19 รัตนสังฆราชาพระบิดา แห่งสังฆมณฑลไทย

เรื่องพิเศษสดุดี 100 พระชันษาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
ช่างภาพ: 

ตอนที่ 13 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์

รัตนสังฆราชาพระองค์ที่ 11 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

สถิต ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร

สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 11 สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ หรือหม่อมเจ้าภุชงค์ ปราชญ์เอกอีกพระองค์หนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ มีผลงานพระนิพนธ์ปรากฏมากมายทั้งในภาษาบาลีและภาษาไทย ทรงเป็นกรรมการบริหารรุ่นแรกที่มีส่วนช่วยบุกเบิกงานด้านการศึกษาของภิกษุสามเณรทั่วประเทศ และงานด้านศาสนศึกษาของมหามกุฏราชวิทยาลัยให้เติบใหญ่แผ่ขยาย จนกลายเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ชั้นนำของประเทศได้ดังเช่นทุกวันนี้ ทรงบริหารงานคณะสงฆ์ทั่วทั้งสังฆมณฑลได้อย่างกลมเกลียวราบรื่น จนกระทั่งคณะสงฆ์สองฝ่าย ทั้งมหานิกายและธรรมยุต สมือนดั่งกลืนกลายเป็นเนื้อเดียวกันอย่างแนบสนิทก็ว่าได้

สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ทรงมีพระนามเดิมคือ หม่อมเจ้าภุชงค์ พระชนกคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนเจริญผลพูลสวัสดิ์ และพระชนนีคือ หม่อมปุ่น ชมพูนุท ทรงประสูติเมื่อวันศุกร์ แรม 7 ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะแม ตรงกับที่ 16 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2402 ในสมัยรัชกาลที่ 4 พระนามของพระองค์มีที่มาจากครั้งที่พระบิดาทรงสุบินว่าได้รับพระราชทานพระธำรงค์ศีรษะนาคก่อนที่พระองค์จะประสูติ ดังนั้น พระโอรสองค์โตของครอบครัวจึงทรงได้รับชื่ออันเป็นมงคลนามว่า หม่อมเจ้าภุชงค์

ขณะเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ทรงศึกษาอักขรสมัยในสำนักของเจ้าจอมมารดาสัมฤทธิ์ ผู้เป็นท่านย่า หลังจากทรงอ่านออกเขียนได้ ก็ทรงเข้าศึกษาภาษาอังกฤษกับพระอาจารย์ภายในพระบรมมหาราชวัง ร่วมกับบรรดาเจ้านายพระองค์อื่นๆ ที่ทรงอยู่ในวัยใกล้เคียงกัน

ในพ.ศ.2414 เวลานั้นยังอยู่ในช่วงต้นรัชกาลที่ 5 และเป็นปีที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ยังทรงเป็นยุวกษัตริย์ทรงมีพระชนมายุ 19 พรรษา ได้เสด็จประพาสเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ โดยเรือพระที่นั่งบางกอก จากอ่าวสยามมุ่งสู่จุดหมายปลายทางคือเมืองกัลกัตตา โดยใช้เส้นทางมุ่งลงใต้ไปยังสิงคโปร์ก่อน แล้วจึงย้อนขึ้นสู่ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรอินเดีย

ในการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ มีเจ้านายที่เป็นหม่อมเจ้าหลายพระองค์ติดตามโดยเสด็จด้วย รวมทั้งหม่อมเจ้าภุชงค์ ชมพูนุท ก็ทรงร่วมอยู่ในกลุ่มบรรดาเจ้านายที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกันอีกราว 20 พระองค์ เพื่อเดินทางไปเข้าศึกษาภาษาอังกฤษและวิชาการอื่นๆให้ทัดเทียมกับอารยประเทศที่เมืองสิงคโปร์ ซึ่งขณะนั้นเป็นอาณานิคมและยังอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศอังกฤษ

หม่อมเจ้าภุชงค์ ในวัย 12 พระชันษา ทรงมีโอกาสได้ตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปในคราวนั้น โดยโปรดฯให้ตามเสด็จไปจนถึงเมืองสิงคโปร์ แล้วโปรดฯให้เล่าเรียนศึกษาอยู่ที่โรงเรียนแรฟฟัล ที่ประเทศสิงคโปร์นั้นเอง ดังนั้น จึงประทับศึกษาอยู่ที่สิงคโปร์ร่วมกับเจ้านายพระองค์อื่นๆ อีกราว 20 องค์ เป็นเวลาประมาณ 9 เดือน จนกระทั่งเมื่อกรุงเทพฯ มีการเปิดโรงเรียนภาษาอังกฤษสำหรับเจ้านายขึ้นในพ.ศ.2415 จึงโปรดฯให้กลับมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ พร้อมกันนี้ยังทรงกลับมาเล่าเรียนภาษาขอม กับพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับผนวชเป็นสามเณรตามโบราณราชประเพณี

ครั้นถึง พ.ศ.2416 ขณะนั้นทรงมีพระชนมายุ 14 พรรษา ทรงบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มี สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ขณะทรงดำรงพระยศกรมหมื่น เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระองค์เจ้าอรุณนิภาคุณากรที่ครั้งนั้นยังทรงเป็นหม่อมเจ้าพระราชาคณะ ทรงเป็นพระอาจารย์ หลังจากทรงบรรพชาแล้ว เสด็จฯไปประทับอยู่ที่วัดราชบพิธ และในปีนั้นเอง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงอุปสมบทเป็นภิกษุ ประทับอยู่ ณ พุทธรัตนสถาน ในพระบรมมหาราชวัง เป็นเวลา 15 วัน และทุกเช้าที่ทรงเสด็จฯออกบิณฑบาตร ก็โปรดฯให้สามเณรหม่อมเจ้าภุชงค์ตามเสด็จไปด้วย นับเป็นวาระอันพิเศษยิ่งในชีวิตของสามเณรหม่อมเจ้าภุชงค์เลยทีเดียว หลังจากนั้นล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ก็ทรงลาผนวชไปทรงครองแผ่นดินดูแลไพร่ฟ้าประชาชน ในขณะที่ฝ่ายสามเณรก็ทรงมุ่งมั่นอยู่ในเส้นทางสายธรรมมาโดยตลอด โดยทรงหารู้ไม่ว่าในกาลข้างหน้าแห่งพระชนมชีพนั้น ในที่สุดพระองค์ก็ได้ทรงเป็นอธิบดีสงฆ์ปกครองดูแลสังฆมณฑลทั่วทั้งแผ่นดิน

เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ในครั้งยังทรงเป็นสามเณรทรงตั้งพระทัยศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมด้วยดีเรื่อยมา จนกระทั่งพระชนมายุครบอุปสมบท จึงเข้าสู่พิธีอุปสมบท ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มี สมเด็จพระวันรัตน์ (ทับ พุทธสิริ) วัดโสมนัสวิหาร เป็นพระอุปัชฌาย์ จากนั้นก็ทรงกลับมาประทับที่วัดราชบพิธตามเดิม ต่อมาในปี 2425 พระภิกษุหม่อมเจ้าภุชงค์ สิริวฑฺโน ทรงเข้าสอบแปลพระปริยัติธรรม ทรงได้รับพระราชทานพัดยศมหาเปรียญ 4 ประโยค และในปีถัดมาก็ทรงสอบได้เป็นมหาเปรียญ 5 ประโยค ครั้นถึงพ.ศ.2430เมื่อทรงอุปสมบทได้ 8 พรรษา ทรงได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระสถาพรพิริยพรต ดังมีประกาศสถาปนาว่า "ทรงพระราชดำริว่าหม่อมเจ้าภุชงค์ ในพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมขุนเจริญผลภูลสวัสดิ์ มีอุตสาหะพิริยภาพเล่าเรียนพระคัมภีร์ปริยัติธรรมมาก จนได้แปลสอบไล่ในที่ประชุมพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ผู้น้อยได้ถึงเปรียญ5 ประโยค ดำรงคุณธรรมสมควรเป็นหม่อมเจ้าราชาคณะฝ่ายสมณศักดิ์ได้ จึงทรงมีพระบรมราชโองการมานบัณฑูรสิงหนาทดำรัสสั่งสถาปนาให้เป็นพระราชาคณะ มีพระนามในสัญญาบัตรว่า หม่อมเจ้าพรสถาพรพิริยพรต มีอำนาจสมณศักดิ์เสมอพระราชาคณะ พระราชทานนิตยภัตรเดือนละ 4 ตำลึง ขออาราธนาให้รับธุระพระศาสนาเป็นภาระสั่งสอนและระงับอธิกรณ์ภิกษุสงฆ์สามเณรในพระอารามโดยสมควรแก่กำลังและยศฐานานุศักดิ์ ซึ่งพระราชทานมา"

เมื่อถึง พ.ศ.2436 ซึ่งเป็นปีที่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ที่ในเวลานั้นยังทรงพระยศที่กรมหมื่น ทรงจัดตั้งมหามกุฏราชวิทยาลัยขึ้น โดยใช้นามมงคลอันเป็นพระบรมราชานุสรณ์เฉลิมพระนามาภิไธยในรัชกาลที่ 4 มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นสถาบันการศึกษาของสงฆ์แห่งแรกของประเทศไทย ที่จัดการศึกษาในรูปแบบมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาเริ่มประยุกต์หลักพระพุทธศาสนาให้เข้ากับสังคมสมัยใหม่ ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นสถาบันการศึกษาสำหรับภิกษุสามเณร และเยาวชนทั่วไป ในการนี้ภิกษุหม่อมเจ้าพระสถาพรพิริยพรตก็ทรงเป็นผู้ร่วมบุกเบิกกิจการของมหามกุฏราชวิทยาลัยนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ทรงเข้าร่วมเป็นกรรมการพระองค์หนึ่งในคณะกรรมการชุดแรกของมหามกุฏราชวิทยาลัย ที่ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์หนึ่งใน สองแห่งของประเทศไทย โดยฝ่ายธรรมยุติ และถือเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทย นอกจากนี้ขณะทรงดำรงตำแหน่งนายกกรรมการมหามกุฏราชวิทยาลัย ยังโปรดฯให้จัดตั้งมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยขึ้น แล้วนำเอาดอกผลที่ได้มาเป็นทุนทรัพย์ใช้จ่ายเพื่อบำรุงการศึกษาของภิกษุสามเณรตลอดจนใช้ในกิจการเผยแผ่พระธรรม โดยทรงรับเป็นนายกกรรมการมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยเป็นพระองค์แรก

มาในพ.ศ.2438 ทรงได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนามเดิม และถัดมาอีก 4 ปี พ.ศ.2442 ก็ทรงได้รับเลื่อนสมณศักดิ์อีกครั้ง เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่พระธรรมปาโมกข์ ในราชทินนามเดิม โดยมีประกาศสถาปนาราชทินนามเต็มว่า "หม่อมเจ้าสถาพรพิริยพรต อังคีรสธรรมปาโมกข์ ยุตโยคยตินายก ไตรปิฎกธาราธรรมวาทีคณฤศร บวรสังฆาราม คามวาสี"

หม่อมเจ้าพระสถาพรพิริยพรตทรงครองธรรมและดำเนินพระภารกิจหน้าที่ด้วยดีมาตลอด จนกระทั่งกาลต่อมาใน พ.ศ.2444 พระองค์เจ้าอรุณนิภาคุณากร ผู้เจ้าอาวาสวัดราชบพิธ ได้สิ้นพระชนม์ลง จึงทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ทรงปกครองพระอารามหลวง วัดราชบพิธ สืบมา นับเป็นเจ้าอาวาสพระองค์ที่ 2 ของพระอารามแห่งนี้ จนถึงปี 2449 จึงทรงได้รับสถาปนาเป็นเจ้าคณะรองที่ พระพรหมมุนี เจ้าคณะรองในคณะกลาง ในราชทินนามเดิมอีกเช่นกัน

ครั้นในรัชกาลที่ 6 ตรงกับปี 2453 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯเลื่อนสมศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ และทรงดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ คณะกลาง และทรงได้รับพระราชทานเลื่อนพระอิสริยยศเป็น พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ (พระองค์เจ้าต่างกรม)

ในปี 2460 สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ซึ่งในครั้งนั้นทรงเข้ารับราชการสนองพระเดชพระคุณและทรงลาราชการมาเพื่อทรงพระผนวช ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ประทับจำพรรษา ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงได้รับฉายาว่า "ปชาธิโป"

กระทั่งลุถึง พ.ศ.2464 อันเป็นปีที่ 12 ในสมัยรัชกาลที่ 6 วันที่ 2 เดือนสิงหาคม เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สิ้นพระชนม์ลง ถัดมาอีกเพียง 18 วัน ตรงกับที่ 20 สิงหาคม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สถาปนา พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 11 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สืบต่อมา ดังในประกาศสถาปนาความว่า "ด้วยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งสกลสังฆปรินายก ปธานาธิบดีสงฆ์ สิ้นพระชนม์ล่วงลับไปเสียแล้ว ทรงพระราชดำริว่า พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรศิริวัฒน์ สมเด็จเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ทรงมีคุณูปการในทางพุทธศาสนกิจ สมควรจะดำรงตำแหน่งสนองพระองค์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสสืบไปได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดให้สถาปนา คำนำพระนามแลฐานันดรศักดิ์ขึ้นเปนพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ดำรงตำแหน่ง สกลสังฆปรินายก ปธานาธิบดีแห่งสังฆมณฑลทั่วพระราชอาณาจักรสืบไป"

ถัดจากนั้นมาอีกเพียง 4 ปี ก็ล่วงเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 7 ที่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกฯ เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระอิสริยยศเป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ มีสำเนาประกาศไว้เมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ.2469 ดังใจความส่วนหนึ่งว่า "บัดนี้ทรงพระราชปรารภถึงพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ซึ่งได้เป็นพระราชกรรมวาจาจารย์ ทรงมีคุณูปการแด่พระองค์มาตั้งแต่เมื่อครั้งทรงพระผนวช ได้ถวายโอวาทตามพระราชฐานแห่งพระอาจารย์ทุกประการ ส่วนในทางพระพุทธศาสนา พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ก็ได้ทรงจัดการทะนุบำรุงต่อเนื่องแต่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ดำรงการพระศาสนามาด้วยพระอุเบกขาอันแน่วแน่เที่ยงธรรมมิได้หวั่นต่ออุปสรรคใดๆ ทั้งใหญ่น้อย อนึ่งทรงพระสติปัญญาสามารถ เป็นพหูสูตผู้หนึ่ง มีพระหทัยเผื่อแผ่ไปยังหมู่ชนทั้งปวงไม่เลือกหน้า ด้วยความมุ่งหมายจะให้เป็นคุณประโยชน์แก่พระบวรพุทธศาสนา และศาสนิกชน ทั้งให้เป็นผลดีต่อพระราชอาณาจักร และบัดนี้ได้ทรงดำรงสมณศักดิ์เป็นใหญ่ เป็นประธานในคณะสงฆ์ เหมือนเป็นสนองพระองค์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญารวโรรส เป็นที่นิยมนับถือของพระบรมวงศานุวงศ์ และบุคคลทั่วไปทุกชั้นพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงเคารพนับถือยิ่งนัก สมควรจะสถาปนาพระเกียรติยศฐานันดรศักดิ์ให้ใหญ่ยิ่งขึ้น จึงมีพระบรมราชโองการมาณพระบัณฑูรสุรสิงหนาทดำรัสสั่งให้เลื่อนกรมพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าขึ้นเป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวง มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ทรงศักดินา 11,000 ตามกำหนดอย่างพระองค์เจ้าต่างกรม ตำแหน่งใหญ่ในพระบรมมหาราชวัง และดำรงพระอิสริยยศยิ่งใหญ่ในฝ่ายพุทธจักร สมณศักดิ์ที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เป็นปรานในสมณมณฑล ทั่วพระราชอาณาเขตสยาม"

สำหรับพระปรีชาสามารถของเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ นับได้ว่าทรงเป็นปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาอีกพระองค์หนึ่งของเมืองไทย ด้วยทรงมีผลงานพระนิพนธ์ไว้มากมายหลากหลาย ไม่ว่าไทย หรือบาลี ทั้งที่ทรงนิพนธ์ขึ้นเอง และที่แปลเป็นภาษาไทย อาทิ พระคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา มหานิบาตชาดก สามเณรสิกขา ต้นบัญญัติ พระธรรมเทศนา พจนานุกรมบาลี แปลเป็นไทย อีกทั้งยังทรงเป็นกรรมการชำระพระไตรปิฎก ทรงแปลทศชาติชาดก หรือพระเจ้าสิบชาติ จากภาษาบาลีเป็นภาษาไทยจนจบเพื่อพิมพ์แจกในงานฉลองพระชนมายุ

ในปี 2468 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้มีการจัดสร้างพระไตรปิฎก เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดฯให้มีการชำระ และจัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ โดยใช้พระไตรปิฎกฉบับพิมพ์ในปี 2436 ในครั้งรัชกาลที่ 5 ที่มีจำนวน 39 เล่ม เป็นมาตรวจชำระและจัดพิมพ์เพิ่ม เป็นจำนวน 45 เล่ม บริบูรณ์ ในการนี้ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ทรงเป็นประธานการตรวจชำระ ร่วมกับพระเถระผู้ชำนาญพระไตรปิฎกอีก 8 รูป ร่วมเป็นกรรมการ งานตรวจชำระพระไตรปิฎกในหนนี้แล้วเสร็จสมบูรณ์ ในปี 2473 ใช้เวลาราว 5 ปี จากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯพระราชทานกรรมสิทธิ์ในหนังสือพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐนี้ แก่มหามกุฏราชวิทยาลัย เพื่อประโยชน์แก่วงการพระพุทธศาสนาสืบไป ทั้งนี้สมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ยังทรงตรวจชำระคัมภีร์อังคุตตรนิกาย แห่งพระสุตตันตปิฎก ตลอดทั้งพระคัมภีร์ด้วยพระองค์เอง รวม5เล่ม ผลงานพระนิพนธ์ งานแปล ตลอดจนการชำระพระไตรปิฎก และพระคัมภีร์ต่างๆ ล้วนเป็นคู่มือในการศึกษาภาษาบาลี และเป็นงานที่เป็นประโยชน์ในการศึกษาพระพุทธศาสนามาอย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน

ด้านงานบริหารคณะสงฆ์ พระองค์ทรงได้รับการยกย่องจากหนังสือพิมพ์หลายฉบับในช่วงยุคสมัยที่พระองค์ทรงงานบริหารระหว่าง พ.ศ.2435 - 2480 ว่า ทรงบริหารงานด้วยความราบรื่น ทรงสร้างสัมพันธ์อันดีที่ก่อให้เกิดความประสานเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างพระสงฆ์สองฝ่าย คือ มหานิกาย กับธรรมยุตที่เชื่อมกันสนิทราวกับว่าเป็นนิกายเดียวกันก็ว่าได้ ซึ่งแตกต่างจากในระยะต้นๆที่มีการแยกนิกาย ในสมัยรัชกาลที่ 4และรัชกาลที่ 5เสมือนว่าต่างฝ่ายก็ต่างอยู่ แต่ด้วยน้ำพระทัยกว้างใหญ่และสายพระเนตรอันยาวไกล จึงทรงประสานและบริหารงานคณะสงฆ์ในสังฆมณฑลให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้สำเร็จ

ในช่วงวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ทรงประชวรด้วยพระอาการลงพระบังคนเบาเป็นพระโลหิต หรือปัสสาวะออกมาเป็นเลือด สัญญาณแห่งการจากลานี้ เริ่มปรากฏขึ้นในวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2480 พระอาการทรุดถอยลงเรื่อยๆ ด้วยแพทย์ไม่สามารถหยุดพระโลหิตได้ พระวรกายจึงอ่อนกำลังลงทุกขณะ แม้แพทย์จะถวายพระโลหิตเข้ามาทดแทนก็ไม่สำเร็จ เนื่องจากหลอดพระโลหิตตีบตันทั่วทั้งพระวรกาย ถึงที่สุดจึงสิ้นพระชนม์ลงในตอนสายของวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2480 เวลา 10.05 น. รวมสิริพระชนมายุ 78 พรรษา ทรงอยู่ในตำแหน่งอธิบดีสงฆ์ปกครองสังฆมณฑลทั่วพระราชอาณาจักร เป็นเวลา 16 ปีเศษ

ในการพระศพ ทรงได้รับพระราชทานพระราชทานพระโกศกุดั่นใหญ่ และพระราชทานเพลิงศพ ณ พระเมรุอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส การสูญเสียครั้งนี้นับเป็นครั้งสำคัญยิ่งอีกครั้งหนึ่งของวงการพระพุทธศาสนา เป็นการอำลาจากท่ามกลางความอาดูรโศกสลดของพระบรมวงศานุวงศ์ เหล่าพุทธบริษัท ที่รวมถึงคณะสงฆ์ทั่วทั้งสังฆมณฑล ตลอดจนประชาชนคนไทยทั่วทั้งแผ่นดิน