ปราสาทนกหัสดีลิงค์...น้อมส่งองค์ "หลวงปู่จาม"

อิ่มใจได้บุญ
ช่างภาพ: 

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2557 ที่ผ่านมา พุทธศาสนิกชนชาวไทย และชาวต่างชาติกว่า 2 แสนคน หลั่งไหลมาร่วมพิธีพระราชทานเพลิงสรีระสังขาร "หลวงปู่จาม มหาปุญโญ" อายุ 104 ปี 75 พรรษา ณ วัดป่าวิเวกวัฒนาราม อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ถนนสายมุกดาหาร-กุฉินารายณ์ ตั้งแต่ตัวอำเภอคำชะอี ถึงอำเภอหนองสูง ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร เนืองแน่นไปด้วยรถยนต์ชนิดต่างๆ บริเวณหน้าวัดการจราจรติดขัดยาวเหยียด สถานที่จอดรถยนต์เตรียมไว้ประมาณ 15,000 คันไม่เพียงพอจอด บางจุดต้องใช้รถไถปรับคันนาเพิ่มพื้นที่ลานจอดให้มากขึ้น ทางวัดจัดเตรียมโรงทานไว้รองรับกว่า 400 โรงทานก็ไม่เพียงพอต่อจำนวนศรัทธามหาชนที่มาร่วมน้อมกราบสรีระหลวงปู่เป็นครั้งสุดท้าย ด้วยอาลัยรำลึกในเมตตาบารมีและคำที่หลวงปู่เคยสอนสั่ง เวลา 17.00 น. ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ประธานฝ่ายฆราวาส สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานฝ่ายสงฆ์ ร่วมเป็นประธานวางหีบเพลิงพระราชทาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช หน้าหีบทองทึบสรีระสังขารองค์หลวงปู่จาม มหาปุญโญ ณ เมรุพญานกหัสดีลิงค์

หลวงปู่จาม มหาปุญโญเป็นบุตรของนายกา ผิวขำ กับ นางมะแง้ ผิวขำ ได้ชื่อว่าเด็กชายจาม ผิวขำ เกิดวันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2453 ที่บ้านห้วยทราย อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ในปลายรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ช่วงก่อนเสด็จสวรรคต (23 ตุลาคม 2453) เมื่อเด็กชายจาม อายุได้ 6 ปี พ.ศ. 2459 พ่อแม่ได้พาไปกราบ หลวงปู่เสาร์ และหลวงปู่มั่น ซึ่งได้มาจำพรรษาอยู่ใกล้บ้านที่ภูผากูด คำชะอี ต่อมา พ.ศ 2469 อายุได้ 16ปี พ่อแม่พาไปถวายตัวกับหลวงปู่มั่น ที่ จังหวัดอุบลราชธานี นุ่งขาวห่มขาว เป็นเวลา 9เดือน พ.ศ. 2470 อายุได้ 17 ปี บรรพชาเป็นสามเณร จำพรรษาอยู่กับหลวงปู่มั่น 1 พรรษา ที่บ้านหนองขอน อำเภอบุ่ง จังหวัดอุบลราชธานี (อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ) ได้รับใช้ครูบาอาจารย์หลายท่าน ได้แก่ หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร หลวงปู่สิงห์ ขันยาคโม หลวงปู่มหาปิ่น ปญฺญาพโล เป็นต้น นอกจากนั้น ยังเป็นสหธรรมิกเพื่อนสามเณร กับสามเณรสิม (หลวงปู่สิม พุทธาจาโร) อีกด้วย

พ.ศ. 2472 อายุได้ 19 ปี สามเณรจามออกธุดงค์ไปยังขอนแก่น กับหลวงปู่อ่อน หลวงปู่กงมา และป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหาร โรคเหน็บชา จึงจำเป็นต้องลาสิกขา กลับไปรักษาตัวที่บ้านห้วยทราย คำชะอี ครั้นหายจากโรคภัยไข้เจ็บก็ใช้ชีวิตฆราวาส ทำไร่ ทำนา ค้าขาย จนถึงช่วงเดือนพฤศจิกายน 2480 นายจาม ผิวขำ ไปไหว้พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม เพื่ออธิษฐานขอบวชในพระพุทธศาสนา แต่เมื่อไปซื้อเครื่องบวชที่ร้านขายสังฆภัณฑ์ ในตลาดบ้านผือ นายจามได้พบนางสาวนาง ลูกสาวเจ้าของร้าน เกิดความรักใคร่ทันทีเมื่อแรกพบ แม่ชีมะแง้(ผู้เป็นแม่) กับแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ จึงพานายจามไปบวชเป็นสามเณรไว้ก่อน เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2481 ที่วัดป่าโคกคอน อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย เพื่อหนีผู้หญิง แล้วจึงเดินเท้าต่อไป ไหว้พระพุทธบาทบัวบก หอนางอุษา และมุ่งหน้าไป วัดโพธิสมภรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี

ปีต่อมานายจามอายุได้ 29 เต็มปีบริบูรณ์ จึงได้อุปสมบทที่วัดโพธิสมภรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยมี พระเทพกวี (จูม พนฺธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2482 เมื่อบวชเสร็จพระจาม มหาปุญโญ ได้ออกธุดงค์องค์เดียวไปภาวนาที่พระบาทคอแก้ง บริเวณวัดพุทธบาท ตำบลพระพุทธบาท อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ขณะภาวนาเกิดนิมิตเห็นพญานาคขึ้นมาแล้วบอกว่าที่นี่เป็นพระพุทธบาทจริง พวกตนได้ขอไว้เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จ ผ่านมา ต่อมา พระจามได้ธุดงค์ไปภาวนาอยู่ ที่ถ้ำพระพุทธบาทบัวบกตั้งใจปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าและพระอริยะสาวก จนได้รู้ว่า เจดีย์เก่าองค์หนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่บนก้อนหินใหญ่เป็นเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุของพระอาจารย์ หลวงปู่บุญ ปญฺญาวุโธ (พระอาจารย์ของหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร) อัฐิได้กลายเป็นพระธาตุแล้ว ซึ่งพระจามไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย ขณะภาวนาอยู่ได้เกิดแสงสว่างเป็นลำพุ่งลงมาจากท้องฟ้า สว่างเฉพาะบริเวณเจดีย์ พอรุ่งเช้าจึงไปค้นดู ปรากฏหลักฐานที่สลักไว้ที่ฐานเจดีย์จึงทราบความจริง จากนั้นพระจามจึงเดินทางกลับมาจำพรรษาที่วัดหนองน่อง บ้านห้วยทราย คำชะอี เป็นพรรษาที่ 1

พ.ศ. 2483 พระจามอายุ 30 ปี เมื่อออกพรรษาแล้ว ได้เดินทางต่อไปบ้านห้วยยาง อำเภอชุมแพ ไปบ้านกกเกลือ และถ้ำผาบิ้ง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ที่ถ้ำผาบิ้ง ในคืนสุดท้าย เวลาใกล้รุ่งพระจามได้นั่งภาวนา จนเกิดจิตแจ้งสว่าง เห็นทุกทิศทางสว่างไสว จิตตั้งอยู่ในความสว่างประมาณ 20 นาที เหมือนจุดเทียนแล้วความสว่างก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนสว่างรอบทิศ แล้วค่อยๆ ลดความสว่างลงไปๆจนดับมืด ขณะสว่างนั้น ได้ยินคนคุยกันซึ่งเป็นอาโลกกสิณ และในตอนท้ายของการภาวนานั้น ได้ทราบว่าถ้ำผาบิ้งแห่งนี้ เป็นสถานที่นิพพานของพระอุบาลีมหาเถระ ตั้งแต่ พ.ศ.4 หลังจากนั้นจึงได้ออกจากถ้ำผาบิ้ง มุ่งไปเพชรบูรณ์

ในปี 2489 หลวงปู่จามไปพักที่วัดบ้านนาในกับหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ซึ่งหลวงปู่หลุย พาหลวงปู่จามเข้ากราบหลวงปู่มั่น แล้วกราบเรียนว่า "สามเณรจาม ตอนนี้บวชเป็นพระแล้วครับกระผม" หลวงปู่มั่นกล่าวว่า "บวชแล้ว เพราะท่านมีนิสัยนักบวช" หลวงปู่มั่นจึงให้โอวาทแก่หลวงปู่จามว่า "เมื่อก้าวมาสู่หนทางแห่งความดี ต้องเดินหน้าสู้ทน ตายเป็นว่า (ตายเป็นตาย) อยู่เป็นว่า (อยู่เป็นอยู่) เหตุเพราะทางอื่นนั้นปราศจากความร่มเย็น ไม่เป็นความสุข อันนี้ความดีจะเป็นผลของตน ผู้เดินอยู่ในทางนี้ได้ตลอดไปนั้น จิตใจก็อยู่ใกล้ธรรมอยู่กับธรรมะไม่ละทิ้งความดี ตนก็จะเป็นผู้ราบรื่น ร่มเย็น ผาสุกอยู่ได้ในปฏิปทาแห่งตน" เมื่อให้ธรรมะจบ หลวงปู่มั่นถามว่า "เข้าใจไหม จำไว้ให้ดี" หลวงปู่จาม ซาบซึ้งในคำสอนนี้ ด้วยความปีติสุขใจยิ่ง

พ.ศ. 2512 อายุ 59 ปี พรรษาที่ 31 หลวงปู่จามเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านเกิด และได้อยู่พำนักที่วัดป่าวิเวกวัฒนาราม บ้านห้วยทราย คำชะอี นับแต่นั้นตลอดมาจนถึงปัจจุบัน หลวงปู่จามเล่าว่า สถานที่ต่างๆที่ภาวนาเจริญก้าวหน้าทางจิตดีนั้นเพราะอดีตกาลเป็นสถานที่ ที่พระพุทธเจ้าในอดีตได้มาตรัสรู้บ้าง ตั้งพระพุทธศาสนาบ้าง เสด็จดับขันธปรินิพพานบ้าง ถือว่าเป็นเขตมงคล แม้ต่อไปภายภาคหน้าก็จะเป็นถิ่นมงคลสำหรับพระพุทธเจ้าในอนาคตอีกด้วย เช่น บริเวณวัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เคยเป็นสถานที่จำพรรษาของพระอัครสาวกคือพระโมคคัลลาน์ และพระสารีบุตร จำนวน 1 พรรษา ในถ้ำตับเต่า อำเภอฝาง และเคยเป็นที่นิพพานของพระกิมพิละเถระ หลวงปู่มั่นเคยจำพรรษาอยู่ที่นี่ 1 พรรษา

หลวงปู่จามเคร่งครัดในพระTรรมวินัย ทั้งศีลของพระสงฆ์ 227 ข้อ และศีลอภิสมาจาร 3,500 ข้อ ท่านอยู่อย่างสมถะ ไม่เคยขอเงินบริจาค ไม่มีการจำหน่ายวัตถุมงคล ในวัดป่าวิเวกวัฒนารามไม่มีตู้รับบริจาค ท่านตั้งใจปฏิบัติอย่างหนักแน่นในธรรม แม้ระยะหลังสุขภาพไม่ดี ท่านยังออกบิณฑบาตทุกเช้า ไม่เบื่อหน่ายในความเพียร ท่านเทศนาสั่งสอนผู้ไปกราบไหว้ด้วยใบหน้ายิ้มละไมเสมอว่า "คนเรา เมื่อประพฤติปฏิบัติให้อยู่ในกรอบแห่งศีลธรรม อยู่ในความไม่ประมาท หมั่นบำเพ็ญบุญ สวดมนต์ไหว้พระทุกวัน แล้วก็ไม่ต้องวิ่งไปหาพระที่ไหนชีวิตก็เป็นสุข" เมื่อชาวบ้านห้วยทรายหรือคนในอำเภอคำชะอีไปกราบท่าน ก็ได้รับคำสอนเป็นภาษาพื้นเมืองหรือภาษาภูไท เช่น "...อันเลอเจ๋อ มันฮับมิไหว มันต้านทานมิได๊ กะวางเฉยเสียเน้อ..." (อะไรก็ตามที่จิตใจเราต้านทานไม่ได้ ก็ให้ละวางเสียนะ) คำสอนที่สำคัญแก่ญาติโยมที่เข้ากราบนมัสการในช่วงเทศกาลปีใหม่ "ทานที่ไม่มีศีล เป็นทานผลใหญ่มิได้ สมาธิที่ไม่มีศีล เป็นสมาธิผลใหญ่มิได้ สมาธิเมื่อเราเจริญดีแล้ว ปัญญาก็ใหญ่ ปัญญานี้แหละ เป็นเครื่องแยกใจกับความชั่วใดๆออกจากกันไปได้" และ "อย่าประมาทเน้อ ลูกหลานเน้อ ประมาทไม่ได้ความอะไรสักอย่างนะ ชีวิตได้เกิดมาแล้ว ให้รู้สำนึกในตนว่า ดี ชั่ว บุญ บาป เป็นอย่างใด ตนเจ้าของชอบพออย่างใด ให้ไหว้พระสวดมนต์ ภาวนาหาความดีใส่ตน คำว่า อย่าประมาท ความไม่ประมาทเป็นพรของชีวิต" หลวงปู่จามเน้นให้สวดมนต์ภาวนา ทำจิตให้สะอาด เกรงกลัวบาปกรรม เพื่อให้ได้ถึงพระนิพพานกันทุกคน

หลวงปู่จาม มหาปุญโญ มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2556 เวลา 09.00 น. ณ วัดป่าวิเวกวัฒนาราม ตำบลคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร สิริอายุรวม 104 ปี พรรษา 75 ศิษยานุศิษย์ได้ตั้งสรีระสังขารหลวงปู่เพื่อบำเพ็ญกุศลที่ศาลาการเปรียญ วัดป่าวิเวกวัฒนาราม ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2556 ทุกวันจนถึงวันที่ 5มกราคม2557ซึ่งเป็นวันพิธีพระราชทานเพลิงสรีระสังขาร มรณานุสติสุดท้ายที่หลวงปู่ฝากไว้คือ "อย่าเมาเถ้าเมากระดูก"...มหาเถเร ปะมาเทนะ ทวาระตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต ขอน้อมกราบส่งองค์หลวงปู่จามด้วยเศียรเกล้า

สำหรับเมรุปราสาทพญานกหัสดีลิงค์(ชื่อนกใหญ่ชนิดหนึ่งในเทวนิยายว่า อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ รูปตัวส่วนใหญ่เป็นนก เว้นแต่จงอยปากเป็นงวงช้าง) ที่ศิษยานุศิษย์สร้างขึ้นถวายหลวงปู่จาม ตามความเชื่อโบราณว่าเป็นพาหนะของผู้มีบุญใหญ่ กล่าวคือนกใหญ่เช่นนั้น มีฤทธิ์กำลังมาก แสดงว่าผู้ตายมีบุญบารมีมาก จึงอยู่บนหลังนกนั้นได้ เพื่อใช้ในการเดินทางไปสู่สรวงสวรรค์...มีตำนานเล่าว่า สมัยโบราณหลายพันปีมาแล้ว ในนครตักกะศิลาเชียงรุ้งแสนหวีฟ้ามหานคร พระมหากษัตริย์แห่งนครนั้นถึงแก่สวรรคต ตามธรรมเนียมต้องอัญเชิญพระศพ ออกไปฌาปนกิจที่ทุ่งหลวง ในครั้งนั้นพระมหาเทวีให้จัดการพระศพตามโบราณประเพณี ได้แห่พระศพออกจากพระราชวังไปยังทุ่งหลวงเพื่อถวายพระเพลิง ขณะนั้นมีนกสักกะไดลิงค์ (นกหัสดีลิงค์) ซึ่งกินเนื้อสัตว์เป็นอาหารบินมาจากป่าหิมพานต์ นกได้เห็นพระศพคิดว่า เป็นอาหารของเขา จึงบินโฉบลงมาเอาพระศพจะไปกิน เมื่อพระมหาเทวีเห็นเช่นนั้นก็ประกาศให้คนดีต่อสู้นกหัสดีลิงค์เพื่อเอาพระศพคืนมา คนทั้งหลายก็อาสา แต่ต่อสู้นกหัสดีลิงค์ไม่ได้ ถูกจับกินหมด นางสีดา ธิดาแห่งพญาตักกะศิลาจึงเข้ารับอาสาสู้นกหัสดีลิงค์ นางได้ใช้ศรอาบยาพิษยิงนกหัสดีลิงค์ถึงแก่ความตายตกลงมายังพระศพแห่งกษัตริย์ พระมาหาเทวีจึงโปรดสั่งให้ช่างทำเมรุคือหอแก้วบนหลังนกหัสดีลิงค์แล้วเชิญพระศพขึ้นประดิษฐานบนหลังนกหัสดีลิงค์ แล้วถวายพระเพลิงไปพร้อมกัน

จากนั้นมาเจ้านายแห่งเมืองตักกะศิลาเชียงรุ้งแสนหวีฟ้า จึงถือประเพณี ทำเมรุนกหัสดีลิงค์ขึ้น เพื่อประกอบพิธีถวายพระเพลิง ถวายแก่เจ้านายเชื้อพระวงศ์ที่ถึงแก่อสัญกรรม สืบทอดมาจนถึงเจ้านายเมืองอุบลราชธานีซึ่งเป็นเชื้อสายของเมืองตักกะศิลา ภายหลังได้มีการจัดสร้างถวายพระเถระผู้ใหญ่ ด้วยความเชื่อว่าเมื่อท่านเหล่านั้นมรณภาพไปแล้วจะจุติในภพที่สูงขึ้น หรือเป็นเทพสถิตในสรวงสวรรค์ชั้นต่างๆบนเขาพระสุเมรุ จึงมีเมรุนกหัสดีลิงค์พาหนะนำวิญญาณของผู้ตายไปสู่สวรรค์ ในภาคอีสานนั้นมีพิธีเข้าทรงร่างนางสีดาฆ่านกหัสดีลิงค์ให้หมดกำลังก่อนเผา เพื่อให้ดวงวิญญาณของนกและคนได้โบยบินไปสู่สรวงส;รรค์ ส่วนในล้านนาจะไม่มีพิธีฆ่านก แต่จะทำพิธีเผาพร้อมกันไปเลย

ปราสาทนกหัสดีลิงค์สร้างด้วยไม้ไผ่มาจักตอก แล้วสานเป็นโครงรูปนก ทำเมรุหอแก้วบนหลังนก แต่เดิมนิยมสร้างให้ท้องนกติดพื้นดินเพื่อสะดวกในการเผาศพ ไม่ยกร้านหรือยกพื้นเหมือนปัจจุบัน เมื่อสร้างโครงรูปนกด้วยไม้wผ่แล้ว นำกระดาษมากรุให้ทั่ว แล้วเขียนลายด้วยฝุ่นให้เหมือนนกจริงๆ ส่วนสำคัญคือ ส่วนศีรษะนก จะต้องให้งวงม้วนได้ ตากะพริบได้ หันคอได้ หูแกว่งได้ อ้าปากและร้องได้ โดยผู้ที่ชักให้หมุนคอ ขยับงวง กะพริบตา กระดิกหู ภาษาช่างเรียก "ขี่นก"

ในสมัยโบราณการสร้างนกต้องมีการบวงสรวง ด้วย "ขันหมากเบ็ง" คู่หนึ่ง ยันผ้า ขันแพร เงินฮ้อย เงินฮาง เครื่องเงิน เครื่องคาย เหล้าไห ไก่ตัว หัวหมูบายศรี เครื่องพิณพาทย์ ราดตะโพน ฆ้องกลอง ประโคมเวลายกยอดเมรุ การเชิญศพขึ้นสู่หลังนก และจัดกระบวนแห่ ผู้ร่วมพิธีนุ่งขาวห่มขาว ผู้ที่เป็นประธาน จะนำ เทียน 5 คู่ ดอกไม้ 5 คู่ ขอขมาศพ แล้วนำศพสู่เมรุนก เมื่อตั้งศพเรียบร้อยแล้ว นิมนต์พระเถระทั้งสี่ ขึ้นนั่งบนที่นั่งหลังนก เพื่ออ่านคัมภีร์บนนกนั้นด้วย กระบวนแห่ศพจะนำเชือกหนังอย่างดีผูกมัดกับฐานนก ช่างทำเป็นตะเข้(แม่แรง)ใหญ่ 3 เส้น แล้วจัดคนเข้าแถวตามเส้นเชือกนั้นเป็น 3 แถว กระบวนสุดคือต้นแถว จะมีคนหามฆ้องใหญ่ตีให้สัญญาณนำหน้า แถวถัดมาก็จะเป็นกระบวนพิณพาทย์ เครื่องประโคมแห่ มีคนถือธงสามหาง และธงช่อ ธงชัย กระบวนหอก กระบวนดาบ กระบวนช้าง กระบวนเครื่องยศของผู้ตาย แล้วจึงถึงกระบวนชักลากด้วยเชือกสามสายดังกล่าว เมื่อได้สัญญาณแล้ว ก็จะพร้อมกันดึงนกให้เคลื่อนที่ แห่ไปตามถนนจนถึงวัด กระบวนท้ายคือกระบวนผู้ที่จะใช้ท่อนไม้งัดตะเข้นกใหญ่ หากเกิดการติดขัดในการแห่นกใหญ่ คนมาร่วมกระบวนมากมาย เรียกว่า พร้อมทั้งบ้านเมืองเลยทีเดียว เพราะถือว่าเป็นการแสดงความเคารพรักแก่ผู้ตายในครั้งสุดท้าย แม้แต่เจ้านายที่เป็นญาติกันที่อยู่เมืองอื่นก็มาร่วมงานด้วย งานใหญ่ที่มีผู้มาร่วมงานมากมายขนาดนี้ เจ้าภาพจึงต้องจัดโรงทานไว้เป็นประจำตลอดงาน