ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล

แสดงปาฐกถาผลงานควบคุมไวรัส HIV-AIDS มหาวิทยาลัยมหิดล
รายงานพิเศษ

นับเป็นประเพณีตลอด22ปีที่ผ่านมาผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล แสดงปาฐกถาในผลงานที่ได้รับรางวัลให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้สนใจ นับได้ว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะได้เรียนรู้ถึงสิ่งที่ท่านได้อุทิศตนทุ่มเทเวลาศึกษาวิจัย เพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุดมาช่วยเหลือมวลมนุษยชาติ ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจแก่แพทย์รุ่นหลังได้สืบทอดเจตนารมณ์ ทั้งนี้การแสดงปาฐกถาจัดขึ้น ณ ห้องประชุมราชปนัดดาสิรินธร อาคารศรีสวรินทิรา ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำระดับโลก ศาสตราจารย์ นายแพทย์เดวิด ดี. โฮ แสดงปาฐกถาเรื่อง The Ever Changing Face of HIV นายแพทย์แอนโทนี เอส ฟอซี แสดงปาฐกถาเรื่อง Toward Ending the HIV/AIDS Pandemic : The Role of an HIV Vaccine และ บารอน ปีเตอร์ ปิย็อต แสดงปาฐกถาเรื่อง The Global AIDS Response : achievements and Lessons ทั้งนี้ อาจารย์แพทย์หญิงภัณฑิลา วาณิชย์การ บุตรสาว ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์สุพัฒน์ วาณิชย์การ เลขาธิการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ทำหน้าที่พิธีกรบนเวที โดยมี ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงกุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ ภาควิชากุมารฯ ศิริราช ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ มานพชัย ธรรมคันโธ ภาควิชาสูตินรีเวช ศิริราช อาจารย์แพทย์หญิงธัญจิรา จิรนันทกาญจน์ ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม กล่าวแนะนำวิทยากรผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล

บุคคลหรือองค์กรที่ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล จำนวน64ราย เป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งมีจำนวน2ราย ที่ได้รับรางวัลโนเบลในเวลาต่อมา คือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์แบรี่ เจมส์ มาร์แซล รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ปี2544ต่อมาได้รับรางวัลโนเบล ในปี 2548 ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ฮารัลด์ ซัวร์ เฮาเซน รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ปี 2548 และรับรางวัลโนเบล ปี 2551 และ หนึ่งรายดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ในเวลาต่อมา คือ แพทย์หญิงมาร์กาเร็ต เอฟซี ชาน รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ปี 2549 ทั้งนี้มีคนไทยเคยได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล 4 ราย คือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประสงค์ ตู้จินดา ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสุจิตรา นิมมานนิตย์ รับพระราชทานรางวัลฯ ปี 2539 และนายแพทย์วิวัฒน์ โรจนพิทยากร มีชัย วีระไวทยะ รับพระราชทานฯ ในปี 2552

รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ครั้งที่ 22 ประจำปี 2556 เป็นรางวัลระดับโลกที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชานุสรณ์แด่ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในโอกาสจัดงานเฉลิมฉลอง 100 ปี แห่งการพระราชสมภพ 1 ม.ค.2535 ทรงมีพระปณิธาน "ให้คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมาเป็นที่หนึ่งก่อนที่จะนึกถึงประโยชน์ส่วนตน" ดำเนินงานโดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานมอบรางวัลให้แก่บุคคล หรือองค์กรทั่วโลกที่มีผลงานดีเด่นเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติทางด้านการแพทย์ 1 รางวัล และด้านการสาธารณสุข 1 รางวัล เป็นประจำทุกปี ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลฯจะได้รับเหรียญรางวัล ประกาศนียบัตรและเงินรางวัลมูลค่า1แสนเหรียญสหรัฐ ต่อมาเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 4 รางวัล

พิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯแทนพระองค์พระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2556 เมื่อวันอังคารที่ 28 มกราคม เวลา 17.30 น. ณ พระที่นั่งจักรีมหาประสาท ในพระบรมมหาราชวัง ในเวลาต่อมาพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำเป็นเกียรติ ณ พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร

ปัจจุบันนี้ HIV/AIDS เป็นปัญหาใหญ่ด้านสาธารณสุขของโลก ทั้งนี้ โครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) พยากรณ์ไว้ว่า พ.ศ.2568 มีแนวโน้มผู้ป่วยเป็นจำนวนถึง 90 ล้านคน สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง คือการล่มสลายของเศรษฐกิจและสังคมเนื่องจากประชากรกลุ่มหนึ่งที่เจ็บป่วยไม่สามารถทำงานได้กลายเป็นภาระของสังคม ตัวเลขที่น่าเป็นห่วงก็คือ แอฟริกา มีผู้ป่วยเอชไอวีมากถึง 67% ของโลก มีผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ 72% ทั่วโลกทั้งนี้ได้มีการเทียบเคียง ดังนั้น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี-เอดส์ วัย 15-49 ปี ในภูมิภาคแอฟริกาซับสะฮารา ติดเชื้อจำนวน 22.5 ล้านคน เสียชีวิตแล้ว 1.3 ล้านคน คนทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อเอชไอวี-เอดส์ วัย 15-49 ปี จำนวน 33.3 ล้านคน เสียชีวิตจำนวน 1.8 ล้านคน ผู้ติดเชื้อเอชไอวี-เอดส์ ในอเมริกาเหนือ วัย 15-49 ปี จำนวน 1.5 ล้านคน เสียชีวิต 26,000 คน คนยุโรปตะวันตกและยุโรปกลาง ในวัย 15-49 ปี ติดเชื้อเอชไอวี-เอดส์ 820,000 คน เสียชีวิต 8,500 คน

ผู้ติดเชื้อเอชไอวีซึ่งเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญของโลกมาอย่างยาวนาน 30 ปีทั่วโลก มีคนติดเชื้อรายใหม่ ปีละ 5-6 ล้านคน ส่วนคนไทยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ราว 12,000-16,000 คน / ปี อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับ 10 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์โรคเอดส์ถือว่ามีความรุนแรงน้อยลง เพราะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่น้อยลง รวมทั้งจำนวนผู้เสียชีวิตก็น้อยลงด้วย

อัตราการติดเชื้อเอชไอวีของประชากรทั่วไปในกลุ่มประเทศอาเซียนแตกต่างกันตั้งแต่ร้อยละ0.3 ขึ้นไป เมื่อเทียบกับประเทศแถบแอฟริกาใต้ถือว่าดีกว่ามาก เพราะมีอัตราการติดเชื้อในประชากรทั่วไปสูงถึงร้อยละ10-20 อัตราการติดเชื้อเอชไอวีในประชากรกลุ่มเสี่ยง กลุ่มติดยาเสพติดโดยการฉีด และกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายในประเทศกลุ่มอาเซียนจะสูงกว่าอัตราการติดเชื้อในประชากรทั่วไป 10-30 เท่าประเทศไทย เป็นประเทศแรกๆในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ออกมายอมรับปัญหาและผลกระทบของเอดส์ ทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเอดส์ดีขึ้นตามลำดับตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา ในขณะที่หลายประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เพิ่งจะตื่นตัวในช่วงปีสองปีนี้เองเพราะสถานการณ์การระบาดรุนแรงขึ้นมาก

ถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆในกลุ่มประเทศอาเซียนแล้ว ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกว่ามีการศึกษา วิเคราะห์ และบริหารจัดการกับปัญหาเอดส์ดีที่สุด และก้าวหน้าที่สุดประเทศหนึ่ง มีการกล่าวยกย่องในหลายๆเวทีทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก มีการมาศึกษาดูงาน และเชื้อเชิญให้ไปช่วยประเทศอื่นๆ

ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2556 สาขาการแพทย์ ศาสตราจารย์ นายแพทย์เดวิด ดี.โฮ ผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหารศูนย์วิจัยโรคเอดส์ แอรอนไดมอนด์ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทั้งนี้เป็นบุคคลแรกที่ผลักดันให้ใช้ยาต้านไวรัสเอชไอวีชนิดผสมหลายตัวในการรักษาผู้ได้รับเชื้อเอชไอวี หรือที่เรียกว่า ฮาร์ท (HAART:Highly Active Antiretroviral Therapy) อาศัยผลการศึกษาวิจัยที่พบว่าเชื้อไว้รัสเอชไอวี มีการแบ่งตัวอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆที่ไม่มีอาการทำให้เข้าใจกลไกการเกิดโรคในผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อนำไปสู่แนวคิดการให้ยาต้านไวรัสเอชไอวีชนิดผสมหลายตัวตั้งแต่ระยะแรกที่ตรวจพบเพื่อควบคุมไวรัสไม่ให้แบ่งตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายแพทย์แอนโทนี เอส.ฟอซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติ สถาบันสุขภาพแห่งชาติ รัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา มีผลงานวิจัยที่โดดเด่นในการเข้าใจกลไกการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีแสดงให้เห็นว่ามีการแบ่งตัวในต่อมน้ำเหลืองของผู้ได้รับเชื้ออย่างต่อเนื่อง แม้ผู้ได้รับเชื้อไวรัสจะไม่แสดงอาการ แต่พบว่าจำนวนเชื้อไวรัสเอชไอวีในต่อมน้ำเหลืองมีระดับสูงไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว CD4 ส่งผลให้ผู้ได้รับเชื้อมีภูมิคุ้มกันต่ำ เจ็บป่วยจากการติดเชื้อฉวยโอกาสซึ่งนำไปสู่แนวคิดในการให้ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีชนิดผสมหลายตัว (HAART) ตั้งแต่ระยะแรกเพื่อควบคุมไวรัสไม่ให้แบ่งตัวอย่างมีประสิทธิภาพ ประเมินผลได้จากการตรวจวัดจำนวนเชื้อไวรัส (HIV Viral Load) และจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาวCD4 แรงผลักดันของแพทย์ทั้งสองท่านเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายและเป็นมาตรฐานการรักษาผู้ได้รับเชื้อเอชไอวีในปัจจุบันเปลี่ยนสภาพจากโรครอวันตายมาเป็นโรคเรื้อรังช่วยชีวิตผู้ได้รับเชื้อเอชไอวีได้หลายสิบล้านคนทั่วโลก

สาขาการสาธารณสุข บารอน ปีเตอร์ ปิย็อต ผู้อำนวยการวิทยาลัยสุขภาพและเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยลอนดอน สหราชอาณาจักร อดีตผู้อำนวยการบริหารโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ ราชอาณาจักรเบลเยี่ยม ท่านเริ่มมีบทบาทในการศึกษาระบาดวิทยาของโรคเอดส์ ตั้งแต่ปี 2523 เมื่อครั้งช่วยงานในโครงการซีด้า (Project SIDA) ซึ่งเป็นโครงการวิจัยโรคเอดส์โครงการแรกในแอฟริกา ต่อมาได้ร่วมงานกับองค์การอนามัยโลกและดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ คนแรกระหว่าง พ.ศ.2537-2551 ได้มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวรณรงค์ให้ประชาคมโลกตระหนักว่าโรคเอดส์จะแพร่กระจายและเป็นภัยร้ายแรงในอนาคต ผลักดันให้นักการเมือง นักธุรกิจ นักวิทยาศาสตร์ ผู้นำทางศาสนายอมรับเป็นประเด็นสำคัญในการพัฒนาประเทศให้มีการรณรงค์ต่อต้านโรคเอดส์ รณรงค์การป้องกันและกดดันให้ปรับลดราคายาต้านไวรัสทำให้มีการเข้าถึงการรักษาผู้ป่วยเชื้อเอชไอวีในประเทศยากจนได้มากขึ้น

นายแพทย์จิม ยอง คิม อดีตผู้อำนวยการแผนกเอชไอวี/เอดส์ องค์การอนามัยโลก สหรัฐอเมริกา ในขณะที่ดำรงตำแหน่งเมื่อปี 2547-2549 เป็นผู้นำในการผลักดันให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาต้านไวรัสเอชไอวีอย่างถ้วนหน้าโดยการผลักดันแผนริเริ่มสามในห้า คือผลักดันให้ผู้ได้รับเชื้อเอชไอวีในกลุ่มประเทศรายได้น้อยและรายได้ปานกลางได้รับยาต้านไวรัสเอชไอวีชนิดผสมหลายตัว (HARRT) จำนวน 3 ล้านคน ภายในปี 2548 ซึ่งสามารถบรรลุผลได้ในปี 2550 โดยประสานกับโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ รัฐบาล และหน่วยงานต่างๆทำการระดมทุน ฝึกอบรม และพัฒนาบุคลากรและเทคนิคในการตรวจรักษารวมทั้งการปรับลดราคายาและยอมรับยาที่ผลิตในบางประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการรักษา ป้องกัน และการดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้มากยิ่งขึ้น ผลจากการดำเนินงานของทั้งสองท่าน ส่งผลให้การรักษาและการป้องกันโรคเอดส์มีความสำคัญและกระจายแพร่หลายกว้างขวางทั่วโลก ช่วยชีวิตผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้หลายล้านคนเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอนามัยของประชากรหลายสิบล้านคนทั่วโลก

ศาสตราจารย์ นายแพทย์เดวิด ดี. โฮ นายแพทย์แอนโทนี เอส. ฟอซี สาขาการแพทย์ จากประเทศสหรัฐอเมริกา และบารอน ปีเตอร์ ปิย็อต สาขาการสาธารณสุข จากราชอาณาจักรเบลเยี่ยม เดินทางมาถึงโรงพยาบาลศิริราช บริเวณหน้าตึกอำนวยการ ทั้งนี้ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อุดม คชินทร คณบดีคณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วยผู้บริหารคณะฯให้การต้อนรับและมอบพวงมาลัย คณะทั้งหมดเดินผ่านแถวนักศึกษาต้อนรับไปจนถึงบริเวณหน้าพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก โดยมีวงดุริยางค์ทหารเรือบรรเลงเพลงประจำชาติ ของผู้ได้รับพระราชทานรางวัลฯ กระหื่มก้องกังวาลดังเสนาะหูไปทั่วโรงพยาบาลจนคนไข้ที่เข้าแถวรอการรักษาพยาบาลต่างชะเง้อคอมองความเคลื่อนไหวด้วยความสนใจยิ่ง จากนั้นคณะอาคันตุกะได้วางพวงมาลาถวายบังคมพระราชานุสาวรีย์ฯ และเดินทางไปยังศาลาศิริราช 100 ปี วางพวงมาลัยถวายบังคมพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เข้าเยี่ยมชมห้องสมเด็จพระบรมราชชนก ตึกสยามินทร์ชั้น 2 ภายในรวบรวมเรื่องราวพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจรวมทั้งสิ่งของส่วนพระองค์และของที่ระลึกที่หาดูได้ยาก

ตลอดพระชนมชีพของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงอุทิศพระองค์พัฒนาวิชาการอันเป็นประโยชน์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษาวิชาแพทย์และการสาธารณสุข ทรงวางรากฐานอันมั่นคงให้วงการแพทย์ไทยก้าวสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความทันสมัยทัดเทียมนานาอารยประเทศ นับเป็นคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อประชาชนและประเทศชาติ ในวาระครบ 123 ปี แห่งการพระราชสมภพ จึงเป็นโอกาสอันสำคัญ ที่จะน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ผู้ทรงเป็น "พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขของไทย"

สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระราชสมภพเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2434 ทรงเป็นพระราชบิดาใน สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และยังเป็นพระราชบิดาของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีอีกสองพระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร์ และ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

เมื่อทรงพระเยาว์ทรงศึกษาวิชาเบื้องต้น ณ โรงเรียนราชกุมารในพระบรมมหาราชวัง หลังจากนั้น ได้เสด็จฯไปทรงศึกษา ณ โรงเรียนแฮร์โรว์ ประเทศอังกฤษ และโรงเรียนนายร้อยทหารบก เมืองโกรสลิชเตอร์เฟลเด้ ตามลำดับ ต่อมาทรงย้ายไปศึกษา ณ โรงเรียนนายเรือเฟลนส์บวร์ก เมือร์วิค และทรงสำเร็จการศึกษาวิชาการทหารเรือ เมื่อปี 2457 จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 พระองค์จึงได้เสด็จฯกลับเมืองไทย ตามพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทรงเข้ารับราชการในกระทรวงทหารเรืออยู่เป็นระยะเวลาปีเศษ จึงทรงลาออกจากราชการ เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2459 ในช่วงเวลาที่มีพระราชดำริจะลาออกจากราชการทหารเรือนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ผู้บัญชาการโรงเรียนราชแพทยาลัย ได้กราบทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรกิจการโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลศิริราช เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นความยากลำบากของคนไข้ทั้งหลาย ทรงตระหนักดีว่าวิชาความรู้ทางการแพทย์และสาธารณสุข กำลังเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประเทศชาติในขณะนั้น ทรงตัดสินพระทัยเสด็จฯไปทรงศึกษาวิชาการแพทย์และสาธารณสุข ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา

ใน พ.ศ.2464 ทรงสำเร็จการศึกษาสาธารณสุขและทรงได้รับประกาศนียบัตร C.P.H. หรือ Certificate of Public Health และเสด็จฯไปทรงศึกษาวิชาแพทย์ปรีคลินิก ที่มหาวิทยาลัยเอดินเบิร์ก แต่เนื่องจากปัญหาพระสุขภาพจึงต้องเสด็จฯกลับเมืองไทย ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัย กระทรวงศึกษาธิการ ตำแหน่งข้าหลวงตรวจการศึกษาทั่วไป และตำแหน่งนายกกรรมการ คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล ทั้งยังทรงเป็นพระอาจารย์พิเศษในคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล รวมทั้งคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ พ.ศ.2468 ทรงศึกษาต่ออีกครั้ง ทรงสำเร็จการศึกษา วิชาแพทย์ และทรงได้รับปริญญา Doctor of Medicine (M.D.) เกียรตินิยม ในพ.ศ.2471 เมื่อเสด็จฯกลับเมืองไทยทรงเข้ารับตำแหน่งในฐานะกรรมการสภากาชาดสยาม ประธานกรรมการอำนวยการวชิรพยาบาล นอกจากนี้ยังเสด็จฯไปทรงงาน ณ โรงพยาบาลแมคคอร์มิค จังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย พระองค์ทรงปฏิบัติหน้าที่แพทย์ประจำโรงพยาบาลแห่งนี้อย่างดียิ่ง จนชาวเชียงใหม่ได้ขานพระนามพระองค์ว่า "หมอเจ้าฟ้า" พระองค์ประทับอยู่จังหวัดเชียงใหม่ได้ 3 สัปดาห์ ก็เสด็จฯกลับมากรุงเทพฯ ต่อมา ทรงพระประชวรและสวรรคต เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2472 รวมพระชนมายุ 37 พรรษา 8 เดือน 23 วัน ท่ามกลางความเศร้าโศกของประชาชนชาวไทยทั้งมวล

ตลอดพระชนมชีพของพระองค์ ได้ทรงทุ่มเทพระวรกายและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นทุนการศึกษาให้แพทย์และพยาบาลไปศึกษาต่อต่างประเทศ พระราชทานเงินเป็นทุนสำหรับการสอน และค้นคว้าต่างๆ ทรงสร้างอาคารเรียนและหอผู้ป่วย เพื่อบรรเทาทุกข์ของราษฎรที่ป่วยไข้ นอกจากนี้ยังทรงปรับปรุงการศึกษาแพทย์ การศึกษาพยาบาล และปรับปรุงโรงพยาบาลศิริราช โดยพระองค์เป็นผู้แทนรัฐบาลไทยทำความตกลงกับมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ให้มาช่วยเหลือปรับปรุงด้านการศึกษาวิชาแพทย์ของไทย เป็นการวางรากฐานให้การแพทย์ของไทย เจริญรุ่งเรืองทัดเทียมอารยประเทศจวบถึงปัจจุบัน