จากร้านน้ำชาถึงลานพระเจดีย์

วิถีอาเซียน-วิถีไทย

การเริ่มเปิดประเทศของเมียนมาร์ ที่ขยับเข้าหาการพัฒนาก้าวไปสู่ความเจริญรุดหน้าในทุกทิศทุกทางได้สร้างความแปลกใจให้กับประชาคมโลกมากขึ้นทุกที ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวจึงพากันเดินทางไปเยี่ยมเยือนเพื่อเรียนรู้ความเป็นไปของดินแดนที่พวกเขาไม่เคยมีโอกาสสัมผัส แม้แต่การเดินเล่น จิบน้ำชา และสงบใจอันว้าวุ่น ด้วยการดื่มด่ำกับความงดงามของเจดีย์ทองอร่ามตา ก็เป็นมุมที่หาได้ยากในบ้านเมืองอื่น

คนพม่าคุ้นชินกับการหาความสุขแบบเรียบง่าย เสมือนเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจอยู่สองแห่ง คือ ลานพระเจดีย์ และร้านน้ำชา จนมีคำกล่าวกันว่าชาวพม่าจะหาความสงบทางใจได้ที่ลานเจดีย์ และจะมีความสุข ความรื่นเริงบันเทิงใจได้ที่ร้านน้ำชา เช่นเดียวกับที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ไปย่างกุ้งแล้วไม่แวะไปไหว้พระเจดีย์ และไม่มีโอกาสไปนั่งจิบน้ำชากาแฟที่ร้านน้ำชา ถือว่ายังไม่มีโอกาสสัมผัสความสุขที่เรียบง่ายแบบชาวเมียนมาร์

ร้านน้ำชามีอยู่ทั่วไปในเมียนมาร์ โดยเฉพาะในตัวเมืองจะมีร้านน้ำชาอยู่ทั่วทุกหัวระแหง ที่ย่างกุ้งจะพบเห็นร้านน้ำชาในตลาด แถวริมทางย่านที่อยู่อาศัย ตามสถานที่ราชการ และสถานศึกษา จุดที่ถือเป็นทำเลทองต้องมีต้นไม้ใหญ่ หรือไม่ก็เป็นริมทางที่มีผู้คนสัญจรไปมาหนาแน่น หากเป็นร้านน้ำชาในย่านชุมชนที่ผู้คนพลุกพล่านจะเปิดกันตั้งแต่ตีสี่ และปิดประมาณสามทุ่ม ถ้าเป็นหน้าร้อนที่อากาศอบอ้าวซึ่งชาวเมืองจะออกจากบ้านมาเปลี่ยนบรรยากาศแสวงหาสถานที่สำราญ ร้านน้ำชาบางแห่งก็อาจจะยืดเวลาปิดไปถึงห้าทุ่มเลยทีเดียว เช่นเดียวกับคนไทยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีร้านน้ำชาเป็นจุดนัดพบสังสรรค์ คนพม่าจะพากันมาใช้บริการที่ร้านน้ำชา ด้วยเป้าหมายมิใช่เพียงการดื่มชา กาแฟประจำวัน แต่ยังถือเป็นการพักผ่อน ได้พูดคุยกับคนที่ถูกคอ ร้านน้ำชาจึงเป็นจุดนัดพบ หารือธุระส่วนตัว เจรจาธุรกิจการค้า ถกการบ้านการเมือง แต่ถ้าถึงขั้นวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลต้องกระซิบกันเบาๆ บ้างก็คุยด้วยเรื่องสัพเพเหระ ทั้งหมดสรุปได้ว่า ร้านน้ำชาในพม่าจึงไม่ต่างไปจากศูนย์รวมข่าวไปโดยปริยาย มีให้ฟังทั้งข่าวดีข่าวร้าย ข่าวลือข่าวลวง แม้กระทั่งข่าวซุบซิบนินทา

ร้านน้ำชาในเมียนมาร์อาจจะต่างไปจากร้านน้ำชาในมุมโลกอื่นๆ ตรงที่จะเสิร์ฟเครื่องดื่มหลัก คือ
ชาร้อน ซึ่งจะมีทั้งใส่นมและไม่ใส่นม ถ้าเป็นชาร้อนธรรมดา เรียกว่า ละพะเหย่ ถ้าใส่นมข้นลงไปจะเรียก แช ถ้าไม่ใส่นมสดจะเรียกว่า ก๊วดแช นอกจากชาร้อนแล้วยังมีกาแฟร้อนเสิร์ฟด้วย คนพม่าไม่นิยมดื่มกาแฟหรือชาเย็น เมนูแกล้มชาร้อนจะเป็นของทอดประเภทปาท่องโก๋ โรตี เปาะเปี๊ยะทอด บางทีก็เป็นซาลาเปากับขนมปัง แต่ส่วนใหญ่ปาท่องโก๋ซึ่งชาวเมียนมาร์ เรียกว่า อีจากวย เป็นเมนูเช้ายอดฮิตที่คนพม่านิยมรับประทานกับชาร้อนมากที่สุด

แต่สำหรับท่านที่ฝันเฟื่องถึงร้านน้ำชาหรูๆ มีกลิ่นอายของนมเนยอย่างร้านน้ำชากาแฟในกรุงเทพฯ หรือตามเมืองใหญ่ๆ อาจจะผิดหวังในเมียนมาร์ เพราะเราจะได้พบเห็นเพียงแค่ร้อนโอเพ่นแอร์ตามแต่จะหาทำเลเหมาะ มีโต๊ะ และม้านั่งเตี้ยๆ เป็นเฟอร์นิเจอร์ประจำร้าน ซึ่งอาจจะทำให้คนตัวสูงขาแข้งยาวอึดอัดอยู่บ้าง แต่คนพม่าก็สามารถนั่งคุยกันอย่างออกรสเป็นชั่วโมงๆ

ออกจากร้านน้ำชา ไปดูบรรยากาศของลานเจดีย์ที่ผู้คนนิยมไปพบปะสังสรรค์กันอีกแห่ง ลานเจดีย์ที่ได้รับความนิยมตลอดเช้าจรดค่ำ เดินกันขวักไขว่เห็นจะหนีไม่พ้นลานเจดีย์ชเวดากอง ซึ่งคนเมียนมาร์ทุกเพศทุกวัยจะพากันไปเยือนทำกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่กราบขอพรไหว้พระ อธิษฐานจิต พบปะสนทนาหรือพักผ่อนหย่อนใจ ยิ่งเป็นวันพระหรือวันหยุดราชการ คนยิ่งล้นหลาม แต่ทุกคนต่างทำกิจกรรมของตนอย่างสงบ ไม่เบียดเบียนหรือทำความโกลาหลชุลมุนให้ผู้อื่น บ้างก็มาเป็นครอบครัว บ้างมาเป็นคู่หรือหมู่คณะ พอเสร็จจากการไหว้พระตั้งจิตอธิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ต่างก็แยกย้ายกันไปทำกิจกรรมตามศาลา และที่ร่ม บ้างก็คุยกันเงียบๆ บ้างนั่งทำสมาธินับลูกปะคำ หนุ่มสาวที่มาด้วยกันต่างสงบเสงี่ยม ไม่ได้มีบรรยากาศของการพรอดรักกันให้เป็นที่บาดตา เพราะทุกคนต่างตระหนักในความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่ที่สงบเงียบแห่งนี้

พอตกเย็น ชีวิตของคนเมียนมาร์ก็จะพากันกลับบ้าน ไม่ต่างไปจากนกที่บินกลับรัง คนพม่าไม่นิยมเที่ยวในยามราตรีเหมือนที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลของเศรษฐกิจหรือเป็นเพราะวัฒนธรรมก็ตาม แต่ก็ทำให้ตั้งแต่เวลาเย็น เมืองทั้งเมืองจะเงียบสงบเหมาะกับการพักผ่อน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่อาจยังไม่คุ้นชินกับการทิ้งความเป็นเหยี่ยวราตรี ต้องแสวงหาความบันเทิงจากโรงแรมที่พัก ซึ่งโรงแรมทันสมัยระดับห้าดาวในเมียนมาร์มีแหล่งบันเทิงแบบครบวงจร สามารถให้บริการแก่นักท่องเที่ยวได้อย่างจุใจ บางแห่งมีการแสดงนาฏศิลป์พม่า ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ผสมผสานระหว่างพม่ากับไทยอย่างกลมกลืน สันนิษฐานว่า ในรัชสมัยพระเจ้าบุเรงนอง นาฏศิลป์พม่าที่เก่าแก่แต่ยุคพุกามได้รับการถ่ายทอดศิลปวิทยาการจากชาวพระนครศรีอยุธยา ที่ถูกกวาดต้อนไปอยู่ที่พม่า แต่ต่อมาในรัชสมัยพระเจ้านันทบุเรง พระโอรส เมื่อย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่อังวะ นาฏศิลป์พม่าได้รับการปรับปรุงให้มีมาตรฐานสูงขึ้น มีการเรียกขานนักแสดงและนางระบำว่า ธาบินเด ส่วนนักแสดงหรือนางระบำในราชสำนักเรียกว่า ธาบินดอว์ ราว พ.ศ.2552 มีการกำหนดมาตรฐานของนาฏศิลป์สำหรับราชสำนักด้วย และมีการอนุรักษ์ให้คงความงดงามอ่อนช้อยตามแบบฉบับมาจนถึงทุกวันนี้

ลานเจดีย์ ซึ่งเป็นจุดนัดพบของชาวเมียนมาร์มาช้านานน่าจะเกิดจากการเป็นเมืองพุทธศาสนา มีวัดวาอารามอยู่ทั่วประเทศ ผู้คนมีจิตใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและมีศรัทธาแรงกล้า การสร้างวัดและเจดีย์จึงเป็นประเพณีที่สืบขานกันมานานนับพันปี ด้วยเหตุนี้วัดจึงเป็นแหล่งศิลปวัฒนธรรมอันงดงามของพม่า โดยเฉพาะเจดีย์สำคัญอันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่มักจะมีการก่อสร้างอย่างวิจิตรบรรจงพิสดารตระการตา นักท่องเที่ยวเองเมื่อมาเยือนเมียนมาร์จึงไม่พลาดที่จะมุ่งหน้าไปชมและกราบพระเจดีย์ เพื่อความสุขความเจริญตามความเชื่อโดยถ้วนหน้า โดยเฉพาะเมืองที่ได้ชื่อว่าเต็มไปด้วยเจดีย์อย่าง พุกาม ซึ่งมีผู้เปรียบเปรยทีเล่นทีจริงว่า

ถ้าจะชมเจดีย์โดยไม่มีการเลือกสรรแล้วจะใช้เวลาไม่น้อยไปกว่า 10 วัน เพราะในพื้นที่ 16 ตารางไมล์จะเต็มไปด้วยเจดีย์น้อยใหญ่ กระจัดกระจายไปทั่ว

คนพม่าจะบูชาองค์พระเจดีย์ด้วยฉัตรเล็กๆทำด้วยกระดาษ ด้วยความเชื่อว่าฉัตรที่ยอดพระเจดีย์เป็นดุจร่มที่กางกั้นเจดีย์ให้บังเกิดความร่มเย็น การบูชาด้วยฉัตรเป็นการทำบุญที่ได้กุศลมากกว่าการทำบุญอื่นใด หากมีวาสนาได้ถวายฉัตรแด่องค์พระเจดีย์ ชีวิตจะมีแต่ความร่มเย็นและประสบความสำเร็จทุกประการ แต่การถวายฉัตรที่ทำด้วยเงินหรือทองไม่ใช่ของทำได้ง่ายๆ คนพม่าจึงมีอุบายถวายฉัตรที่ทำด้วยกระดาษแทน มีทั้งสีเงิน สีทอง สีเหลือง หรือสีเขียว สีของฉัตรมีความหมายแตกต่างกันไป หากเป็นสีทองหรือสีเงิน จะแสดงถึงความมั่งมีเงินทอง สีขาว แสดงถึงความสงบสุข การถวายฉัตรที่ทำด้วยกระดาษยังมีความแตกต่างไปจากการถวายพระฉัตรสำหรับยอดพระเจดีย์ที่เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา หรือเพื่อเป็นพุทธบูชา โดยการถวายฉัตรกระดาษสีมีความมุ่งหมายเพื่อขอความคุ้มครองและเพื่อความสุขในชีวิต

ทุกสถานที่ที่ชาวเมียนมาร์ถือเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งพระเจดีย์ทุกแห่ง เขาจะมีข้อห้ามสวมรองเท้าขึ้นไปเป็นอันขาด ตามทิศต่างๆขององค์พระเจดีย์จะมีการสร้างพระประจำวันเกิดประดิษฐานให้ผู้เลื่อมใสศรัทธาได้ถือโอกาสมาสรงน้ำพระประจำวันเกิดเป็นของแถมเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต รวมทั้งมีการตั้งตู้รับเงินบริจาคตั้งเรียงราย จะเป็นการทำบุญค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอะไรจิปาถะก็ใส่ลงไปในตู้ที่บอกจุดประสงค์ไว้ชัดเจน แต่ถ้าอ่านไม่ออกก็ไม่ต้องเลือก ใส่ตู้ไหนก็ได้บุญไม่ต่างกัน

เจดีย์ชเวดากอง ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของเมียนมาร์มาช้านาน จึงไม่ใช่เฉพาะเป็นศูนย์รวมความศรัทธาที่มีผู้คนหลั่งไหลไปเคารพบูชาทุกวัน บรรดานักท่องเที่ยวทั่วโลกจะต้องไปเยือนทุกคราที่มีโอกาสมาเมียนมาร์ เพราะถือว่ามาไม่ได้ชมเจดีย์ชเวดากอง ก็เหมือนไม่ได้มาประเทศนี้ คำว่า ชะเว แปลว่า ทอง ส่วนดากองหรือตะเกิง เป็นชื่อดั้งเดิมของย่างกุ้ง เป็นที่ประดิษฐานพระเกตุธาตุทั้งแปดของพระพุทธเจ้า องค์เจดีย์ห่อหุ้มด้วยทองคำ 8,688 แท่ง แต่ละแท่งมีมูลค่ากว่า 400 เหรียญสหรัฐ

บนลานรอบองค์พระเจดีย์ จะมีอยู่บริเวณหนึ่งที่คนพม่าที่มีความเลื่อมใสศรัทธาเชื่อว่า ถ้าได้มานั่งคุกเข่าอธิษฐานหันหน้าเข้าหาพระเจดีย์อันศักดิ์สิทธิ์ คิดหวังสิ่งใดจะได้ดังใจปรารถนา แต่สำหรับคนไทยอาจมีบางคนแอบสงสัยตามเสียงเล่าขานไว้ ทองที่ห่อหุ้มองค์พระเจดีย์ชเวดากองมีส่วนหนึ่งมาจากอยุธยาราชธานีเก่าของไทย

แต่ปัจจุบันกาลเวลาได้ผ่านพ้นไป พม่าเปลี่ยนจากศัตรูมาเป็นมิตร คนไทยจึงรายล้อมด้วยไมตรีจิตจากเพื่อนบ้านรอบตัว หรือว่าเมื่อเราไม่ต้องรบกับใครเลย ต้องหันมารบราฆ่ากันเองอย่างน่าอัศจรรย์ใจ อย่างที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน