง เมื่อแสงทองส่องสว่างสุธาดล สกุณากาแกก็แซ่ซ้อง ชะนีร้องเหนี่ยวไม้ในไพรสณฑ์ เห็นแสงพระอาทิตย์ผิดพิกล วะโหวดโหวยเวียนวนว่าเลือดย้อย เสียงเย็นเห็นยะยวบอยู่ปลายไม้ ไหวไหวผัวโวยโหยละห้อย พอเห็นคนแล่นโลดกระโดดลอย ลูกน้อยตามแต้กลัวแม่ทิ้ง ฝูงลิงไต่กิ่งลางลิงไขว่ ลางลิงแล่นไล่กันวุ่นวิ่ง ลางลิงชิงค่างขึ้นลางลิง กาหลงลงกิ่งกาหลงลง เพกากาเกาะทุกก้านกิ่ง กรรณิกากาชิงกันชมหลง มัดกากากวนล้วนกาดง กาฝากกาลงทำรังกา เสือมองย่องแอบต้นตาเสือ ร่มหูกวางกวางเฝือฝูงกวางป่า อ้อยช้างช้างน้าวเป็นราวมา สาลิกาจับกิ่งพิกุลกิน เขาคุ่มกระลุมพูคูขันจ้อ นกกระทาปักก้อในไพรสณฑ์ คิริบูนบ่นบ้ากระพือบิน ขมิ้นจับโมงหมายอยู่ชายไพร

นักแสดงลิเกเสภาขุนช้าง ขุนแผน ครั้งนี้ มี ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต กรมศิลปากร เป็นขุนแผน และ ประสาท ทองอร่าม (ครูมืด) เป็น เฒ่าละว้า พร้อมด้วยศิลปินกรมศิลปากร มณีรัตน์ มุ่งดี เป็น วันทอง จรัล พูลลาภ เป็น ขุนช้าง กิตติ จาตุประยูร เป็น ม้าสีหมอก และตลกกรมศิลป์ หัสดินทร์ ปานประสิทธิ์ สุทธิ สุทธิรักษ์ เกริกชัย ใหญ่ยิ่ง กำจรเดช สดแสงจันทร์ ขับเสภา กิตติคุณ อยู่เจริญ กานต์สินี สำเนียงทอง ร้องเพลง ทั้งนี้ สุจิตต์ วงษ์เทศ พร้อมด้วยสองอาจารย์จากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อ.ประภัสสร์ ชูวิเชียร อ.สาลินี มานะกิจ เล่าเรื่อง

เมื่อชมการแสดงบนเวทีกลางแจ้งแล้วคณะสื่อมวลชนทั้งหมดเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง โดยมีวิทยากรบรรยายพร้อมด้วยหนังสือนำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง และเรื่องราวสุวรรณภูมิเป็นคู่มือการเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทองเป็นพิพิธภัณฑ์สำคัญด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นสถานที่เก็บรักษา และจัดแสดงโบราณศิลปวัตถุที่ได้จากการบูรณะเมืองโบราณอู่ทอง ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับดินแดนสุวรรณภูมิ ศูนย์กลางการค้าของโลกยุคโบราณ เมื่อ 2,500 ปีที่ผ่านมา ทั้งยังเป็นจุดที่พระพุทธศาสนาเข้ามาประดิษฐานเป็นแห่งแรกในเมืองไทย

เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ.2446 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้เสด็จตรวจราชการเมืองสุพรรณบุรี และเสด็จสำรวจเมืองโบราณอู่ทอง ทรงนิพนธ์เล่าเรื่องเมืองอู่ทองในรายงานเสด็จตรวจราชการเมืองสุพรรณบุรี และทรงนิพนธ์หนังสือเรื่องนิทานโบราณคดีในพ.ศ.2508-2509 กรมศิลปากรได้จัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทองขึ้นเป็นการถาวร เพื่อเก็บรักษาและจัดแสดงโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดี เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2509

ในช่วงแรกของการจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง จัดแสดงโบราณวัตถุสมัยทวารวดีเป็นส่วนมาก ซึ่งพบในบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง และจากอำเภอต่างๆในจังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดนครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และย้ายมาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โบราณวัตถุที่พบในเมืองโบราณอู่ทองนั้นมีคุณค่าอย่างยิ่งในการศึกษาค้นคว้าทางด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์

ห้องจัดแสดงห้องแรก บรรพชนคนอู่ทองสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และการรับวัฒนธรรมจากภายนอก จัดแสดงถึงพัฒนาการของเมืองโบราณอู่ทอง เมืองโบราณแห่งนี้พบหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์แบบสังคมเกษตรกรรมยุคหินใหม่ต่อเนื่องถึงยุคโลหะ เมื่อ3,000ปีมาแล้ว เมืองโบราณอู่ทองเป็นเมืองท่าศูนย์กลางการติดต่อค้าขายสำคัญของชุมชนโบราณในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับประเทศสำคัญของโลก มีลูกปัดชนิดต่างๆทำด้วยหินมีค่าที่นำเข้าจากประเทศอินเดีย เหรียญกษาปณ์โรมัน ปูนปั้นรูปพ่อค้าชาวเปอร์เซีย เมืองอู่ทองมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบทางวัฒนธรรมเข้าสู่วัฒนธรรมทวารวดี ซึ่งเป็นวัฒนธรรมสมัยประวัติศาสตร์ยุคแรกสุดบนผืนแผ่นดินไทย

โบราณวัตถุสำคัญที่จัดแสดงเครื่องประดับทองคำ ลูกปัดทองคำสมัยทวารวดี ลูกปัดที่ทำจากหินแก้ว แผ่นดินเผา ภาพพระภิกษุอุ้มบาตร อิทธิพลศิลปะอมราวดีถือว่าเป็นโบราณวัตถุที่ได้รับอิทธิพลศิลปะอินเดียที่มีอายุเก่าที่สุดเท่าที่พบในเมืองไทย

คนยุคดึกดำบรรพ์จากท้องถิ่นใกล้เคียงลุ่มน้ำแม่กลอง ใช้เครื่องมือทำจากหินและไม้เดินทางแสวงหาอาหารตามธรรมชาติผ่านไปมาทั่วเขตอู่ทองเมื่อราว3,000ปีมาแล้ว คนกลุ่มหนึ่งอาศัยชั่วคราวบริเวณเพิงผาตามทิวเขาทำเทียมและเขาพระ รวมถึงที่ราบลุ่มน้ำจระเข้สามพัน และลำน้ำต่างๆขอบทะเลโคลนตมของอ่าวไทยเว้าลึกเข้ามาถึงดินแดนทางทิศตะวันออกของอู่ทองต่อเนื่อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี แม่น้ำจระเข้สามพันไหลลงทะเลโคลนตมของอ่าวไทยทางแม่น้ำท่าว้า ขณะนั้นยังไม่มีแม่น้ำท่าจีน

บรรพชนคนอู่ทองเมื่อ 2,000 ปีมาแล้ว หรือหลัง พ.ศ.500 ใช้เครื่องมือทำจากโลหะสำริดและเหล็ก แต่ยังใช้เครื่องมือหินด้วย สร้างที่อยู่อาศัยด้วยไม้ไผ่และไม้ชนิดต่างๆอยู่รวมกันเป็นบ้านเมืองบริเวณที่ราบลุ่มน้ำจระเข้สามพัน และลำน้ำต่างๆในเขตอู่ทองแผ่กว้างไปถึงลำน้ำทวน ย่านดอนตาเพชร ยังมีการนับถือศาสนาผี โดยมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทำพิธีกรรมขอขมาฟ้าดินอยู่บนทิวเขาพระต่อเนื่องเขาทำเทียม ใช้ก้อนหินกับแผ่นหินทำเขตศักดิ์สิทธิ์ด้วยการปักดิน วางเรียงซ้อนเป็นชั้นๆ เหมือนแหล่งอื่นๆทั่วโลกในยุคก่อนหน้าหรือใกล้เคียงกัน เรียกว่ายุคหินตั้ง ชุมชนบ้านเมืองนานไปก็เติบโตระดับเป็นรัฐเล็กๆมีหัวหน้าเผ่าพันธุ์เป็นแม่หญิงทำหน้าที่หมอผีด้วย มีระบบปกครองผู้คนระดับต่างๆลดหลั่นกันไป มีคนจากที่ห่างไกล เวียดนาม หมู่เกาะเดินทางทะเลเลียบชายฝั่งมาติดต่อแลกเปลี่ยนสิ่งของกับชุมชนยุคโลหะที่อู่ทองเรียกดินแดนแผ่นดินใหญ่ที่มีบริเวณอู่ทองตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมออกทะเลอ่าวไทยว่าสุวรรณภูมิ หมายถึงดินแดนที่มีความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์

ห้องจัดแสดง 2 อู่ทองศรีทวารวดีเป็นวัฒนธรรมทวารวดีที่เมืองโบราณอู่ทอง ห้องนี้จัดแสดงเรื่องราวและความสำคัญของเมืองโบราณอู่ทองในฐานะเมืองสมัยประวัติศาสตร์ยุคแรกของเมืองไทย เป็นศูนย์กลางการค้าและศูนย์กลางพระพุทธศาสนามาก่อนแพร่กระจายความเจริญไปสู่ชุมชนโบราณร่วมสมัย เมืองโบราณอู่ทองเป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดีมีผังเมืองเป็นรูปวงรี ตัวเมืองมีคูน้ำคันดินล้อมรอบ ภายในตัวเมือง และบริเวณโดยรอบมีซากโบราณสถานกระจายอยู่ไม่น้อยกว่า 20 แห่ง

โบราณวัตถุสำคัญที่จัดแสดง ธรรมจักรศิลา พระพุทธรูปสำริด พระพุทธรูปดินเผา พระพิมพ์ดินเผา ประติมากรรมดินเผา ลูกปัด เครื่องประดับ เครื่องมือเครื่องใช้ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรม ลวดลายปูนปั้น โดยเฉพาะธรรมจักรศิลาพร้อมแท่นและเสาตั้งชื่อซึ่งถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมที่พบสมบูรณ์เพียงชิ้นเดียวในเมืองไทย

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทองยังได้จำลองเรือนลาวโซ่งเป็นรูปแบบบ้านอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวไทยทรงดำหรือลาวโซ่ง ชาติพันธุ์สำคัญชาติพันธุ์หนึ่งที่อาศัยอยู่ในอำเภออู่ทอง ไทยทรงดำหรือลาวโซ่งเป็นกลุ่มเชื้อสายไทมีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศลาวและเวียดนาม ในสมัยธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น กองทัพไทยได้ยกไปตีนครเวียงจันทน์และเมืองต่างๆในอาณาจักรล้านช้าง (ประเทศลาว) ได้กวาดต้อนผู้คนครอบครัวชาวลาวต่างๆจำนวนมาก รวมทั้งชาวลาวโซ่งมายังอาณาจักรสยาม ชาวลาวโซ่งเข้ามาตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ในเขตจังหวัดเพชรบุรี ต่อมาย้ายถิ่นฐานไปยังจังหวัดสุพรรณบุรี ในปัจจุบันชุมชนชาวไทยทรงดำในจังหวัดสุพรรณบุรีอาศัยอยู่ในเขตอำเภออู่ทอง อำเภอเมือง อำเภอสองพี่น้อง อำเภอบางปลาม้า

โบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทองที่ทุกคนต้องชม แผ่นดินเผาภาพพระภิกษุ 3 องค์อุ้มบาตร ถือเป็นโบราณวัตถุเกี่ยวกับศาสนาพุทธเก่าแก่ที่สุด มีอิทธิพลศิลปะอินเดียเก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบในเมืองไทย ชิ้นส่วนปูนปั้นภาพพระพุทธรูปนาคปรก เป็นภาพพระพุทธเจ้าประทับขัดสมาธิไขว้พระบาทหลวมๆ แสดงถึงอิทธิพลศิลปะอมราวดีของอินเดีย พระหัตถ์ทั้งสองวางประสานกันที่พระเพลา ด้านล่างเป็นขนดนาค 3 ชั้นซ้อนกัน

ปูนปั้นพระพุทธรูปปางเสด็จลงจากดาวดึงส์ นิยมเรียกพระพุทธรูปยืนยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างขึ้นในท่าแสดงธรรมโดยพระอังคุต (นิ้วหัวแม่มือ) และพระดัชนี (นิ้วชี้) จรดกันเป็นวงกลมว่า ปางเสด็จลงจากดาวดึงส์หมายถึงเหตุการณ์ตอนที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จกลับลงมายังโลกมนุษย์ ภายหลังจากทรงเทศนาโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในช่วงเข้าพรรษา พระพุทธรูปองค์นี้ทำด้วยปูนปั้นมีลักษณะพระพักตร์แบบพื้นเมือง ครองจีวรห่มคลุม พระหัตถ์ทั้งสองข้างทำปางแสดงธรรม สันนิษฐานว่าทำขึ้นเพื่อประดับตกแต่งศาสนสถาน พระโพธิสัตว์ปัทมปาณิ เป็นศิลปะศรีวิชัยประมาณพุทธศตวรรษที่ 14-15 หรือราว 1,100-1,200 ปีมาแล้ว ประติมากรรมสำริดหล่อเป็นรูปพระโพธิสัตว์ปัทมปาณิ หรือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์องค์สำคัญในศาสนาพุทธลัทธิมหายานประจำยุคปัจจุบัน ประทับยืนบนฐานทรงกลม เกล้าพระเกศาสูง มีรูปพระอมิตาภะปางสมาธิอยู่ที่หน้ามวยผม พระหัตถ์ขวาถือลูกประคำ พระหัตถ์ซ้ายถือก้านดอกบัวและคนโทน้ำมีสายธุรำ (ยัชโญปวีต) พาดคล้องที่พระอังสาซ้าย

ความสำคัญของอู่ทองศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนา เป็นการจัดแสดงเหตุการณ์ในอดีตเมื่อครั้ง 1,800 ปีที่ผ่านมา เมืองโบราณอู่ทองอรุณรุ่งแห่งอารยธรรมไทยเป็นเมืองสำคัญยุคแรกที่ได้รับอิทธิพลทางศาสนาพุทธจากอินเดีย เป็นจุดกำเนิดวัฒนธรรมทวารวดีในเวลาต่อมา มีหลักฐานว่าพุทธศาสนาได้เข้ามาประดิษฐานที่เมืองโบราณอู่ทองเป็นจุดแรกในดินแดนประเทศไทย

หากผู้ใดสนใจที่จะเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทองด้วยตัวเอง หรือเข้าชมเป็นหมู่คณะ ที่นี่เปิดทำการในวันพุธ-วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา09.00 - 16.00น. สอบถามได้ที่ 0-3555-1021 0-3555-1040