ผู้หญิงแถวหน้า...ทูตไทยที่เดนมาร์ก

ผู้หญิงเก่งงาน

เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ สำนักงาน กปร. เดินทางเพื่อเผยโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร่วมถึงการเรียนรู้ในการทรงงาน และการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในต่างแดน โดยได้จัดงานเฉลิมพระเกียรติ ภายใต้โครงการที่ชื่อว่า "สื่ออาสา สืบสานพระราชดำริ" ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

งานเฉลิมฉลองที่สำคัญในครั้งนี้ ได้รับความอนุเคราะห์อย่างดียิ่งจากทางกระทรวงการต่างประเทศ โดยมี เอกอัครราชทูต วิมล คิดชอบ ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี พร้อมกับให้เกียรติสัมภาษณ์เรื่องราวต่างๆ อาทิ การสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย และประเทศเดนมาร์ก วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเดนมาร์ก รวมถึงประสบการณ์การทำงานในตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ในสถานทูตไทยประจำกรุงโคเปนเฮเกน

ที่สำคัญการสัมภาษณ์พิเศษครั้งนี้นั้น มีความสอดคล้องกับวันสำคัญวันหนึ่ง คือ วันสตรีสากล (International Women's Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี ด้วยประเทศเดนมาร์ก กรุงโคเปนเฮเกน มีการประกาศรับรองข้อเรียกร้อง ของตัวแทนสตรีจาก 17 ประเทศ ที่มาเข้าร่วมประชุมสมัชชาสตรีสังคมนิยม ให้มีความเสมอภาคหญิงชายทุกรูปแบบ และมีการกำหนดวันสตรีสากล เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1908 ขึ้น

โดยภาพรวมประเทศเดนมาร์ก

ความเป็นอยู่คนเดนมาร์ก

สำหรับคนเดนมาร์กอย่างแรกเลย...ใจดี มีความสุภาพ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่เป็นทางการนัก คล้ายกับสบายๆได้เลย คือไม่ต้องมาทำเป็นพิธีรีตองอะไรมาก อยากติดต่อเรื่องงานไม่ว่าระดับไหน ยกโทรศัพท์คุยหรือส่งอี-เมลได้เลย เป็นการทำงานที่สะดวกคล่องตัว อาจเป็นเพราะเราเป็นคนไทยด้วยหรือเปล่า จึงมองเราในแง่ที่ดีไปด้วย

คนเดนมาร์กมักเดินทางด้วยจักรยาน เสมือนจักรยานเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเลย นับตั้งแต่เด็กๆตัวเล็กๆแล้ว พ่อแม่จะพาลูกขี่จักรยาน ออกไปตามสวนสาธารณะใกล้ๆบ้าน เมื่อเติบโตขึ้นก็ขี่จักรยานไปโรงเรียน ดังนั้น การขี่จักรยานของคนเดนมาร์ก...จึงเป็นเรื่องธรรมดา ด้วยเค้าได้มีการจัดโครงสร้างพื้นฐาน มีเลนส์ไว้ให้สัญจรเฉพาะจักรยาน แม้ช่วงหน้าหนาวหิมะลง จะลำบากในขับรถบนถนน แต่เลนส์จักรยานจะเคลียร์เอาไว้เสมอ คนที่ขับรถยนต์บนท้องถนน จัดให้เป็นพลเมืองชั้นสอง ส่วนคนขี่จักรยานเป็นพลเมืองชั้นหนึ่ง

ที่สำคัญเรื่องการขี่จักรยาน ไม่ต้องมีการมารณรงค์ ต่างมีจิตสำนึกมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว ก็เคยถามคนที่นี่ว่า เอ!!!เห็นคนขี่จักรยานกันเยอะ ไม่เห็นมีใครค่อยใส่หมวกกันน็อค หรือเห็นใส่กันก็น้อยมากๆเลย ไม่กลัวที่จะเกิดอุบัติเหตุ แล้วไม่บังคับหรือไม่ผิดกฎหมายรึ เค้ากลับแปลกใจในคำถามของเรา ว่า เมื่อทำโครงสร้างพื้นฐานไว้ดี มีการวางกฎระเบียบไว้แล้ว ทุกคนขี่จักรยานด้วยความรับผิดชอบ เรื่องอุบัติเหตุ...ก็จะไม่เกิด

คำว่า กฎหมาย...บังคับให้ทำโน่นทำนี่ ไม่มีที่ประเทศเดนมาร์ก ทุกคนทำด้วยความเต็มใจ ไม่มีการมาบังคับกัน นักท่องเที่ยวที่มาเห็น...ต่างทึ่งกันมาก เมื่อเห็นสาวๆเดนมาร์กขี่จักรยาน จะนั่งหลังตรงขี่จักรยานกันเลย ด้วยมีแฮนด์จักรยานเป็นตัวบังคับ แถมยังสวมกระโปรง ใส่ส้นสูง แล้วขี่จักรยานไปทำงานอีกด้วย จึงกลายเป็นภาพที่ดูสง่างามมากค่ะ แต่บ้านเราไม่ค่อยได้ใช้จักรยานกันบ่อย หรือไม่ค่อยใช้ในชีวิตประจำวันกัน

เอกลักษณ์ประเทศเดนมาร์ก

ที่ประเทศเดนมาร์ก มีพิพิธภัณฑ์มาก ทั้งทางด้านศิลปะ ด้านดีไซน์...ที่น่าสนใจ แล้วยังมีชื่อเสียงด้านนี้มานาน ไม่ได้ดีไซน์แค่เฉพาะในเรื่องศิลปะ แต่การดีไซน์เข้าไปอยู่ในเรื่องของสินค้า ด้วยมุมมองของการดีไซน์ มีแทรกในเรื่องราวต่างๆรอบตัว โดยเฉพาะสินค้าของประเทศเดนมาร์ก พบว่า จะแลดูเรียบง่าย แต่มีความคลาสิคและมีการดีไซน์ อย่างเฟอร์นิเจอร์...ก็เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่สร้างชื่อไปทั่วโลก จนทุกวันนี้ก็ยังดูร่วมสมัย จากที่ออกแบบมาเมื่อห้าสิบหกสิบปีที่แล้ว ซึ่งสะท้อนความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเดนมาร์ก ที่น่าสนใจและน่าศึกษา หรือนำกลับไปใช้ได้บ้าง โดยมีหน่วยงานต่างๆ ให้ความสนใจพอสมควร

อีกทั้งมีการรวบรวมศิลปะ ทั้งยุโรปและที่เป็นของประเทศเดนมาร์กเอง อาจจะเป็นอุปนิสัยอย่างหนึ่งของคนตะวันตก ที่มักจะชอบเก็บสะสมและบันทึกเรื่องราวต่างๆ สิ่งเหล่านี้สามารถนำออกมาแบ่งปันให้คนรุ่นหลังๆ ด้วยรูปแบบของนิทรรศการหรือพิพิธภัณฑ์บ้าง ซึ่งเป็นประโยชน์กับคนรุ่นหลัง ที่นำไปปรับใช้ได้อย่างมากมาย

ตามด้วยเรื่องของการท่องเที่ยว

เกี่ยวกับคนไทยเป็นอย่างไร

ก็มีมาท่องเที่ยวมากเหมือนกันค่ะ เพราะมีเที่ยวบินตรงประจำทุกวัน โดยเฉพาะวันศุกร์กับวันอาทิตย์...มีสองเที่ยว แล้วก็แน่นทุกเที่ยว หาตั๋วยากมากเลย ซึ่งบอกตัวเลขได้ยากมาก แต่คนไทยที่มาอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน ก็จำนวนราวหมื่นต้นๆได้นะคะ แล้วมักได้รับคำชื่นชมอยู่เสมอว่า คนไทยขยัน ดิฉันไปที่ไหนก็มักได้ยินคนในพื้นที่ ต่างชื่นชมคนไทยทั้งนั้นเลย คนไทยตั้งใจทำมาหากิน อย่างตอนนี้เชื่อว่าหลายคนยังทำงานอยู่ วันธรรมดาบางคนก็ทำงานหลายจ็อบ เพราะว่าที่นี่ค่าครองชีพแพงมาก ฉะนั้นทุกคนต้องขยันทำงานหาเงิน เรียกว่าคนไทยไม่เคยสร้างปัญหา โดยมักมาทำงานในร้านอาหารไทย ทำงานดูแลคนป่วย ทำงานเป็นพนักงานโรงแรม หรือเป็นลักษณะงานด้านการบริการต่างๆ กระทั่งมาแต่งงานมีครอบครัว เป็นภรรยาคนเดนมาร์ก อยู่กันมาหลายสิบปี...ก็มีเยอะ ยิ่งตามต่างจังหวัด...ยิ่งเห็นมาก

สำหรับด้านของการท่องเที่ยวนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์ท่านก็เคยเสด็จฯ ณ ประเทศเดนมาร์ก แล้วมีหลายคนมาตามรอยเสด็จพระราชดำเนินว่า พระองค์ท่านเสด็จฯไปทรงที่ไหนบ้าง อันนี้ก็เป็นอีกลักษณะหนึ่งที่คนไทยนิยมมาเที่ยวเดนมาร์ก โดยไปทางเหนือของเกาะ...เมือง Roskilde แล้วข้ามไปทาง Justland จุดที่ทะเลเหนือกับทะเลบอลติกพบกัน ซึ่งพระองค์ท่านก็เสด็จฯมาแล้ว ในสมัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะไปได้ เพราะฉะนั้นคนไทยหลายคน เมื่อมาถึงที่นี่...ก็อยากไปให้ถึงจุดนั้นด้วย

เมื่อหลายปีที่ผ่านมา เคยมีการจัดนิทรรศการ เกี่ยวกับการเสด็จประพาสของรัชกาลที่ 5 โดยนำรูปโบราณมาจัดนิทรรศการ...น่าสนใจมาก ส่วนคนไทยที่มาท่องเที่ยว ก็มักจะแวะเวียนไปที่พิพิธภัณฑ์ ถามหารูปพระองค์ท่านที่เสด็จพระราชดำเนิน ก็มีเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น แล้วชุมชนคนเดนมาร์กกับคนไทย ก็ใกล้ชิดกันมาตั้งแต่ในยุคที่ทำการค้า ฉะนั้นคนเดนมาร์กที่กลับมา ทั้งที่มีครอบครัว หรือที่แต่งงานกับคนไทย ก็พาคนไทยกลับมา พร้อมลูกหลานมากมาย แล้วนำสิ่งที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทย มาเป็นสิบปีสิบห้าปี กลับมาทำเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัว โดยนำเอาเรื่องราวต่างๆทางเมืองไทย มาเผยแพร่ให้คนไทยทางนี้ดู

สัมพันธภาพคนไทย-คนเดนมาร์ก

เราอาจไม่ได้มาสัมผัสโดยตรง แต่จะพบจากเอกสารต่างๆว่า คนไทย-คนเดนมาร์กนั้น มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน แต่เมื่อได้มาสัมผัสด้วยความรู้สึก กับผู้คนที่มีต่อเราจริงๆ ตรงนี้เป็นสิ่งที่น่าประทับใจ อันนี้ถือเป็นต้นทุนของคนไทย ที่ต้องดูแลให้ดี คือ อุปนิสัยของคนไทย ที่ใจดี มีไมตรี หรือมีน้ำจิตน้ำใจต่อกัน เพราะเป็นธรรมชาติของคนไทย ซึ่งไปที่ไหนใครๆก็ชื่นชอบ ไปที่ไหนใครๆก็ไม่หันหน้าหนี ถ้ารู้ว่าเรามาจากประเทศไทย

โดยมีแต่รอยยิ้มต้อนรับให้กับเรา แล้วก็ยังมีทางด้านอื่นๆ ที่ถือเป็นต้นทุนด้านบวกทั้งนั้น อย่างเรื่องทางด้านวัฒนธรรม เรื่องของอาหารการกิน เรื่องของประเทศไทย ที่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามมากมาย รวมถึงประวัติศาสตร์ของบ้านเรา สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นทุนหรือองค์ประกอบ ที่ทำให้เรามีความเป็นพิเศษยิ่งกว่า มีความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเราเอง ก็ขอให้พวกเราช่วยกันดูแลรักษา แล้วคนรุ่นใหม่ก็อย่ามองข้าม เพราะนี่คือต้นทุนที่คนอื่นๆ ประเทศอื่นๆ...ไม่มี หลายคนต่างก็อิจฉาเรา ที่คนไทยมีแต่คนมาชื่นชอบ แม้เพื่อนคณะทูตหลายคน ยังพูดเลยว่า คนไทยกับคนเดนมาร์ก...มีความสัมพันธ์พิเศษ มีความใกล้ชิดกันมา ตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 5 ช่วงนั้นถือเป็นยุคทองด้านความสัมพันธ์ เป็นรากฐานที่แน่นแฟ้น

แม้บ้านเมืองของประเทศไทย จะมีเหตุการณ์ที่อ่อนไหว แต่เที่ยวบิน ณ วันนี้ก็ยังไม่มีที่ว่าง คนเดนมาร์กยังเดินทางไปเมืองไทย ตัวเลขประมาณแสนหกแสนเจ็ด ที่คนเดนมาร์กไปท่องเที่ยวประเทศไทย หลายคนไปเป็นบ้านหลังที่สอง หลายคนไปพักอยู่กันนานๆ และก็มักไปแล้วไปอีก บางคนไปทุกปี บางคนไปปีเว้นปี ดิฉันมาอยู่ที่นี่ 1 ปี เจอคนที่ไม่เคยไปเมืองไทย...อาจจะสักสิบคน ส่วนใหญ่แล้วเคยไปทั้งนั้น เคยบางทีไปนั่งคุยที่ร้านอาหาร คนเสิร์ฟคุยให้ฟังว่า...เดือนหน้าจะไปเมืองไทยสองเดือน อะไรอย่างนี้เป็นต้น วันก่อนตอนหน้าร้อน ไปริมท่าน้ำที่เป็นจุดท่องเที่ยว มีน้องขายกาแฟคนหนึ่ง ใส่กางเกงขาสั้น มองไปที่ขาเห็นสักชื่อภาษาไทย เราก็เรียกชื่อเค้าเลย เค้าก็ตกใจ...เออ!!!รู้จักชื่อเค้าด้วยหรือ เอ้า!!! นี่ไงยูสักชื่อที่ขา อ้อ!!! ยูมาจากเมืองไทย แล้วเค้าก็ดีใจมาก ที่เจอคนไทยด้วยกัน แทบจะเลี้ยงกาแฟเราเลยละ

การติดต่อประสานกับคนไทย

ทางสถานทูตของเรา มีเว็บไซต์ มีเฟซบุ๊ค หรือโซเชียลมีเดีย เป็นเครื่องมือสื่อสาร กระจายข่าว หรือประกาศเรื่องต่างๆ ทางสถานทูตเอง ก็ดีใจและภาคภูมิใจ ที่มีคนเข้ามาใช้บริการค่อนข้างเยอะ พร้อมกับอาศัยเครือข่ายของชุมชนคนไทย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านขายของ รวมทั้งวัดไทยก็ดี มาร่วมกันเผยแพร่ต่อๆกัน ตัวอย่างงานที่เราประชาสัมพันธ์ คือ งานช่วงเดือนมิถุนายนของทุกปี จะมีการจัดงานเทศกาลไทย โดยมีการแสดงรำไทย การสาธิตเกี่ยวกับประเพณีไทย อย่างเช่นประเพณีสงกรานต์ ประเพณีการตักบาตร

งานเทศกาลดังกล่าว ครอบครัวคนไทยและญาติมิตร มาร่วมงานกันอย่างสนุกสนานทั้งวัน รวมถึงคนเดนมาร์กที่สนใจวัฒนธรรมไทย ดิฉันไปเทศกาลอาหารไทยมาหลายเมือง เจออาหารเห็นของดีๆ ที่ไม่ค่อยเห็นที่เมืองไทยบ่อยนัก ที่นี่ยังมีคนไทยที่สามารถทำได้ อย่างน้ำพริกต่างๆ ข้าวต้มลูกโยน รวมถึงขนมชาวบ้านท้องถิ่น ของภาคอีสานหรือทางภาคใต้ ซึ่งที่นี่ยังทำให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ ด้วยเรามีวัตถุดิบเข้ามาไม่ขาดแคลนเลย

พลิกกลับมาพูดคุยด้านการงาน

ก้าวเข้ามาเป็นทูตอย่างไรครับ

ก็จบรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วไปจบรัฐศาสตร์อีกเช่นกัน ที่ประเทศอเมริกา มาเข้าทำงานที่กระทรวง งานที่ผ่านมาออกในเชิงเศรษฐกิจ ทำงานเกี่ยวข้องกับอาเซียน...พอสมควร แล้วทำงานด้านยุโรป...มาพอควร ทว่างานส่วนใหญ่ จะโฟกัสด้านเศรษฐกิจ เคยไปอยู่ที่คณะผู้แทนไทย ประจำองค์การการค้าโลก ช่วงนั้นเป็นช่วง 3 ปีที่อยู่กระทรวงพาณิชย์ พบเจอผู้คนเยอะแยะมากมาย ทำให้ได้เรียนรู้อย่างเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอีกมาก เพราะว่างานของกระทรวงต่างประเทศ ค่อนข้างจะกว้างทุกรูปแบบทุกมิติ สามารถมองภาพใหญ่ๆออก ส่วนเรื่องความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ก็อาศัยหน่วยงานกระทรวง ทบวง กรม มีโอกาสทำงานกับคนเก่งๆเยอะ ซึ่งข้าราชการกระทรวงต่างประเทศทุกคน เมื่อสอบเข้ากระทรวง ก็มุ่งหวังอย่างเดียว คืออยากเป็นทูต ไม่มีใครอยากเป็นอธิบดี ปลัดกระทรวง...ก็ไม่มี

จริงๆแล้วไม่อยากพูดหรอกค่ะ จะสวนทางกันอยู่เหมือนกัน ความจริงดิฉันอยากเป็นหมอ (หัวเราะ) แต่เป็นคนขี้เกียจเรียน เราไม่ใช่คนขยันนัก การมาเข้าทำงานตรงนี้ได้ ด้วยสายงานที่ทำมา แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็อยากให้เป็นข้าราชการ การมาเป็นข้าราชการ จึงเป็นการกระทำเพื่อคุณพ่อ คุณแม่ จริงๆ ตอนแรกๆก็ไม่ค่อยชอบ แต่พอได้ทำไปแล้วรู้สึกว่า เกิดความรักในงานที่ทำ รู้สึกว่าทำประโยชน์ได้มากมาย เกิดประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ไม่ได้ทำประโยชน์ให้กับคนใดคนหนึ่ง จึงทำให้เรารักงานและภูมิใจในงานของเรา

คุณสมบัติของทูต มีอย่างไรหรือไม่

จริงๆไม่มีคุณสมบัติ เอาเป็นว่าแน่ๆก็คือ สำนึกในหน้าที่การงาน อย่างที่สองเรื่องของขีดความสามารถ องค์ความรู้ความเชี่ยวชาญของเรา ต้องให้อยู่ในระดับที่ใช้งานได้ หรือเกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ คือภาษา ซึ่งเกี่ยวกับงานต่างประเทศ ก็ต้องใช้ภาษาได้ดีในระดับหนึ่ง หรือสามารถใช้งานได้อย่างจริงจัง แล้วสามารถถ่ายทอดหรือแลกเปลี่ยน พร้อมกับส่งเสริมประเทศไทย ให้กับชาวต่างประเทศ ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

สิ่งที่ดิฉันคิดแล้วก็เห็นว่า เป็นสิ่งสำคัญมากๆอีกอย่างหนึ่ง คือ เรื่องของความเข้าใจในประเทศของตัวเอง เราจะต้องมีความรอบรู้หลายอย่าง เหมือนกับเรามาเป็นเซลส์แมน เรามาพูดถึงประเทศของเรา เราต้องรู้จักของที่เรานำมาขาย เราจะต้องรู้และเข้าใจเป็นอย่างดี หลายครั้งดิฉันยังมีความรู้และเข้าใจในระดับหนึ่ง แต่ควรต้องลึกให้มากกว่านั้น ดิฉันเองยังมีความรู้สึกว่า ตัวเองก็ยังต้องมีการปรับปรุง ต้องรู้จักบ้านของเราให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น แล้วเราถึงจะนำบ้านของเราออกมา ทำการพูดคุยหรือนำเสนอ ทุกๆเรื่องและทุกๆด้านได้ด้วย กระทรวงต่างประเทศ ต้องการสนับสนุนให้ข้าราชการหรือบุคลากร ไปสัมผัสประเทศของเรา ในมุมมองต่างๆให้มากที่สุด เพราะว่าสิ่งต่างๆเหล่านั้น จะกลับมาทำให้เกิดประโยชน์ เมื่อเราได้ออกมาพูดเรื่องราวทั้งหลาย แล้วเราจะนึกออกว่า เราเคยเห็นแล้ว เราเคยสัมผัสมาบ้างแล้ว

ก็เคยให้สัมภาษณ์กับทาง "สกุลไทย" เหมือนกันว่า ถ้าดิฉันเป็นได้ใครๆก็เป็นได้...ทูตนะ (หัวเราะ) ขอให้ตั้งใจจริงๆ ดิฉันมาเป็นทูตได้ 1 ปี ทุกวันได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด ไม่ใช่แค่ในระดับประเทศ-ระดับรัฐบาล แต่ในระดับประชาชน ระดับครอบครัวทั้งหลาย บางเรื่องดิฉันได้ยิน ก็ขนลุกบ้าง...ซึ้งใจบ้าง กับหลากเรื่องที่เรากับเค้า มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมา ที่สำคัญเค้ามองคนไทยด้วยสายตาที่ดีมาก

ปัจจุบันทูตผู้หญิงเยอะขึ้นครับ

การเป็นข้าราชการสตรีในกระทรวงต่างประเทศ เมื่อก่อนอาจจะมีน้อยนะ แล้วก็โอกาสที่จะไต่เต้าขึ้นมานั้น ก็อาจจะมีการแข่งขันที่สูง กับข้าราชการผู้ชาย ซึ่งทุกคนก็เก่งๆกันทั้งนั้น ตอนสมัยที่ดิฉันเข้ามานั้น ในกลุ่มมีตัวเลขประมาณสัก 30-38 คน โดยมีข้าราชการผู้หญิงอยู่ 8 คน ที่เหลือเป็นข้าราชการผู้ชายทั้งหมดเลย แต่ในปัจจุบันจะตรงกันข้ามแล้ว ข้าราชการผู้หญิง 30 คน ข้าราชการผู้ชาย 8 คน...จะถึงหรือเปล่า ด้วยโลกมีการเปลี่ยนแปลงไป แล้วก็อาจเป็นว่า บรรดาผู้ชายทั้งหลาย ก็ไม่ค่อยได้สนใจเป็นข้าราชการ อาจสนใจไปเป็นนักธุรกิจกันมาก ซึ่งมีความท้าทายกว่าก็เป็นได้ ฉะนั้นในปัจจุบันจะเห็นข้าราชการผู้หญิงเติบโตขึ้นมา ยุคหลังๆดิฉันไป จะเห็นข้าราชการสตรี ในกระทรวงต่างประเทศ ขึ้นมาเป็นแผงเลย ตอนนี้มองไประดับกลาง...ระดับผอ. แม้กระทั่งระดับรองอธิบดี...ซี 9ด้วยซ้ำ จะเห็นว่าข้าราชผู้หญิงขึ้นมาเยอะ ฉะนั้นในอนาคต การที่เห็นทูตเป็นผู้หญิง จะเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว

เท่ากับว่า...เป็นทูตผู้หญิงกลุ่มแรกๆ

ใช่ค่ะ...ก็เป็นรุ่นที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ขณะนี้มีประมาณ 10 คนได้ หรืออาจไม่ถึงสิบในระดับซี 10 สำนักงานในต่างประเทศราว 90 แห่ง รวมถึงทางด้านของกงสุล ต่อไปจะมีหัวหน้าสำนักงานที่เป็นผู้หญิง คือ ในระดับกงสุลและระดับทูตผู้หญิง ดิฉันเชื่อว่า มีครึ่งหนึ่งในเก้าสิบแห่งในอนาคต ไม่ช้าไม่นาน หรือไม่กี่ปีข้างหน้านี้

ทูตผู้หญิง...มีอุปสรรคบ้างหรือเปล่า

อาจเป็นคนที่โชคดีน่ะค่ะ ดิฉันได้เจอกับผู้บังคับบัญชาที่ให้โอกาส ก็ทำให้ทำงานได้โดยที่รู้สึกว่า ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี แล้วเราก็ต้องทำเต็มที่ด้วยนะ ท่านก็คงเห็นในความทุ่มเท แต่ว่า ก็คงเป็นวิสัยของพวกเราด้วย ใครๆก็บอกว่าดิฉันทุ่มเทหรือขยัน ซึ่งตัวเองก็ไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นนัก กลับรู้สึกว่าตัวเองขี้เกียจเสียด้วยซ้ำ ทว่าก็มีคนบอกว่าดิฉันขยันๆ อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ ตรงนี้คงเป็นสิ่งที่ทำตัวของเราเอง กับโอกาสที่เราได้รับมามากกว่า โดยวัฒนธรรมของกระทรวงต่างประเทศ จะค่อนข้างโตมากกว่าหลายๆที่ เมื่อเปรียบเทียบความจริงกับหลายหน่วยงาน ที่มีข้าราชการผู้หญิงเยอะมาก มากกว่ากระทรวงต่างประเทศในปัจจุบัน แล้วในอนาคตทางกระทรวงต่างประเทศ จะมีข้าราชการหญิงอีกไม่น้อย

ทูตเป็นหน้าตาประเทศ...รู้สึกอย่างไร

ก็แน่นอน...อย่างที่บอกไปแล้วว่า ดิฉันเข้ามาทำงานในสายนี้ ความใฝ่ฝันก็คือ การที่ได้เป็นทูต คำว่าได้เป็นทูตสำหรับดิฉันนั้น จุดสูงสุดในชีวิตก็คือ จุดที่ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข้ารับพระราชทาน...พระราชสาส์นด้วยพระองค์เอง การผ่านพิธีการที่สำคัญนั้น ถือเป็นจุดสูงสุดในชีวิตแล้ว...ของดิฉัน ครั้งนั้นเป็นการไปประจำการเป็นทูตครั้งแรก ที่ประเทศชิลี เมื่อปี 2549 ก็ไปเข้าเฝ้าฯที่พระราชวังไกลกังวล จากนั้นมาถือว่าทุกอย่างเป็นกำไรชีวิตทั้งหมด ทุกวันนี้ทำงานให้เต็มที่ ให้สมกับที่ได้มีโอกาส สำหรับคำว่า เป็นทูต เป็นจุดที่ได้เข้าเฝ้าฯ...รับการไว้วางพระราชหฤทัย ให้เป็นตัวแทนทางการในต่างประเทศ

งานทูต...ในมุมมองท่านทูตล่ะครับ

จริงๆการได้มีโอกาส ไปทำงานสายการทูตของกระทรวงต่างประเทศ ไม่ใช่เฉพาะการเป็นทูต ทุกคนตั้งแต่เข้ามา ถึงข้าราชการระดับ 7 ต่างมีโอกาสได้เดินทาง ไปชมไปพบปะกับเพื่อนๆต่างชาติ ในการทำงานของเรา ถึงแม้ว่าเราไปในแต่ละที่ ส่วนใหญ่จะเห็นห้องประชุมกับสนามบิน ก็อาจจะเห็นร้านอาหาร แต่ไม่ได้ไปเห็นอะไร ที่บอกว่าเป็นไฮไลท์ของเมือง ทว่า ว่าการที่ไปพบเห็นสถานที่ใหม่ๆ หรือได้เห็นบางมุมมอง ก็ถือว่าเป็นโอกาสอย่างมาก สำหรับคนคนหนึ่ง ที่ได้ไปในสถานที่ที่หลากหลายอย่างนั้น โดยที่ยังไม่พูดถึงเนื้อหางาน อันนี้พูดถึงโอกาสในการท่องเที่ยว แต่ว่าไม่ได้ไปเที่ยว หรือจะใช้คำว่า...เดินทางดีกว่า

ด้วยเนื้อหาที่เราทำงานทุกวันนี้ จริงๆข้าราชการทุกคน ทำงานเพื่อประเทศชาติ แต่ในมุมของทางด้านกระทรวงต่างประเทศ เป็นมิติที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ หรือกระทรวงต่างประเทศจริงๆเราก็ทำทุกมิติ ไม่ว่าเศรษฐกิจการเมือง เรื่องของทุกกระทรวง เราเกี่ยวข้องทั้งหมดเลย ดังนั้น จึงเป็นอะไรที่เราต้องคอยฝึกฝนตัวเอง คอยเสาะหาข้อมูล คอยศึกษาเรื่องราวต่างๆให้รอบด้าน นี่เป็นสิ่งที่คล้ายกับว่า เราต้องมีภาพมองที่กว้าง มองออกมาเป็นภาพใหญ่-ภาพรวม ไม่ใช่มองเพียงแคบๆ มองอย่างนั้นไม่ได้ จะทำงานไม่ได้ผลดี

ก่อนหน้าประจำที่ชิลีเป็นอย่างไร

ที่ชิลีบรรยากาศก็สนุกสนานดี เค้าไม่รู้จักเมืองไทยเลย ทำให้ดิฉันทำงานสนุกมาก ผิดกับที่เดนมาร์ก...จะรู้จักดีมาก จนต้องหามุกใหม่ๆมาทำงาน ที่ชิลีเราทำอะไร...เค้าก็ตื่นเต้นหมด อย่าลืมว่า เมืองชิลีกับเมืองไทยนั้น อยู่กันคนละด้านของโลกเลย การที่จะให้คนชิลีเดินทางมาท่องเที่ยว หรือมีความสนใจเมืองไทยได้นั้น เราต้องนำเมืองไทยเข้าไปหาเค้าถึงประตูบ้าน แล้วคนชิลีก็ต่างซาบซึ้งใจกันมาก ที่ได้สัมผัสกับวัฒนธรรมไทย

บรรยากาศเยือกเย็น...ชินแล้วครับ

ชินแล้วค่ะ...ที่ชิลีอากาศดีทั้งปี แต่ก็มีหนาวสั้นๆ ส่วนที่เดนมาร์ก...ก็ปรับตัวไปเรื่อยๆ คือไม่ได้มีการตั้งเป้าหมายอะไร อย่างอากาศเป็นแบบนี้...ต้องได้งานเท่านี้ พยายามมีการปรับตัวตามสถานการณ์ไป ก็คืออย่างที่บอกงานที่นี่ยากกว่า แต่เป็นความท้าทาย และสนุกกับงานตลอด ในแง่ของการส่งเสริม ที่ทำงานได้อย่างหลากหลาย ขึ้นอยู่กับว่า เราจะหยิบตรงไหน ออกมาใช้ให้เข้ากับสถานการณ์นั้นๆ แต่ที่สำคัญจะทำอะไรไม่ได้เลย ถ้าส่วนกลางไม่ให้การสนับสนุน งบประมาณมาให้กับเรา อันนั้นจัดเป็นความท้าทายที่สุดเลย (หัวเราะ) เพราะหากของบประมาณไป แล้วกลับให้มาอย่างเต็มที่ เราก็ทำงานได้ถึงไหนถึงกันค่ะ

และการทำงานให้มีความสุข

การที่เรามาอยู่ในสายงานทูต เป็นงานที่มีความชัดเจนว่า เราทำงานเพื่อการโปรโมทประเทศชาติ ซึ่งจะทำอะไรก็แล้วแต่...โจทย์เราต้องชัดเจน ไม่ว่าด้านการค้า การลงทุน วัฒนธรรม การดูแลคนไทย สิ่งเหล่านี้จะอยู่ภายใต้กรอบของงาน ซึ่งวิธีการทำงาน...เราจะพิจารณาจากปัจจัยสภาพแวดล้อม ด้วยปัญหาทางด้านงบประมาณ บางครั้งต้องจัดลำดับความสำคัญ โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมว่า เราจะจัดทำอะไร...หนึ่ง...สอง...สาม บางครั้งเราอาจทำได้ไม่หมด ก็คิดในแง่ได้ทำการบริหารสมอง การที่เราออกมาทำงานตรงนี้ ถือว่าเป็นความท้าทาย เป็นความโชคดี คือ มีโอกาสได้เห็นได้สัมผัสในสิ่งที่หลายคนไม่ได้รับรู้ เมื่อพบเจอก็อยากจะถ่ายทอด อยากให้คนได้รับประโยชน์ให้มากที่สุด แม้ปลายทางจะรับประโยชน์เพียงคนสองคน ก็ถือว่าเกิดประโยชน์ขึ้นมาบ้างแล้ว บางเรื่องที่เห็นเป็นเรื่องธรรมดา กลับเป็นประโยชน์มากมายกับคนอีกเยอะแยะ ถ้าเราครุ่นคิดอะไรเช่นนี้ ก็จะทำให้การทำงานไม่เบื่อค่ะ

ดั่งพระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระตำหนักจิตรดารโหฐาน เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2539 ความว่า "การยึดมั่นในผลประโยชน์ของแผ่นดิน และความถูกต้องเป็นธรรม เป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ เพราะการยึดมั่นดังกล่าว จะทำให้มีจิตใจมั่นคงเด็ดเดี่ยว ในอันที่จะพากเพียรปฏิบัติหน้าที่ ให้จนบรรลุผลสำเร็จ และสามารถป้องกันความผิดพลาดเสียหาย อันจะเกิดแก่ตนแก่งานได้อย่างแท้จริง"