ดร.เฉลิมพล เกิดมณี นักวิจัยตีนเปล่า

นัดพบ

นานๆครั้งที่เราจะพบคู่สนทนา ซึ่งเต็มไปด้วยพลังการคิดบวก ดร.ป๋อง - เฉลิมพล เกิดมณี เป็นทั้งนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ นักโค้ชชิ่ง ที่มองโลกในแง่ดี ชีวิตจึงเต็มไปด้วยความรื่นรมย์ พร้อมทุกเมื่อที่จะแบ่งปันความคิดดีๆไปยังสังคมรอบข้าง โดยเฉพาะเกษตรกรบนพื้นที่ดินเค็มในภาคอีสาน

"นักวิจัยตีนเปล่า เทวดาเดินดิน พระเอกขี่ม้าขาว" คือสมญานามที่ ดร.ป๋องได้รับจากชาวบ้านจากหลายๆพื้นที่ ความสามารถอันโดดเด่นในฐานะนักวิจัยของ สวทช. ทำให้ได้รับรางวัลมาไม่น้อยกว่า 10 รางวัล แต่เมื่อถามถึงความภาคภูมิใจ เรากลับได้คำตอบว่า "สำหรับผมแล้วมันเทียบไม่ได้กับการได้ส่งเสริมให้เกษตรกรรู้จักสร้างกระบวนการทางความคิดและปัญญา เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน"

ดร.ป๋องพื้นเพเป็นคนที่ไหนคะ

ผมอยู่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม แถววัดท่าตำหนักเป็นหลานรักของยาย ซึ่งเป็นหมอยาไทย คุณพ่อเป็นวิศวกร คุณแม่รับราชครู สอนที่วัดท่าตำหนัก ก่อนจะย้ายมาสอนที่โรงเรียนสายน้ำทิพย์ แถวสุขุมวิท 22 ด้วยความที่คุณแม่เป็นครูท่านจึงสอนให้เรามีความคิดเป็นเหตุเป็นผล สอนเรื่องความขยันต้องทำแล้วถึงจะได้มา กระบวนการสอนเช่นนี้จะทำให้เราเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องบนฐานของเราเอง

ความที่คุณแม่เป็นครูผมจึงเป็นเด็กเรียนดี มักสอบได้เลขตัวเดียวเสมอ ชั้นมัธยมผมเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ เป็นโรงเรียนวัดแต่เป็นสังคมของคนดี เมื่อเรียนชั้น ม.5 ก็สอบเทียบเข้าเรียนได้ที่ภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพราะชอบและเราประเมินแล้วว่าตรงกับความต้องการตัวเรา เมื่อไม่มีความกดดันในการเรียน ผมจึงจบมาด้วยเกียรตินิยมดันดับ 1 และก็ได้เข้าทำงานใน บริษัท Asahi Industries ประเทศญี่ปุ่นอยู่ 2 ปี ซึ่งเป็นบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ผลิตทั้งเหล็กกล้า ปุ๋ย แปรรูปอาหาร ณ จุดนั้นเองจึงทำให้ได้เรียนรู้ชีวิตที่แตกต่างจากเมืองไทย และส่งผลให้เราพัฒนาได้อย่างรวดเร็วในทุกๆด้าน ตราบจนกระทั่งทุกวันนี้

คอร์สต่างๆที่บริษัทญี่ปุ่นจัดให้ ผมยังระลึกถึงด้วยความขอบคุณเสมอมา เช่น หลักสูตรภาษาญี่ปุ่น พอใกล้จะครบ 2 ปี ทางบริษัทญี่ปุ่นก็ต้องการขยายฐานการผลิต โดยจะมาเปิดบริษัทขยายพันธุ์กล้วยไม้ที่เมืองไทย โดยให้ผมเป็นผู้บริหาร แต่ด้วยความที่ประสบการณ์น้อย ผมจึงยังไม่รับ แต่มองหาทุนเรียนต่อโดยสอบชิงทุนของรัฐบาลญี่ปุ่น หลังจากนั้นก็เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ในสาขา Horticultural Engineering. ในมหาวิทยาลัย Chiba University แม้ไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่โด่งดังมากในญี่ปุ่น แต่จะมีชื่อเสียงมากในสาขาที่ผมเลือกเรียน ผมสอบปริญญาโทได้ด้วยคะแนนเต็ม จึงเป็นคนไทยคนแรกที่เข้าเรียนปริญญาเอกโดยไม่ต้องเรียนปริญญาโท ญี่ปุ่นจะเน้นการเรียนรู้แบบเซน ซึ่งเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นหลัก เพื่อให้เราเข้าใจความเป็นจริงของธรรมชาติ และของอาจารย์ที่ปรึกษา

ย้อนกลับไปทำไม ดร.ป๋องจึงเลือกเรียนคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คะ

ถามเหมือนอาจารย์ที่สัมภาษณ์ผมเลย เมื่อผมสอบข้อเขียนได้อาจารย์ถามผมว่าในเมื่อคะแนนคุณลอยลำมาเสียขนาดนี้ ทำไมจึงเลือกคณะเกษตร ซึ่งผมก็ตอบไปตามตรงว่า เรามาด้วยความรักคณะนี้ และผลดีของการเริ่มต้นจากสิ่งที่เราชอบ ทำให้ผมเรียนด้วยความสบายใจสนุก เพียงสามปีครึ่งผมก็จบแล้ว แต่ด้วยความที่เป็นประธานนิสิตโน่นนี่นั่นในที่สุดก็ต้องอยู่จนครบ 4 ปี และเป็นนิสิตชายคนแรกที่เกรดเฉลี่ยสูงสุดในคณะ

และประการสำคัญที่ผมเลือกวิชาพืชสวน เพราะผมอนุมานแล้วว่าเป็นวิชาที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพืชได้ ใช้ทั้งวิทยาศาสตร์และศิลปะคู่ขนานกันไป ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของผมจึงคุ้มค่ามาก ได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบ ได้ทำกิจกรรมได้ออกค่ายอาสา ได้เป็นประธานนิสิต ฯลฯ

หลังจากที่จบปริญญาเอกแล้วคิดที่จะทำงานอยู่ที่ญี่ปุ่นหรือกลับเมืองไทย

ในช่วงที่กำลังจะจบปริญญาเอกนั้นเอง อาจารย์สุรนันท์ สุภัทรพันธุ์ ก็เขียนจดหมายทวงถามไปว่าคุณสัญญาแล้วนะว่าจะกลับมาทำประโยชน์ให้กับประเทศไทย เพราะอาจารย์เริ่มรู้แล้วว่า ผมมีแนวโน้มที่จะอยู่ที่ญี่ปุ่น ผมอยู่ที่โน่นราวห้าปีครึ่ง ในที่สุดผมก็ตัดสินใจกลับเมืองไทย โดยที่มีนักเรียนญี่ปุ่นหลายคนพูดว่าใครจะมาแทนที่ผม ทั้งทำหน้าที่ดูแลเค้า และดูแลอาจารย์ ผมเป็นคนไทยที่ต้องดูแลนักเรียนญี่ปุ่นด้วย ซึ่งมีเพียงไม่มีคนที่จะได้รับความไว้วางใจนี้

เพราะฉะนั้นผมกำลังจะบอกว่ามนุษย์มีอี.คิว. เป็นสิ่งที่ใช้สร้างโอกาสให้กับเรา แต่เมื่อคุณมีโอกาสแล้ว จริงๆแล้วก่อนกลับมาเมืองไทยก็มีจดหมายจาก อาจารย์ ดร.ยงยุทธ์ ยุทธวงศ์ ผู้อำนวยการ สวทช. ซึ่งเคยได้ไปเห็นผลงานของผมที่อินโดนีเซีย ซึ่งท่านได้ฝากบอกโฟรเฟสเซอร์ของผมว่า อยากให้กลับเมืองไทย เพราะเมืองไทยมีโอกาสมากทั้งในมหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่ง สวทช. เองก็ต้องการบุคลากรเป็นจำนวนมาก

เมื่อกลับมาผมจึงสอบเป็นอาจารย์ทั้งที่จุฬาฯ และ สวทช. ซึ่งเป็นองค์กรใหม่ขับเคลื่อนโดยนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีไปใช้งานในภาคอุตสาหกรรม ผมเลือกทำงานกับ สวทช. เพราะสาขาวิชาเรียนมาและความถนัดที่ได้เรียนรู้จากโปรเฟสเซอร์ญี่ปุ่นใกล้กับมุมนี้มากกว่า เพราะเราสนใจวิทยาศาสตร์เชิงประยุกต์

เป็นอย่างไรบ้างคะกับการทำงานที่ สวทช.

ก่อนอื่นต้องบอกว่าการที่เราสามารถยืนมาได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะได้ร่วมงานกับคนเก่ง แล้วรู้จักที่จะเรียนรู้ความเก่งและหยิบความเก่งของเขามาใช้และพัฒนาตัวเอง เมื่อเข้าไปนั้นผมได้ทำงานกับ อาจารย์ศักรินทร์ ภูมิรัตน เมื่อลงพื้นที่ท่านมักจะให้ผมติดสอยห้อยตามไปด้วยเสมอ

ตรงนั้นเองทำให้ผมได้เรียนรู้กระบวนการทำงานกับภาคสังคม และเห็นว่าในโลกของเมืองไทยนี้ยังมีมุมของคนที่ต้องการโอกาสทั้งด้านการศึกษา และการพัฒนาอีกเป็นจำนวนมาก เหตุนี้เองทำให้ผมได้เข้าไปสู่ในแวดวงของการพัฒนาการศึกษา โจทย์ในตอนนั้นคือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถขับเคลื่อนประเทศในมุมใหญ่ได้

เนื่องจากว่าการศึกษาของประเทศไทย มีความต่างกันอย่างมากระหว่างในเมืองและต่างจังหวัด ทั้งคุณภาพของบุคลากร และคุณภาพของสถานศึกษา เมื่อผมได้เข้าไปเป็นที่ปรึกษาของโครงการโรงเรียนในชนบท ของไบโอเทค ในกระบวนการตรงนั้นเองทำให้เราได้โจทย์ใหม่ คือทำอย่างไรจึงจะมีเครื่องมือเปลี่ยนและขับเคลื่อนประเทศผ่านการศึกษา

กังวลมั้ยคะกับโจทย์ที่ใหญ่มากครั้งนี้

มีครับ ผมขบคิดอยู่นานทีเดียว แต่ที่สุดเราก็พบว่ากระบวนการทางปัญญาเป็นกระบวนการที่สามารถทำให้เราขับเคลื่อนผ่านสิ่งต่างๆไปได้ และทำให้เราก้าวเข้าสู่กลไกของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

แต่ผมก็รู้ว่าตัวเองว่ายังขาดความรู้ทางด้าน MBA ผมจึงไปสมัครเรียนยังสถาบันมีชื่อแห่งหนึ่งของประเทศ ในวันที่สอบสัมภาษณ์อาจารย์ท่านนึงพูดกับผมว่า แบ่งปริญญาให้คนอื่นบ้างเถอะ ปรากฏว่า 2 เดือนให้หลังก็ส่งจดหมายเชิญผมไปเป็นอาจารย์ยังสถาบันแห่งนั้น ก็เลยกลายเป็นวิทยากรในมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แห่งประเทศไทย และนี่คือจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าไปสู่การพัฒนาคน เพราะตัวผมเองเป็นคนชอบเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

เป็นชีวิตที่น่าอิจฉามากนะคะเพราะได้ทำงานหลากหลาย และตรงกับความชอบของตัวเอง

เป็นเช่นนั้นครับ ผมจึงเป็นคนหนึ่งที่มีปริญญาหลายใบมาก เช่น ทางด้านแพทย์แผนไทย ทั้งเวชกรรมและเภสัชกรรม สอบได้ที่ 1 ของประเทศ ก็เลยถูกล็อคตัวให้เป็นผู้ออกข้อสอบให้กับผู้ที่จะมาขอใบประกอบโรคศิลป์ให้กับกระทรวงสาธารณสุข ช่วยทำงานอยู่ 4 ปี แล้วจึงถอยออกมา

การทำงานที่หลากหลาย ทำให้เราพบว่ากระบวนการทางปัญญานั้นสำคัญมาก เพราะจะทำให้คนคิดเป็น ผมจึงมีแนวคิดที่จะสร้างหลักสูตรเกี่ยวกับกระบวนการคิด ซึ่งไม่ว่ากระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์หรือพุทธศาสตร์ เป็นกระบวนการเดียวกัน เวลานั้นเองผมก็ได้ทำงานกับโรงเรียนในชนบทห่างไกล เช่น กลุ่มโรงเรียนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดน่าน จังหวัดนราธิวาส จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครนายก ซึ่งเป็นส่วนที่ขาดโอกาส และเป็นโรงเรียนในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผมทำงานถวายพระองค์ท่าน ตอนนี้ก็ยังทำอยู่

เพราะตรงนั้นเองทำให้เรารู้ว่า เมื่อเรายิ่งให้ เราจะยิ่งได้ คำว่า "ยิ่งให้" คือเมื่อเรายิ่งสอนคน เราก็จะยิ่งไวและคมขึ้น ผมจึงอยากบอกกับผู้คนรอบข้างว่า แบ่งปันเถอะ เรามีอะไรพร้อมที่จะแบ่งปันได้ จงแบ่งปัน ไม่จำเป็นว่าจะต้องมั่งมีมากมาย แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราพอมั้ย และพร้อมหรือยังที่จะเจือจานให้กับสังคมรอบข้าง

จากทักษะตรงนี้เองที่ทำให้เราเริ่มข้ามผ่านสายงานจากการยกระดับการผลิตพืชขึ้นเป็นอุตสาหกรรม เพราะไม่ว่าเราจะยกระดับเรื่องใด สำหรับประเทศไทยจุดสำคัญคือ "คน" ตราบใดที่เรายังไม่ยกระดับคนขึ้นก่อน เราก็จะไปต่อไม่ได้ เมื่อเราเปลี่ยนสายงานมาเต็มตัวเราจึงกลายเป็นที่ต้องการของระบบ

แม้กระทั่งเมื่ออยู่ใน สวทช. ผมเป็นของแปลกสำหรับองค์กร (หัวเราะ) ดร.เสนาะ อูนากูล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และเลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติด้วย อาจารย์เป็นคนพูดว่า นักวิทยาศาสตร์คนนี้เป็นคนที่แปลก และโดดเด่นในเรื่องการคุยกับชาวบ้านรู้เรื่องโดยเฉพาะเกษตรกรและชาวนา เพราะปกตินักวิทยาศาสตร์มักจะคุยไม่ค่อยรู้เรื่อง

ทราบว่า ดร.ป๋องยังลงพื้นที่ทำงานภาคสังคมร่วมกับองค์กรใหญ่หลายแห่งด้วย

ใช่ครับ ถ้าเราสามารถนำชีวิตเราทั้งความชอบ และหน้าที่การงาน สวมให้อยู่ในบทบาทเดียวกันได้ ชีวิตเราจะสมบูรณ์แบบมาก และโชคดีที่ผมสามารถทำสิ่งนี้ได้ ผมทำงานทุกวัน แต่รู้สึกเหมือนไม่ใช่งาน เพราะรู้สึกสนุกไปเสียหมด จึงไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยอะไร เพราะผมทั้งทำงานไปด้วยและช่วยเหลือคนไปด้วย และก็ได้บุญด้วย

อาชีพหลักตอนนี้คือบริหารเงินที่คนนำมาให้เพื่อช่วยเหลือคนที่ลำบาก โดยเฉพาะนำความสามารถของเราไปร่วมกับองค์กรเอกชนที่มีผลประกอบการดี และต้องการช่วยเหลือกลุ่มรากหญ้า เพื่อเป็นการคืนกำไรให้กับสังคม

ก่อนหน้าที่อาจารย์เสนาะจะมาพบผมที่ สวทช. ผมก็ได้รับรางวัลอย่างต่อเนื่อง เช่น รางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ดีเด่นของประเทศไทย รางวัลทางด้านนวัตกรรม และรางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ดีเด่นของญี่ปุ่น เมื่อได้พบกันอาจารย์ก็บอกว่าผมมีเงินให้คุณก้อนนึง ผมคิดว่าด้วยความรู้ความสามารถของคุณ คงนำเงินก้อนนี้ไปช่วยเหลือคนที่ลำบากให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้

ทำไม ดร.ป๋องจึงเลือกทำโครงการฟื้นฟูดินเค็ม

ก่อนอื่นเลยผมต้องบอกว่า คนในพื้นที่ดินเค็มเป็นกลุ่มคนที่ยากจนมาก เราบอกว่าเกษตรกรชาวอีสานยากจนแล้ว แต่คนที่อยู่ในพื้นที่ดินเค็มนั้นแร้นแค้นยิ่งกว่า เดิมเกษตรกรชาวอีสานได้ผลผลิตข้าว 300-400 กิโลกรัม/ไร่ แต่ชาวนาในพื้นที่ดินเค็มได้ผลผลิตเพียง 100-200 กิโลกรัม/ไร่ เท่านั้นเอง ซึ่งก็ไม่มีหน่วยงานใดคิดที่จะเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรเหล่านี้อย่างจริงจัง

เพราะกรมพัฒนาที่ดินก็จะเก่งเฉพาะเรื่องดิน ส่วนกระทรวงเกษตรฯ ก็จะเก่งทางด้านพืช เรื่องดินเค็มก็เลยกลายเป็นช่องว่างไม่มาพบกันสักที ผมจึงเลือกที่จะทำงานกับช่องว่างตรงนี้มานานถึง 18 ปี

พื้นที่ดินเค็มของบ้านเรากระจายอยู่ตรงส่วนไหนของประเทศบ้าง

ประกอบด้วย 2 แหล่ง คือ บริเวณแอ่งโคราช (ชัยภูมิ ทุ่งกุลาร้องไห้ บุรีรัมย์ สุรินทร์) และแอ่งสกลนคร (อุดรธานี สกลนคร) รวมพื้นที่ราว 17 ล้านไร่ คือหนึ่งในสามของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีประชากรอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว 4-5 ล้านคน

พื้นที่แรกที่เราเข้าไปทำ คือ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เดิมเคยเป็นพื้นทำเกลือและรัฐบาลต้องซื้อที่ดินคืน เพราะเกลือได้กระจายตัวลงสู่ลำน้ำเสียวใหญ่ ทำให้ 3 จังหวัดที่อยู่ริมน้ำเสียวใหญ่ไม่สามารถทำการเกษตรได้ ลักษณะของดินเค็มคือ แม้จะไม่ทำอะไรมันก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอธิบายได้ว่าแผ่นดินอีสานในอดีตเคยจมอยู่ใต้ทะเล แล้วเกิดยกตัวขึ้นกลายเป็นแผ่นดิน เกลือที่อยู่ใต้แผ่นดินอีสานจึงสามารถเลี้ยงประชากรได้มากกว่า 1,000 ปี เราจึงเป็นแหล่งเกลือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอุษาคเนย์

เราจึงเลือกฟื้นฟูที่อำเภอบรบือ โดยร่วมมือกับ มูลนิธิราชพฤกษ์ ของ คุณหญิงกัลยา โสภณพณนิช และกรมพัฒนาที่ดิน สร้างเป็นต้นแบบ และเมื่อสำเร็จกรมพัฒนาที่ดินก็นำไปเป็นต้นแบบกระทั่งสามารถฟื้นฟูสภาพที่ดินรอบอ่างให้สมบูรณ์ขึ้นมาได้ ในยุคแรกที่เราทำไม่มีใครเชื่อว่าเราจะสามารถทำได้

แล้วหลักการฟื้นฟูจริงๆ ทำได้อย่างไรคะ

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจธรรมชาติ คือหยุดน้ำเค็มใต้ดินไม่ให้สูงขึ้นและซึมผ่านไปยังพื้นที่ต่างๆ เคยมีคนเคยแย้งว่าในเมื่อภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ฝนตกมาก ทำไมจึงไม่สร้างอ่างเก็บน้ำ แต่คนเหล่านั้นไม่เข้าใจว่ามีแหล่งน้ำที่ไหน เกลือจะซึมไปที่นั่นทันที เพราะเกลือละลายน้ำ และมากับน้ำ ในออสเตรเลียจะใช้วิธีเปลี่ยนเส้นทางน้ำใต้ดิน ซึ่งต้องทำโครงสร้างทางวิศวฯ ต้องลงทุนมหาศาล มีการประเมินว่าถ้าเราจะใช้วิธีการดังกล่าวกับลำน้ำเสียวใหญ่ต้องใช้เงินเป็นพันล้าน

แต่ที่เราทำใช้เงินไปประมาณ 5 ล้าน โดยใช้วิธีการปลูกป่าเพื่อ ใช้ต้นไม้เป็นตัวดูดซับน้ำใต้ดิน และปลูกป่าสร้างเป็นกำแพงธรรมชาติป้องกันการซึมของน้ำเค็ม ซึ่งเป็นกลไกที่ประหยัดและสามารถลดการกระจายของพื้นที่ดินเค็มลงได้

หลังจากนั้นบริษัทเกลือพิมาย ผู้ผลิตเกลือรายใหญ่ของประเทศ ซึ่งแต่เดิมทำเป็นแบบเกลือตาก ภายหลังเมื่อกรมทรัพยากรธรณีมีมาตรการให้ต้องฟื้นฟู เค้าก็พยายามฟื้นฟูด้วยตัวเองอยู่หลายปี แต่ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร เมื่อเค้าเห็นเราประสบความสำเร็จ จึงให้เราเข้าไปทำต้นแบบเทคโนโลยีให้ โดยใช้วิธีการเดียวกับการทำสวนยกร่อง ของชาวสมุทรสาครซึ่งมีพื้นที่ติดชายทะเลแต่ก็ยังสามารถทำสวนแบบยกร่องได้ หลักการนี้เมื่อฝนตกน้ำฝนจะช่วยชะล้างเกลือลงในร่องน้ำ พร้อมกับปลูกไม้ยืนต้นขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทุกอย่างลุล่วงได้ด้วยวิธีคิดซึ่งไม่ใช่เชิงวิทยาศาสตร์เสียทีเดียว โครงการนี้บริษัทเกลือพิมายใช้เงินลงทุนไปราว 4 ล้าน แต่ได้เงินคืน 7 ล้านจากการดูดน้ำเกลือไปผลิตเกลือ ที่สุดแล้วเราสามารถฟื้นพื้นที่ดินเค็มมากกว่า 200 ไร่ของเกลือพิมายเป็นพื้นที่ป่า และทำให้ได้รางวัลให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ดูแลสิ่งแวดล้อมได้ดีต่อเนื่องกันถึง 3 ปีซ้อน และเป็นอุตสาหกรรมเหมืองแร่เพียงแห่งเดียวที่ได้รับรางวัล

แล้ว ดร.ป๋องมาร่วมงานกับ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (SCG) ได้อย่างไร

ผมก้าวเข้าสู่ยุคของการขยายผลขนาดใหญ่ ก็เมื่อบริษัทปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCG เข้ามาร่วมด้วยเพราะเห็นประโยชน์ของโครงการนี้

เมื่อผมได้ทำงานกับ SCG ทำให้ผมพบความต่างอย่างมาก ไม่ใช่ในลักษณะของการให้ทุนวิจัย แต่เป็นการลงมาร่วมด้วยช่วยกันผลักดันให้เกิดผลสำเร็จ ส่งพนักงานลงมาช่วยทั้งจากสำนักงานใหญ่และบริษัทในพื้นที่

เมื่อร่วมงานกันใหม่ๆ เราเองก็เป็นนักวิจัยตีนเปล่า จึงต้องทำประหนึ่งออกไปหาลูกค้าว่าใครจะสามารถรับเทคโนโลยีของเราได้ พื้นที่ดินเค็มขนาดมหึมายากที่กลไกภาครัฐจะเข้าไปพัฒนาได้ ต้องอาศัยผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเข้ามาช่วยกันขับเคลื่อน

บางชุมชนที่เราเข้าไปก็คิดว่าเราไปขายปุ๋ย ขายยาฆ่าแมลง หรือบางครั้งเราเข้าไปพบกับผู้นำชุมชน เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็ถูกมองว่าเราเข้าไปเพื่อล่อลวง เพราะเราไปแบบมือเปล่าไม่มีเอกสารอ้างอิงให้ดูน่าเชื่อถือ หรือบางชุมชนก็ยอมทำตามเพราะสงสารเห็นเราเข้าไปบ่อย จนกระทั่งปัจจุบันเราสามารถขยายโครงการนี้ออกมากกว่า 36 หมู่บ้าน ครอบคลุม 15 จังหวัดในภาคอีสาน

เราเข้าไปแนะวิธีการให้ชุมชนอย่างไรบ้างคะ

จริงๆแล้วเราใช้กระบวนการที่แตกต่างจากภาครัฐมาก เราใช้วิธีขับเคลื่อนด้วยกระบวนการสร้างคนให้คิดเป็น จุดสำคัญอย่างหนึ่งของคนไทย เกษตรกรไทยเรามีปัญญา เก่ง แต่คนเราจะเก่งได้ก็ต่อเมื่อสามารถนำความรู้ไปต่อยอดอันนำไปสู่การพัฒนาได้ เพราะฉะนั้นผมจึงเลือกที่จะทำงานกับผู้นำชุมชนหรือผู้ที่สนใจ 3-5 คนก็เพียงพอ เพราะไม่นานหลังจากนั้นองค์ความรู้เหล่านี้ก็จะเผยแพร่สู่ชุมชนมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์

จากการที่ได้ลงไปสัมผัสผมยืนยันได้ว่าเกษตรกรคนไทยจำนวนมากเป็นคนเก่ง เพียงแต่ขาดโอกาสทางการศึกษา สมองจึงไม่ได้ถูกเปิดให้ทำงาน เพราะฉะนั้นเราจะบอกว่าเค้าไม่เก่งไม่ได้ รวมทั้งสังคมไทยเองยังมีรากฐานทางวัฒนธรรมที่บอกว่าจนแล้วต้องขยัน แต่ไม่สามารถตอบโจทย์สังคมในยุคปัจจุบันได้ เช่น ทำนา 1 ไร่ ขาดทุนสองพันบาท ถ้าทำ 10 ไร่ เท่ากับขาดทุนสองหมื่น ทำให้ชาวนาอยู่ในภาวะจนซ้ำซากทั้งๆที่เป็นคนขยัน

เพราะฉะนั้นกระบวนการของเราก็คือ ส่งเสริมเรื่องความขยัน แต่ต้องขยันอย่างมีปัญญา คิดให้เป็นควบคู่ไปด้วย แต่กรอบความคิดของเกษตรกรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือคือเรื่องของความกตัญญูรู้คุณ ไม่ว่าคนๆนั้นจะดีหรือเลวอย่างไร สองเรื่องนี้จึงอธิบายวัฒนธรรมของสังคมเกษตรกรภาคอีสานได้อย่างชัดเจน

เมื่อเราวิเคราะห์โครงสร้างทางสังคมอีสานได้ดังนี้แล้ว เราจึงแบ่งยุคของการทำงานออกเป็น 4 ยุค ยุคแรกเราพุ่งเป้าไปที่การพัฒนาคนให้คิดเป็น ถัดมาเราจึงจะทำเรื่องความสุขสีเขียว คือเรื่องการแก้ปัญหาดินเค็ม หลังจากนั้นก็จะเป็นเรื่องความสุขยั่งยืนบนผืนดินเค็ม และสุดท้ายคือเข้าสู่ยุคของการแบ่งปัน

กระบวนการสร้างปัญญามีแนวทางอย่างไรคะ

ตรงนี้เองจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านหญิงไทยอย่างมาก เพราะสามารถนำไปเป็นแนวทางการใช้ชีวิต หรือสร้างครอบครัวให้มีความสุขได้ คือสอนให้เกษตรกรรู้จักใช้ปัญญา เช่น ถ้าเราถามว่าระหว่างคนไม่โกงกับคนที่มีโอกาสโกงแล้วไม่โกงใครกันคือคนดี เชื่อว่าหลายคนคงตอบว่าคนกลุ่มหลังนั้นต่างหากคือคนดี เพราะมีโอกาสแล้วไม่โกง นี่คือวิธีการสอนให้เค้ารู้จักค้นหาความจริงแท้ให้เป็น เพราะเกษตรกรถูกความจริงลวงหลอกลวงข้อมูลจริงอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งคนในเมืองเองก็โดนเช่นกัน ทุกอย่างในโลกนี้มีทั้งสิ่งดีและสิ่งไม่ดีปะปนกันไป สำคัญคือต้องสร้างโอกาสให้กับตัวเอง มองเห็นโอกาสของชีวิตอยู่ตลอดเวลา

ในพื้นที่ดินเค็มก็มีโอกาส เช่น ในพื้นที่ดินเค็มคุณสามารถผลิตข้าวหอมมะลิได้หอมกว่าพื้นที่ธรรมดา เพราะความเค็มช่วยกระตุ้นกลิ่นหอม ดังนั้น พืชที่ให้กลิ่นอโรมา ไม่ว่าจะเป็นกะเพราะ ผักชี แมงลัก ใบโหระพา หากปลูกในพื้นที่ดินเค็มจะให้กลิ่นหอมที่รุนแรงกว่า ผมมักจะบอกเสมอว่าให้เลือกมองในสิ่งที่ดี แล้วนำสิ่งที่ดีนั้นกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตเราให้จงได้ เช่น ทำไมเราไม่โกรธพระอาทิตย์ล่ะ เพราะพระอาทิตย์ทำให้คุณร้อน แต่ถ้าคุณเปลี่ยนมุมมองว่ามันคือธรรมชาติ แล้วก็รู้จักนำความร้อนของพระอาทิตย์ให้เกิดประโยชน์จะไม่เป็นการฉลาดกว่าหรือ มองโลกให้สดใสเข้าไว้

แต่สิ่งที่ยากที่สุด คือเมื่อเราปรับเปลี่ยนกระบวนการทางความคิดได้แล้ว ถ้าไม่เริ่มก็ไม่มีวันไปถึงไหนได้ แต่การจะเริ่มต้นและขับเคลื่อนไปได้อย่างรวดเร็ว คือเราต้องเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆง่ายๆ เพื่อลิ้มรสความสำเร็จสั่งสมไว้สร้างกำลังใจให้กับตัวเอง แต่คนเหล่านี้ต้องเห็นคุณค่าของตัวเองว่ามีความเก่งทางด้านใด สำคัญคือต้องหาความเก่งนั้นให้เจอ คนจำนวนไม่น้อยที่มักหาไม่พบ เมื่อไม่พบถามคนใกล้ตัวเป็นดีที่สุด โฟกัสสิ่งที่จะทำให้เป็นอย่าสะเปะสะปะทำไปเรื่อย ตราบใดที่คนเรายังเต็มไปด้วยความอยากบอกได้เลยว่าชีวิตเหนื่อยแน่ ความเพียร ความมั่นใจ นำมาซึ่งความสำเร็จ ขณะเดียวกันเราก็ต้องใช้สมองและปัญญาในการตัดสินใจร่วมด้วยเสมอ

สำหรับฐานข้อมูลในการตัดสินใจต้องประกอบด้วย 4 ข้อดังต่อไปนี้ 1. สิ่งที่คุณจะตัดสินใจจะต้องไม่ทำให้สังคมของคนรอบข้างต้องเสียหาย 2. คุณต้องเอาตัวรอดได้ 3. สำคัญต้องถูกต้องคุณธรรมผิดไม่ได้ 4. ต้องใช้สมองและปัญญาในการคิดเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหา ถ้าทั้ง 4 ข้อตอบ yes ตัดสินใจทำได้เลย

นอกจากนี้สิ่งที่เกษตรกรตัดสินใจจะต้องมีความโดดเด่นโดยใช้ 7 S เหล่านี้เป็นตัวชี้วัด 1. Spirit ต้องเริ่มขึ้นจากใจ สิ่งที่คุณจะทำต้องเป็นสิ่งที่คุณชอบ 2. Simple คือต้อง่ายมาก่อนเป็นอันดับแรก 3. Speed ทำแล้วต้องเห็นผลทันตา 4. Scale สามารถขยายเป็นโครงการขนาดใหญ่ได้เพื่อการเติบโต 5. Smart สิ่งที่เราทำต้องมีความแตกต่าง 6. Smile เมื่อทำแล้วเราต้องทำไปพร้อมกับรอยยิ้ม 7. Sustain ต้องมีความยั่งยืน

เหล่านี้คือกระบวนการที่ผมนำไปใช้กับเกษตรกรสร้างและทำสิ่งใหม่ๆเมื่อไหร่ที่ 7 S นี้ทำงานจะทำให้ความเสี่ยงของเกษตรกรลดลงอย่างมาก แต่กระบวนการเหล่านี้ผมจะทำกับเฉพาะคนเก่งคนดีเท่านั้น เพราะสังคมไทยควรเปลี่ยนผ่านไปสู่การติดอาวุธทางปัญญาให้กับเกษตรกร เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมไทย

สุดท้ายแล้วภูมิใจตัวเองมั้ยคะ

เมื่อเราก้าวมายืนอยู่ตรงจุดนี้เราก็จะมีความสุขกับการได้เห็นคนรอบข้างมีพัฒนาที่ดีขึ้น เปลี่ยนมุมมองในการดำเนินชีวิต บางหมู่บ้านที่ผมเข้าไปบอกว่าเรานั้นคือ เทวดาเดินดิน บ้างก็บอกว่าคือพระเอกขี่ม้าขาว สมญานามของผมก็จะแตกต่างกันออกไปในแต่ละหมู่บ้าน เหล่านี้สร้างความดีใจ กำลังใจ มากกว่ารางวัลที่เราได้รับจากที่ต่างๆเสียอีก แต่ก็ไม่เท่ากับการที่ได้สร้างให้คนเหล่านี้มีชีวิตที่ดีขึ้น ยิ่งกว่านั้นคนเหล่านี้ยังได้ส่งผ่านองค์ความรู้ไปยังคนรอบข้างอีกด้วย

ซึ่งผมต้องขอบคุณ SCG เป็นอย่างมากที่ช่วยให้เกิดกลไกเหล่านี้เกิดขึ้น และมีความสุขกับชีวิตเพราะได้ทำในสิ่งที่ผมอยากทำมาตลอด และเป็นสังคมที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า ในโลกนี้ยังมีสังคมของคนคิดดี ทำดี อยู่อีกมาก ฉะนั้นแล้วถ้าใครอยากมีชีวิตที่ดี คุณควรจะต้องเริ่มจากคิด ทำในสิ่งดีๆ มองหาโอกาสให้เจอ เพียงแค่คุณเปลี่ยนมุมมอง ก็จะพบว่าในโลกนี้มีโอกาสมากมายครับ...