เมืองครึ่งวัน

สายลม...แสงแดด

จำได้สมัยที่ยังตัวกะเปี๊ยก ตื่นง่ายนอนเร็ว เป็นเด็กดีไม่ดูหนังหรือละคร ช็อกโกเลต น้ำอัดลมก็ไม่กิน (ช็อกโกเลตนี่แม่แย่งกินหมด ส่วนที่เหลือแม่ก็ห้ามกิน) ประกอบกับเพิ่งเกิดมาดูโลกได้ไม่นาน "เครื่องจักร" ยังใหม่ ดังนั้น ต่อให้นอนดึกไปบ้างวันไหน รุ่งขึ้นก็ยังตื่นแต่ตีสี่ตีห้าทุกวัน เพราะปกตินอนไม่เกินสองทุ่มครึ่ง อนามัยเสียไม่มี

"การตื่นเช้าเป็นกำไรของชีวิต" ใน "อยู่กับก๋ง" มีคำพูดประโยคนี้อยู่ ถ้าจำไม่ผิด ก็ก๋งนั่นแหละเป็นคนพูดสอนหยก ตอนนั้นยังไม่ได้อ่านหนังสือเรื่องนี้หรอก แต่เป็นหลายปีต่อมาหลังจากนั้นต่างหาก หากลองสังเกตดูอาจจะพบว่ามีบ่อยครั้งทีเดียวที่เราใช้ชีวิตไปก่อน แล้ว "คู่มือ" หรือคำอธิบายถึงตามมาทีหลัง หนังสือเล่มนี้เพิ่งหยิบมาอ่านจริงจังก็ตอนเรียนมัธยมแล้วมีตอน "เศรษฐศาสตร์ในห้องแถว" ในหนังสือบังคับอ่านนอกเวลา แล้วเลยไปค้นตู้หนังสือเอาเล่มเต็มๆมาอ่าน พบว่าเป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่ง ชั่วแต่ว่าสั้นไปหน่อย ตอนนั้นอ่านจนจบที่งานแซยิดหกสิบปีของก๋งแล้วยังนึกว่าไม่จบ นึกว่ายังมีเล่มสอง จะไปหามาอ่านต่ออยู่เลย

ตอนนั้นที่อ่านเป็นยุคที่เริ่มนอนตื่นสายแล้ว บางตำราท่านว่าช่วงวัยรุ่นฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง นอนดึกตื่นสายเป็นเรื่องปกติเหมือนคนแก่นอนดึกตื่นเช้า จริงหรือไม่จริงก็สุดแต่วิจารณญาณ อย่างไรก็ดี ชีวิตตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นเป็นต้นมาไม่เคยได้นอนเร็วอีกเลย นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ...หรืออาจจะน่าดีใจก็ได้ เพราะถ้าเชื่อตามตำรานั่นก็แปลว่าเรายังวัยรุ่นอยู่

พอไม่ได้นอนเร็ว...หรือที่จริงคือนอนดึกมากๆ เป็นประจำ ก็ย่อมจะตื่นเช้าไม่ไหวไปในที่สุด เมื่อก่อนเคยตื่นเจ็ดโมงครึ่งก็คิดว่าสายแล้ว เดี๋ยวนี้เจ็ดโมงน่ะเช้ามืด เพราะเพิ่งนอนไปตอนตีสี่ หากว่าไม่มีกิจธุระอะไรก็นอนเพลินไปจนตะวันสายโด่ง นานๆ เข้าก็รู้สึกว่าเสียสุขภาพทั้งกายและใจ

ดังนั้น ในช่วงหนึ่งเมื่อรู้สึกว่านอนดึกจนสาแก่ใจแล้ว ก็พยายามจะนอนเร็วบ้าง ตอนแรกๆก็นอนไม่หลับเพราะร่างกายชินเสียแล้ว แต่พอหลับหัวค่ำได้ติดต่อกันหลายวันหน่อยก็ตื่นเช้าได้อีกครั้ง เพราะร่างกายได้พักผ่อนเต็มอิ่มแล้ว

แต่การกลับมาตื่นเช้าครั้งนี้มีอุปสรรคตรงที่ไม่ได้อยู่บ้านเก่าแล้ว แถวที่บ้านเก่ามีตลาดสดตอนเช้า ดังนั้น ก็ได้กินอาหารเช้าทันเวลาหิวพอดี แต่ถ้าใครเป็นคนเมืองเต็มตัว (โดยไม่ได้บังเอิญมีตลาดเช้าอยู่ใกล้ๆ) จะรู้ว่า นอกจากร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่นฯ หรือแฟมิลี่มาร์ทซึ่งเรายึดเป็นสรณะ ก็มีแต่หมูปิ้งข้าวเหนียวนั่นแหละ ที่จะเปิดอยู่ตอนเช้า

หอพักที่พักอยู่ไม่ได้อนุญาตให้ประกอบอาหารเอง ไม่มีอุปกรณ์ด้วย ช่วงนี้อยากกินโจ๊กกับปาท่องโก๋ตอนเช้าสุดสุด แต่หากินไม่ได้เพราะร้านเปิดขายเป็นมื้อดึกเท่านั้น ช่วงก่อนหน้านี้กระสันนมเนยอยากกินแพนเค้กเป็นอาหารเช้าแบบฝรั่ง และพอมองเห็นความเป็นไปได้เพราะแถวหอมีร้านที่ขายแพนเค้กอยู่ แต่ปัญหาคือร้านนั้นกว่าจะเปิดบริการก็ปาเข้าไปสิบเอ็ดโมง!

ถ้ามีมนุษย์ที่ไหนเลือกกินแพนเค้กเป็นอาหารเที่ยง มนุษย์คนนั้นเห็นจะไม่ใช่สุดแสงดาว ในเมื่อมีตัวเลือกอื่นอย่างมาม่าผัดขี้เมาหรือข้าวผัดกะเพราที่เข้ากับบรรยากาศกว่า

ห้างสรรพสินค้าต่างๆน่ะตัวดี รู้สึกเซ็งทุกครั้งที่ต้องไปยืนรอห้างเปิดตอนสิบโมง เพราะต้องติดรถแม่ออกมาตั้งแต่เช้า พอห้างเปิดแล้วก็ใช่ว่าร้านรวงต่างๆภายในห้างจะเปิดด้วย บางห้างนั้นเวลาเปิดห้างคือเปิดแต่ห้างจริงๆ หมายถึงเปิดประตูให้เดินเข้าไปได้ ไม่รู้ว่านโยบายเขาว่ายังไง หรือเวลาเปิดห้างกับเปิดร้านในห้างจะไม่ตรงกันก็ไม่รู้ ที่รู้คือถ้าเกิดหิวตั้งแต่เก้าโมงละก็เย็นใจได้ว่าหิ้วท้องรอไปจนสิบเอ็ดโมงนั่นแหละถึงจะพอเลือกร้านได้

เคยไป Terminal 21 ตอนสิบโมง เข้าไปร้านเจฟเฟอร์เห็นยังถูพื้นกันอยู่ ก็ถามเขาว่าเปิดรึยัง ยังโดนมองเหมือนทำอะไรผิดแปลก ดูราวกับว่าถ้ายังไม่เที่ยงก็จะยังไม่มีร้านอาหารไหนเต็มใจเปิด (เว้นแต่ร้านไอศกรีมสเวนเซ่นส์ที่วันนั้นเปิดแล้ว) สายตาพนักงาน (ที่คงจะง่วงงัวเงียอยู่นั่นแหละ) เหมือนจะขุ่นเขียวตำหนิกลายๆว่าทำอะไรผิดกาลเทศะ จะมาธุระกลางเมืองแล้วทะลึ่งแหกขี้ตาตื่นมาแต่เช้าทำไม

สงสัยเหลือเกินว่า ร้านเหล่านี้เปลี่ยนเวลาการเปิดบริการตามเรา หรือเราเปลี่ยนเวลาตามมันกันแน่นะ? บางครั้งก็อาจเป็นการยากที่จะตัดสินชี้ชัดลงไป ไม่แน่ว่าอีกสองสามปีข้างหน้า อาจจะมีวันที่สุดแสงดาวกินแพนเค้กเป็นอาหารกลางวันก็ได้ อย่างไรเสีย ก็มีแต่ความเปลี่ยนแปลงเท่านั้นที่เป็นนิรันดร์

จะว่าไปแล้ว หรือว่าการไปกินข้าวที่ห้างตอนสิบโมง จะคล้ายๆการไปถวายเพลตอนเที่ยงตรง คงไม่เหมือนซะทีเดียว แต่คล้ายๆน่า แบบว่าผิดธรรมเนียมอะไรสักอย่างนี่แหละ

เพราะดูเหมือนว่าการตื่นเช้าจะกลายเป็นสิ่งที่ขัดต่อชีวิตประจำวันของคนเมืองจำนวนมากไปเสียแล้ว การนัดหมายทำธุระใดๆ (นอกเหนือไปจากในโรงเรียนกับที่ทำงาน) ในยุคสมัยนี้เป็นอันรู้กันว่านัดเที่ยงหรือบ่ายโมงเป็นอย่างเร็วแล้ว รับประทานอาหารเที่ยงด้วยกันแล้วค่อยไปไหนๆต่อ จนเย็นย่ำเพิ่งถือได้ว่าเริ่มคุย ดึกดื่นอาทิตย์ลาฟ้านั่นแหละค่อยโบกมือบ๊ายบายกัน หลังไปกินโจ๊กกับปาท่องโก๋มื้อดึกแล้ว

ดูราวกับว่ากรุงเทพมหานครอมรฟ้านี้เป็นนคราที่มีเวลาอยู่แค่ครึ่งวัน

แล้วครึ่งแรกของวันหายไปไหน?...

คำตอบอาจจะเป็นว่า ไม่ได้หายไปไหน วันของที่นี่เพียงแต่เริ่มขึ้นตอนสิบสองนาฬิกาและจบลงตอนสามนาฬิกาเท่านั้นเอง ในขณะที่ภาคส่วนอื่นๆ ของประเทศไทย ชีวิตคนกระบิใหญ่เริ่มดำเนินตอนตีสี่ตีห้า (มิน่าเล่าเรื่องบางเรื่องเราถึงคุยกันไปคนละเรื่องเดียวกัน ซึ่งใครจะบอกได้ว่าคนตื่นเที่ยงกับคนตื่นตีสี่ใครจะสมองแจ่มใสกว่าใคร)

คนเมืองที่ยังยึดนาฬิกาเรือนเดียวกับคนต่างจังหวัดไม่ใช่ไม่มี นักธุรกิจที่ตื่นมาตีกอล์ฟเป็นต้น พนักงานบริษัทซึ่งต้องตื่นมาให้ทันนักธุรกิจ เด็กนักเรียน พระ แม่ชี แต่วันหยุดพักผ่อนหรือวันที่ไม่มีกิจธุระจำเป็นต้องรีบตื่น คนกลุ่มนี้จำนวนมากก็นอนตื่นสายตามธรรมชาติ เว้นแต่พระกับแม่ชีที่คงต้องตื่นเวลาเดิมเป็นประจำสม่ำเสมอทุกวัน

โลกหมุนเร็วขึ้นจริงไหม หรือเราแค่ตื่นสาย เลยเห็นตะวันตกดินเร็วขึ้นเท่านั้นเอง?