พระราชปณิธานในการปกครอง

ประชาธิปก ปร.

ในช่วงที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย ทั้งในระดับประเทศและในระดับโลก จึงทรงพยายามทุกวิถีทางที่จะพัฒนาระบอบการปกครองและการเมืองของประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าเท่าเทียมกับนานาอารยประเทศ พระราชกรณียกิจลำดับแรกเลยก็คือ ทรงริเริ่มที่จะนำประเทศไปสู่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอย่างมีแบบแผน ด้วยพระราชดำริว่า การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กำลังจะพ้นสมัย ประเทศไทยกำลังเจริญก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งทุกด้าน การปกครองประเทศจึงน่าจะอยู่ในความรับผิดชอบของบุคคลหลายฝ่ายร่วมกัน โดยเฉพาะประชาชนในชาติควรมีส่วนรู้เห็นในกิจการเหล่านี้ด้วย

ทรงตั้งพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะดำเนินพระราชกรณียกิจตามแนวทางแห่งบรรพกษัตริย์ คือ บำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎร และเสริมสร้างความเจริญก้าวหน้าแก่ประเทศชาติ โดยทรงพยายามอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนเพื่อจะได้ทรงทราบความเป็นอยู่ของราษฎรอย่างแท้จริง จะได้ทรงพระราชทานความช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่ขณะเดียวกันก็ทรงเตือนให้ทุกคนมีความขยันหมั่นเพียรประกอบกิจการงานตามแนวทางแห่งกฎหมายและศีลธรรมเพื่อประโยชน์ของตนและส่วนรวมควบคู่กันไป

ทรงนำความรู้ที่ได้ศึกษามาตั้งแต่เมื่อครั้ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังดำรงพระชนมชีพ ในพ.ศ.2467 ขณะพระองค์ทรงเป็นพระอนุชาธิราชที่ต้องช่วยทรงงานต่างพระเนตรพระกรรณ จึงทรงเริ่มศึกษาวิชาการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดินอย่างจริงจังจากหนังสือที่เป็นหลักราชการแผ่นดินและหนังสือราชการต่างๆ ซึ่งเป็นพระราชกรณียกิจที่ เจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) ราชเลขานุการ เลือกสรรนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายให้ทอดพระเนตร ทรงพระราชอุตสาหะอย่างละเอียดลึกซึ้งในบรรดาหนังสือเหล่านั้น พระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง "การเปลี่ยนแปลงแก้ไขการปกครองแผ่นดิน" เป็นเรื่องที่ทรงโปรดปรานมากที่สุด ในพ.ศ.2470 จึงโปรดเกล้าฯให้พิมพ์พระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการ

โดยมีพระราชดำริในท้ายพระราชนิพนธ์คำนำว่า เป็นแนวทางในการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ดีควรถือเป็นแบบอย่างต่อไป

"พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงเล็งเห็นการภายหน้าอย่างชัดเจนและทราบการที่ล่วงไปแล้วเป็นอย่างดี ได้ทรงพระราชดำริตริตรองโดยรอบคอบ ได้ทรงเลือกประเพณีการปกครองทั้งของไทยเราและต่างประเทศประกอบกัน ด้วยพระปรีชาสามารถอันยวดยิ่ง ได้ทรงจัดการเปลี่ยนแปลงวิธีการปกครองเป็นลำดับมา ล้วนเหมาะกับเหตุการณ์และเหมาะกับเวลา ไม่ช้าเกินไปไม่เร็วเกินไป

พวกเราผู้เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้มีความจงรักภักดี และรู้สึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง อยู่ทุกขณะจิต ควรตั้งใจดำเนินรอยตามพระยุคลบาทตามแต่จะทำได้ ควรพยายามแลดูการล่วงหน้าแต่ก็ควรเหลียวหลังดูประเพณีและหลักการที่ล่วงไปแล้วด้วยเหมือนกัน ใน2อย่างนี้ก็พอจะทำได้ มียากอยู่เพียงจะเลือกเวลาให้เหมาะสม อย่าให้ช้าเกินไป อย่าให้เร็วเกินไป ข้อนี้แลยากยิ่งนัก นอกจากมีสติปัญญาแล้วยังต้องมีโชคดีประกอบด้วย แต่ถ้าเราทำการใดๆไปโดยมีความสุจริตในใจและโดยเต็มความสามารถแล้วก็ต้องนับว่า ได้พยายามทำการงานตามหน้าที่ จนสุดกำลังแล้ว"

การที่ทรงมีโอกาสศึกษาแนวทางการปกครองแผ่นดินทั้งในอดีตและจากประสบการณ์ในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งบางครั้งต้องทรงทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เมื่อ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสหัวเมือง ต้องประทับเป็นประธานในที่ประชุมเสนาบดี ทรงพระราชวินิจฉัยข้อราชการ และที่สำคัญคือ ทรงพระราชอุตสาหะศึกษาระบอบการปกครองและการเมืองของนานาประเทศ ทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชียด้วยพระองค์เอง จึงทรงมีพระปรีชาสามารถและวิจารณญาณกว้างไกล ทรงเห็นความจำเป็นในการปรับปรุงระบอบการปกครองประเทศใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ขณะนั้น เมื่อทรงดำรงสิริราชสมบัติ ในวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 จึงได้ทรงดำเนินตามพระราชดำริที่ทรงศึกษามาแล้วในรัชกาลก่อนทันที

ด้วยทรงเชื่อมั่นในคุณประโยชน์ของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยว่า มีความเหมาะสมกับนิสัยรักอิสรภาพของประชาชนชาวไทย ไม่ชอบการกดขี่บังคับ จึงทรงริเริ่มด้วยการพัฒนาการเมืองของประเทศก่อน

แนวพระราชดำริในการพัฒนาการเมืองของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก เป็นการพัฒนาจากเบื้องบนลงสู่เบื้องล่าง หมายถึงการก่อตั้งสถาบันบริหารทางการปกครองและพัฒนาสถาบันที่มีอยู่แล้ว ให้ดำเนินการบริหารบ้านเมืองตามแนวทางประชาธิปไตยเป็นการฝึกหัดและวางรากฐาน ทั้งจะได้คอยอุปถัมภ์แก่รัฐสภาซึ่งจะมีในโอกาสต่อไป ส่วนที่สองคือ การพัฒนาจากเบื้องล่างขึ้นสู่เบื้องบน ให้ความรู้และเปิดโอกาสให้ราษฎรได้มีส่วนรวมในการปกครองตนเอง เริ่มตั้งแต่การปกครองท้องถิ่นตามแบบเทศบาลซึ่งเป็นหน่วยเล็กๆก่อน และเมื่อประชาชนมีความรู้ทางการปกครองการเมืองมากขึ้น จึงพระราชทานอำนาจทางการปกครองขึ้นมาตามลำดับ และเมื่อถึงโอกาสสมควรแล้วก็จะได้พระราชทานรัฐธรรมนูญเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยต่อไป

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเล็งเห็นว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบที่เหมาะที่สุดกับประเทศไทยก็คือ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เนื่องจากประเทศไทยมีการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ทรงอำนาจสูงสุดมาเป็นเวลานาน มีลักษณะการปกครองหลายอย่างเป็นแบบประชาธิปไตย จึงเป็นลักษณะการเมืองแบบผสม เมื่อไม่อาจทำให้ประชาชนนิยมการปกครองแบบเก่าได้แน่นแฟ้นเหมือนเดิม และยังไม่อาจเปลี่ยนการปกครองเป็นแบบอื่นในขณะนั้นได้ ก็ควรเตรียมการที่จะเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขโดยเร็วที่สุด ต้องเร่งให้การศึกษาแก่ประชาชนมีความสำนึกทางการเมืองพอที่จะทราบถึงผลประโยชน์ที่แท้จริงของตน ซึ่งจะช่วยป้องกันมิให้ประชาชนถูกชักจูงหรือปลุกระดมไปในทางที่ผิด

ในพ.ศ.2468 ทรงแต่งตั้งที่ปรึกษาราชการชั้นสูงขึ้นคณะหนึ่ง เรียกว่า อภิรัฐมนตรีสภา ประกอบด้วยพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่ทรงคุณวุฒิเชี่ยวชาญราชการสาขาต่างๆ 5 พระองค์ เป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและราชการในพระองค์ อภิรัฐมนตรีสภามีบทบาทสำคัญทางการเมืองและการปกครองประเทศตลอดรัชกาล การที่ทรงแต่งตั้งพระบรมวงศ์ให้ดำรงตำแหน่งอภิรัฐมนตรี เนื่องจากมีพระราชประสงค์จะผูกพันพระบรมวงศ์ผู้ทรงคุณวุฒิไว้ โดยทรงมอบงานสำคัญให้ และท่านเหล่านี้จะได้ช่วยกันป้องกันมิให้พระมหากษัตริย์ใช้พระราชอำนาจในทางที่ผิด เป็นการรักษาเสถียรภาพและค้ำจุนพระราชบัลลังก์ได้

ต่อมา ในพ.ศ.2470 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชบัญญัติองคมนตรีสภา มีทั้งหมด 31 มาตรา มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ.2470 กฎหมายฉบับนี้เองที่กำหนดให้มีสภาทางการเมืองขึ้น ทั้งๆที่เวลานั้นยังอยู่ในระบอบราชาธิปไตย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงฐานะอยู่เหนือกฎหมาย แต่ก็ทรงยอมลดฐานะและพระราชอำนาจของพระองค์ลงโดยปริยาย

ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับระบอบการปกครองซึ่งเหมาะสมกับประเทศไทยที่สุดนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ที่จะมีที่ปรึกษาทางกฎหมายและการปกครองชาวต่างประเทศ บุคคลผู้นี้จะต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีความสามารถมากและเป็นที่ยกย่องทั่วไป ได้ทรงเผยพระราชประสงค์ดังกล่าวแก่ ดร.ฟรานซิส บี.แซร์ หรือ เจ้าพระยากัลยาณไมตรี และชักชวนให้ท่านกลับมารับราชการในประเทศไทยอีก พระยากัลยาณไมตรี ได้บันทึกเรืองราวนี้ไว้ในหนังสือชื่อ Glad Adventure ความตอนหนึ่งว่า...

"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประชาธิปก หรือพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเผยพระราชประสงค์อันหนักแน่นที่จะให้ข้าพเจ้าไปรับราชการในประเทศไทยอีก ข้าพเจ้าจึงได้มาเยือนกรุงเทพฯ ในปี 2469 ในระหว่างหยุดพักผ่อนฤดูร้อนตามพระราชประสงค์ ทั้งนี้เพื่อจะได้ถวายข้อปรึกษาและคำแนะนำในกรณีที่ทรงพระราชปรารภอันหนักหน่วงในขณะนั้น คือการปฏิรูปเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญขึ้น...

เมื่อข้าพเจ้าได้เข้าเฝ้าฯกราบบังคมทูลถวายทัศนะเรื่องนี้แด่องค์พระเจ้าอยู่หัว ข้าพเจ้าก็ต้องชี้ให้ทรงเห็นถึงภยันตรายที่มีอยู่เป็นประจำ ในประเทศไทยนั้นชนชั้นกลางไม่มี คนไทยที่เป็นชาวนาชาวไร่ไม่สนใจหรือสนใจก็ไม่มากนักในกิจการสาธารณะ แต่ว่าชอบใช้ชีวิตสันโดษแบบง่ายๆ ในท้องถิ่นภูมิภาคยิ่งกว่าอะไรหมด การที่จะมาตั้งองค์นิติบัญญัติขึ้นแล้วเอาองค์อำนาจที่แท้จริงมาห่อหุ้มให้ในเวลาชั่ววันชั่วพรุ่งโดยไม่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีพื้นฐานการศึกษาพอไว้ควบคุม ก็เท่ากับดังที่ข้าพเจ้าถวายคำแนะนำไว้ คือเท่ากับเชื้อเชิญให้ความเหลวแหลก คอรัปชั่นและความยุ่งยากนานาประการเข้ามาสู่เท่านั้น อำนาจที่ปราศจากการควบคุม ย่อมแน่ว่า จะเป็นที่แผ่พืชพันธุ์แห่งความเหลวแหลกอัปลักษณ์ทั้งมวล"

ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงเตรียมสร้างรากฐานการปกครอง และปลูกฝังความรู้ทางการเมืองตามแนวพระราชดำริโดยการกระจายอำนาจจากเบื้องล่างขึ้นสู่เบื้องบน เป็นการเริ่มฝึกให้ราษฎรในระดับท้องถิ่นตื่นตัวทางการเมืองก่อน โดยในพ.ศ.2469 ทรงออกประกาศกำหนดเขตตั้งแต่ตำบลหัวหิน ถึงอำเภอชะอำ เป็นรูปเทศบาลทดลองขึ้นเป็นครั้งแรก แต่ไม่ประสบความสำเร็จ มีพระราชดำริที่จะทดลองในเมืองใหญ่อีก เช่น นครปฐม มีพระราชดำรัสถึงแนวพระราชดำริในการปกครองในการพระราชทางสัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์ต่างประเทศว่า

"ข้าพเจ้าเชื่อว่า ประชาชนควรจะมีสิทธิ มีเสียงในกิจการของท้องถิ่น ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นการผิดพลาด ถ้าเราจะมีการปกครองในระบอบรัฐสภา ก่อนที่ประชาชนจะมีโอกาสเรียนรู้ และมีประสบการณ์อย่างดีเกี่ยวกับการใช้สิทธิเลือกตั้งในกิจการปกครองท้องถิ่น"