ไปตามหา "หนุ่มในฝัน" ที่พิพิธภัณฑ์สิรินธร

ร้อยเรื่องเมืองไทย
ช่างภาพ: 

ย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ผู้เขียนชอบภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องThe Land Before Time มาก สามารถนั่งดูวิดีโอเรื่องนี้ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีเบื่อ หนังเรื่องนี้ออกฉายครั้งแรก ในปี 1988 บริหารการผลิตโดย สตีเว่น สปีลเบิร์ก และ จอร์จ ลูคัส เป็นเรื่องราวการผจญภัยของไดโนเสาร์ตัวน้อยชื่อ "ลิตเติ้ลฟุต" สายพันธุ์บรอนโตซอรัส ในยุคจูราสสิค กินพืชเป็นอาหาร อาศัยอยู่บนโลกนี้เมื่อประมาณ 190-135 ล้านปีที่ผ่านมา เมื่อโตเต็มที่จะยาวถึง 75 ฟุต โดยเฉพาะส่วนหางยาวมากๆ ประมาณ 23-26 เมตร สูงกว่า 15 ฟุต มีลักษณะตามแบบตระกูลซอโรพอด คือคอยาว จนเป็นที่มาของชื่อเล่นในภาพยนตร์ว่า "ลองเน็ค" ลิตเติ้ลฟุตตามหาครอบครัวที่พลัดพรากจากกัน ด้วยภาวะวิกฤตโลก เกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ระหว่างทางได้พบเพื่อนรักสัตว์โลกยุคโบราณสายพันธุ์ต่างๆ เช่น เซร่า ไดโนเสาร์พันธุ์สามเขา (ไทรเซอราท็อปส์) ดั๊กกี้ (ซอโรโลฟัส) สไปค์ ( แองคีโลซอรัส) และ เพทรี่ (เทอราโนดอน) ลูกนกยักษ์ตัวตลกของเรื่อง ออกมาเมื่อไรเป็นได้ฮากันตลอด ฉากจบลิตเติ้ลฟุตเดินตามความฝันของแม่ ค้นหาGreat Valleyดินแดนสีเขียวอันอุดมสมบูรณ์จนพบ ปิดท้ายเรื่องด้วยเพลงเพราะๆ อย่างเพลง If we hold on together ของ ไดน่า รอส โดยเฉพาะท่อนที่ร้องว่า When we are out there in the dark. We'll dream about the sun. (แม้ว่าพวกเราจะถูกห้อมล้อมด้วยความมืดมิด เราจะยังคงเฝ้าฝันถึงแสงตะวัน) ฟังเมื่อไร หัวใจดวงที่เหนื่อยล้าก็กลับทรงพลังขึ้นได้ทุกครั้ง...ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เราหลงรักไดโนเสาร์ตั้งแต่วันนั้น

เมื่อมีโอกาสเดินทางไปจังหวัดกาฬสินธุ์ สถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกที่เราต้องไปดูให้เห็นกับตาว่า "ลองเน็ค" ในดวงใจของเรานั้น เมื่อโตขึ้นเขาจะมีรูปร่างเป็นอย่างไร คือ "พิพิธภัณฑ์สิรินธร" สังกัดกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดกาฬสินธุ์ไปทางทิศเหนือประมาณ 30 กิโลเมตร ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 227 ก่อนถึงตัวอำเภอสหัสขันธ์ 1 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวขวาข้างโรงเรียนสหัสขันธ์ศึกษา เข้าสู่วัดสักกะวัน ระยะทางไปพิพิธภัณฑ์อีกประมาณ 1 กิโลเมตร แต่เดิมนั้น "พิพิธภัณฑ์สิรินธร" คือ ศูนย์วิจัยไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ.2538 เพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติงานศึกษาวิจัย อนุรักษ์เก็บรวบรวมตัวอย่างอ้างอิงซากไดโนเสาร์และสัตว์ร่วมสมัย เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปเผยแพร่แก่นักท่องเที่ยวในรูปของพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์

ซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์ ที่ภูกุ้มข้าว อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ พบโดย พระครูวิจิตรสหัสคุณ เจ้าอาวาสวัดสักกะวัน ใน พ.ศ. 2537 และได้เริ่มทำการขุดค้นอย่างเป็นระบบ โดยคณะสำรวจไดโนเสาร์จากกรมทรัพยากรธรณี ตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2537 พบว่า ภูกุ้มข้าว ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นแหล่งไดโนเสาร์กินพืชที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย โดยพบกระดูกไดโนเสาร์เกือบทั้งตัว กองรวมอยู่กับกระดูกไดโนเสาร์กินพืชอีกชนิดหนึ่ง กระดูกทั้งหมดอยู่ในชั้นหินที่วางตัวอยู่บนไหล่เขาของภูกุ้มข้าว ซึ่งมีรูปร่างคล้ายลอมฟาง มีความสูงประมาณ 240 เมตร ปัจจุบันกรมทรัพยากรธรณีได้ขุดค้นซากไดโนเสาร์พบกระดูกมากกว่า 700 ชิ้น เป็นกลุ่มของกระดูกส่วนขา สะโพก ซี่โครง คอ และหางของไดโนเสาร์กินพืชไม่น้อยกว่า 7 ตัว นอกจากนี้ยังพบฟันของไดโนเสาร์ทั้งกินพืช และกินเนื้ออีกอย่างละ 2 ชนิด จากลักษณะของกระดูกพบว่าเป็นไดโนเสาร์กินพืชสกุลภูเวียง (Phuwiangosaurus Sirindhornae) 1 ชนิด และเป็นไดโนเสาร์กินพืชชนิดใหม่อีก 1 ชนิด คาดว่าอาจเป็นไดโนเสาร์สกุลและชนิดใหม่ของโลก

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2538 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯมาทอดพระเนตรซากกระดูกไดโนเสาร์ และจัดตั้งโครงการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าวขึ้น โดยสร้างอาคารหลุมขุดค้นเป็นการชั่วคราวเพื่อใช้ป้องกันซากกระดูก รวมทั้งใช้บังร่มเงาแก่นักวิชาการในการขุดแต่งกระดูก ต่อมา ในปี 2542 กรมทรัพยากรธรณีสร้างอาคารถาวรคลุมหลุมขุดค้น โดยใช้ชื่อว่า "อาคารพระญาณวิสาลเถร" ตามชื่อสมณศักดิ์ของท่านเจ้าอาวาสวัดสักกะวัน ผู้ค้นพบกระดูกไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว แล้วจึง เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว โดยทดลองให้บริการตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2550 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธีเปิด "พิพิธภัณฑ์สิรินธร" อย่างเป็นทางการ เมื่อวันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2551ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเข้าชมปีละไม่ต่ำกว่า 3 00,000 คน

พิพิธภัณฑ์สิรินธร มีทั้งหมด 8 โซน แบ่งเป็นโซนที่ 1 จักรวาลและโลกสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลก รวมทั้งไดโนเสาร์ได้ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกนานแล้ว นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสาเหตุที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์นั้น เกิดจากอุกกาบาตชนโลก ทำให้สิ่งมีชีวิตบนโลกได้สูญพันธุ์ไป และนักวิทยาศาสตร์พยายามค้นหาเรื่องราวการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ ตั้งแต่การระเบิดครั้งใหญ่ของ "บิ๊กแบง" จากนั้นก็เข้าสู่โซนที่ 2 เมื่อสิ่งมีชีวิตแรกปรากฏจากดาวเคราะห์ร้อนจัดและปั่นป่วน อันเนื่องจากภูเขาไฟระเบิดและการพุ่งชนของอุกกาบาต โลกของเราค่อยๆเย็นตัวลง ทั้งบรรยากาศและน้ำช่วยนำทางไปสู่พัฒนาการของสารเคมีอันสลับซับซ้อน ความอิ่มตัวในน้ำภายในชั้นบรรยากาศกลายเป็นฝน โดยน้ำฝนจะชะล้างเอาแร่ธาตุต่างๆมารวมกันเป็นซุปข้นทางเคมี เมื่อราว 3,400 ล้านปีก่อน ได้มีการเกิดฟ้าผ่าลงไปยังซุปข้น ซึ่งเรียกว่าชีวิต สิ่งมีชีวิตยุคแรกเริ่มที่มีรูปร่างง่ายๆ และมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าได้ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของโลกด้วยการเติมออกซิเจนสู่มหาสมุทรและบรรยากาศ จนกลายเป็นสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตรูปแบบใหม่ ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตพวกสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียว โดยพวกมันได้เปลี่ยนแปลงบรรยากาศของโลก จากที่เคยไม่มีออกซิเจนมาเป็นอุดมด้วยออกซิเจนคล้ายกับพืชในปัจจุบัน

โซนที่ 3 มหายุคพาลีโอโซอิก 542 ล้านปีที่แล้ว สิ่งมีชีวิตบนโลกเกิดการขยายเผ่าพันธุ์ครั้งใหญ่จากพวกที่มีรูปแบบง่ายๆไม่กี่ประเภท วิวัฒนาการไปสู่สิ่งมีชีวิตหลากรูปแบบ จากสัตว์ตัวอ่อนนุ่มไปสู่สัตว์ที่มีเปลือกแข็งหุ้ม ปลาโบราณขนาดใหญ่ยาวกว่า 5 เมตร แหวกว่ายผ่านแนวปะการังมหึมาที่แผ่ไปทั้งท้องทะเลเขตร้อน สิ่งมีชีวิตบางประเภทพากันรุกคืบขึ้นบก เปลี่ยนแผ่นดินอันเวิ้งว้างว่างเปล่าให้กลายเป็นป่าทึบที่อุดมไปด้วยแมลง สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกและสัตว์เลื้อยคลาน ก่อนที่มหันตภัยปริศนาจะกวาดล้างสรรพชีวิตบนโลกไปจนเกือบหมดสิ้น พาลีโอโซอิก หรือ มหายุคแห่งวิวัฒนาการของสิงมีชีวิต แบ่งออกเป็นทั้งหมด 6 สมัย คือ ยุคแคมเบรียน ยุคออร์โดวิเชียน ยุคไซลูเรียน ยุคดีโวเนียน ยุคคาร์บอนิเฟอรัส ยุคเพอร์เมียน

สำหรับโซนที่ 4 จัดเป็นมหายุคมีโซโซอิก (มหายุคแห่งสัตว์เลื้อยคลานและไดโนเสาร์) ในช่วงปลายมหายุคพาลีโอโซอิก แผ่นทวีปทั้งหมดได้เคลื่อนมารวมกันเป็นผืนเดียว เรียกว่า "แพนเจีย" ความใหญ่โตของแผ่นดินทำให้ตอนกลางของทวีปซึ่งห่างไกลจากทะเลที่สภาพแห้งแล้งเป็นทะเลทรายกว้างใหญ่ จึงเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของสัตว์เลื้อยคลานมากที่สุด หลังการสูญพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่ตอนสิ้นสุดมหายุคพาลีโอโซอิก สัตว์เลื้อยคลานก็ก้าวขึ้นมาครองโลกในมหายุค มีโซโซอิกที่ตามมา ไดโนเสาร์ครองความยิ่งใหญ่บนแผ่นดินเป็นครั้งแรก และสภาพแวดล้อมบนโลกก็ทวีความหลากหลายกว่าครั้งใดๆ เทอโรซอร์ที่งามสง่าเป็นเจ้าเวหา สัตว์เลื้อยคลานทะเลขนาดมหึมาเป็นเจ้าสมุทร นกปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรก และสภาพแวดล้อมบนโลกก็ทวีความหลากหลายยิ่งกว่าครั้งใดๆ พืชดอกช่วยแต่งเติมสีสันแก่ป่าผืนกว้าง ในขณะที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดจิ๋ว ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ ต้องใช้ชีวิตหลบๆซ่อนๆจากคมเขี้ยวของไดโนเสาร์

แผ่นดินที่ปัจจุบันเป็นประเทศไทย เป็นแหล่งอาศัยของไดโนเสาร์นานาชนิดในมหายุคมีโซโซอิก นับตั้งแต่พวกกินเนื้อขนาดใหญ่หรือเทอโรพอดที่เป็นญาติสนิทของ ไทรันโนซอรัส เร็กซ์ พวกกินพืชคอยาวหรือซอโรพอด ซึ่งหนักกว่าช้างหลายตัวรวมกัน ไปจนถึงไดโนเสาร์ปากนกแก้วตัวจิ๋ว การศึกษาอย่างต่อเนื่องทำให้เราเข้าใจความเกี่ยวข้องระหว่างไดโนเสาร์กลุ่มต่างๆ ทั้งพวกสะโพกแบบนก และสะโพกแบบสัตว์เลื้อยคลาน และตระหนักว่าไดโนเสาร์ไทยมีคุณูปการต่อความเข้าใจเรื่องวิวัฒนาการของไดโนเสาร์ในระดับโลกมากเพียงใด ไดโนเสาร์ที่พบในประเทศไทย มีอยู่ 16 สายพันธุ์ โดยมีอยู่ 5 สายพันธุ์ที่ไม่ซ้ำใครในโลก เรียงตามอายุได้ดังนี้ 1. ยุคไทรแอสสิก ได้แก่ อีสานโนซอรัส อรรถวิภัชชิ 2. ยุคจูราสสิค ได้แก่ สเตโกซอร์ ฮิบซิโลโฟดอน 3. ยุคครีเทเชียส ได้แก่ ภูเวียงโกซอรัส สิรินทรเน กินรีมิมัส สยามโมซอรัส สุธีธรนิ สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส "ชิตตะโกซอรัส สัตยารักษ์กิ"

โซนที่ 5 เป็นวิถีชีวิตของไดโนเสาร์การค้นพบข้อมูลใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้เราเข้าใจถึงเรื่องราวในมุมลึกของไดโนเสาร์ นอกจากจะล่วงรู้ถึงรูปร่างของไดโนเสาร์ชนิดต่างๆ แล้วยังช่วยให้เข้าใจเรื่องการกินอาหาร การล่าเหยื่อ การป้องกันตัวและการเลี้ยงลูกอ่อน อีกทั้งยังช่วยให้เราเห็นภาพไดโนเสาร์ที่มีชีวิตชีวามากขึ้น และดื่มด่ำกับความอัศจรรย์ของสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ยิ่งใหญ่กลุ่มนี้ได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้หลักฐานใหม่ๆ ยังบ่งชี้ว่าไดโนเสาร์อาจไม่ได้สูญพันธุ์ไปทั้งหมด สามารถจำแนกประเภทของไดโนเสาร์แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ "ซอริสเซียน" ไดโนเสาร์สะโพกแบบสัตว์เลื้อยคลาน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ เทอโรพอด ไดโนเสาร์กินเนื้อ และซอโรพอด ไดโนเสาร์กินพืช "ออร์นิธิเชียน" ไดโนเสาร์สะโพกแบบนก แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ ไทรีโอโพแรน ไดโนเสาร์หุ้มเกราะ ออร์นิโธพอด ไดโนเสาร์ปากจะงอย และมาร์จิโนเซฟาเลียน ไดโนเสาร์หัวเกราะ เมื่อเดินมาจนถึงโซนที่ 6 เป็นโซนคืนชีวิตให้ไดโนเสาร์ สิ้นมหายุคมีโซโซอิก เกิดการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ครั้งใหญ่ ใน มหันตภัยปริศนา เมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว นักวิทยาศาสตร์ต่างพากันสันนิษฐานสาเหตุเอาไว้ได้หลายสาเหตุ เช่น อุกกาบาตพุ่งชนโลก ภูเขาไฟระเบิด การคุกคามของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และสนามแม่เหล็กโลกเปลี่ยนทิศทางแต่นักโบราณชีววิทยาซึ่งทำงานศึกษาอนุรักษ์ซากดึกดำบรรพ์อยู่ตามสถาบันต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งที่ภูกุ้มข้าวแห่งนี้ ได้ช่วยกันฟื้นชีวิตและสร้างความหมายให้แก่ซากดึกดำบรรพ์เพื่อนำเราย้อนกลับไปสัมผัสกับยุคที่ไดโนเสาร์เป็นใหญ่

โซนที่ 7 มหายุคซีโนโซอิก (มหายุคแห่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม) หลังการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ สัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ที่เหลืออยู่ต้องหลีกทางให้กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ทวีเผ่าพันธุ์อย่างรวดเร็วและพากันเข้ายึดครองภูมิประเทศกันหลากหลาย ทั้งทุ่งหญ้า ป่าทึบ ท้องทะเลและในอากาศ นี่คือโลกที่เราคุ้นเคยดีเพราะยังมีทายาทของช้าง ม้า แรด วาฬ ค้างคาว และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่มหลักๆ ให้เห็นเป็นตัวอย่างของวิวัฒนาการขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วง 65 ล้านปี ที่ผ่านมาแม้แต่มนุษย์เองก็เป็นผลผลิตจากกระบวนการนี้ แบ่งออกเป็น 2 ยุค คือ ยุคพาลีโอจีน และยุคนีโอจีน ปิดท้ายด้วยโซนที่ 8 เรื่องของมนุษย์จาก "ไพรเมต" หรือสัตว์ในตระกูลลิง ที่อาศัยอยู่บนต้นไม้ซึ่งถือว่าเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ ได้แยกตัวเองออกจากเผ่าพันธุ์ลิงใหญ่ เมื่อประมาณ 7 - 6 ล้านปีที่แล้ว และเริ่มวิวัฒนาการมาเป็นสัตว์ที่เดิน 2 ขา และอาศัยบนพื้นดินแต่ความโดดเด่นของมนุษย์อยู่ที่พัฒนาการทางสมอง และภูมิปัญญาที่มีความฉลาดกว่าสัตว์ประเภทอื่น ซึ่งเปิดโอกาสให้เราสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ตั้งแต่ขวานหินไปจนถึงคอมพิวเตอร์

ไดโนเสาร์เป็นสัตว์มหัศจรรย์ และประสบความสำเร็จมากสุดเท่าที่เคยมีมา บรรพบุรุษไดโนเสาร์ขนาดเท่าสุนัขมีวิวัฒนาการเป็นนักฆ่าขนาดยักษ์หนักพอๆกับช้าง พวกกินพืชที่ตัวยาวเท่ากับรถบัสหลายคัน และพวกตัวเล็กว่องไวขนาดเท่าไก่ ในช่วงขณะที่พวกมันครองแผ่นดิน ไม่มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใหญ่กว่าแมวรอดชีวิต ไดโนเสาร์พวกแรกปรากฏขึ้นเมื่อราว 230 ล้านปีก่อน และแพร่พันธุ์ครอบครองดินแดนนานถึง 165 ล้านปี จนถึง 65 ล้านปีที่แล้วพวกมันหายสาบสูญอย่างฉับพลัน และน่าประหลาดใจ เมื่อเทียบกับไดโนเสาร์แล้ว มนุษย์เราเพิ่งอาศัยอยู่บนโลกเพียง 100,000 ปีเท่านั้น

ไดโนเสาร์เป็นกลุ่มของสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ อาศัยอยู่บนพื้นดิน พวกมันมีลักษณะเหมือนสัตว์เลื้อยคลานในปัจจุบัน คือส่วนใหญ่ผิวหนังเป็นเกล็ด (บางพวกมีขนแบบนก) มีหางยาว มีฟัน และมีกรงเล็บที่นิ้วตีน ในขณะที่สัตว์เลื้อยคลานในปัจจุบันเดินด้วยขาที่กางออกข้างลำตัว ไดโนเสาร์กลับเดินตัวตั้งตรงบนขาเหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ลักษณะนี้ทำให้มันคล่องแคล่วว่องไวบนพื้นดิน

"พิพิธภัณฑ์สิรินธร" ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย รางวัลยอดเยี่ยม ประเภทแหล่งท่องเที่ยว 2 ปีซ้อน คือ พ.ศ.2551และ พ.ศ.2553 ถือเป็นแหล่งไดโนเสาร์กินพืชที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย โดยพบกระดูกไดโนเสาร์เกือบทั้งตัว มากกว่า 700 ชิ้น เป็นกระดูกส่วนขา ซี่โครง คอ และหางของไดโนเสาร์กินพืชไม่น้อยกว่า 7 ตัว นอกจากนี้ยังพบฟันของไดโนเสาร์กินพืชและกินเนื้ออีกอย่างละ 2 ชนิด เป็นกระดูกของไดโนเสาร์กินพืช "ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่ (Phuwiagosaurus Sirindhornae)" และไดโนเสาร์กินพืชชนิดใหม่อีก 1 ชนิด ซึ่งกำลังศึกษาวิจัยขั้นรายละเอียดอยู่ พิพิธภัณฑ์สิรินธรและอาคาร หลุมขุดค้นไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว เปิดให้บริการทุกวันอังคาร ถึง วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00 - 17.00 น. และ ปิดให้บริการทุกวันจันทร์ ยกเว้นวันจันทร์ที่ตรงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์ ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์สิรินธร ประกาศตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2555 ผู้ใหญ่คนไทย 40 บาท เด็กคนไทย 10 บาท ผู้ใหญ่ต่างชาติ 100 บาท เด็กต่างชาติ 50 บาท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-4387-1613 0-4387-1615-6 ต่อ 103

นอกจากนี้ยังพบรอยตีนไดโนเสาร์บนอยู่ในวนอุทยานภูแฝก ถ้าท่านใดสนใจจะไปชม ให้ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2047 ไปทางอำเภอห้วยผึ้งและกุฉินารายณ์ เมื่อถึงอำเภอห้วยผึ้งให้เลี้ยวซ้ายไปทางหลวงหมายเลข 2102 ประมาณ 8 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าหน่วยจัดการต้นน้ำลำห้วย - ลำพะยัง ระยะทาง 4 กิโลเมตร ปรากฏให้เห็นเป็นรอยทางเดิน 3 แนว คือ แนวที่ 1 มุ่งหน้าไปทาง ทิศตะวันออกเฉียงใต้ (120 องศา) จำนวน 7 รอย แนวที่ 2 มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (60 องศา) จำนวน 2 รอย และแนวที่ 3 มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (37 องศา) จำนวน 3 รอย รอยตีนทั้งหมดเป็นรอยตีนที่มีนิ้ว 3 นิ้ว ขนาดโดยเฉลี่ยมีความยาวประมาณ 45 เซนติเมตร กว้าง 40 เซนติเมตร ระยะก้าว 120 และ 110 ซม. เป็นไดโนเสาร์ที่เดินด้วยสองขาหลัง มีความสูงถึงสะโพกมากกว่า 2 เมตร ก้าวเดินไปช้าๆ

ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติภูโหล่ย ซึ่งเดินทางโดยใช้ทางหลวงหมายเลข 2042 ไปทางอำเภอกุฉินารายณ์ เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2291 ประมาณ 7 กิโลเมตร มีการค้นพบบึงน้ำ "ปลาโบราณภูน้ำจั้น" สันนิษฐานได้ว่าในอดีตบริเวณที่พบซากดึกดำบรรพ์น่าจะเป็นบึงน้ำโบราณที่มีขนาดใหญ่มีปลาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก บางปีเกิดช่วงแล้งยาวนานกว่าปกติทำให้น้ำแห้ง ปลาตาย และซากปลาก็ถูกโคลนทับถมไว้ทำให้อากาศไม่สามารถเข้าไปได้ทำให้ซากปลาถูกเก็บรักษาไว้ในชั้นหินกลายเป็นซากดึกดำบรรพ์มาจนถึงปัจจุบัน เรียกว่าปลา "เลปิโดเทส พุทธบุตรเอนซิส" เป็นปลาน้ำจืดมีความยาวประมาณ 30 - 60 เซนติเมตร และมีเกล็ดแข็งลักษณะรูปขนมเปียกปูน กินพืชเป็นอาหาร พบมากในช่วงมหายุคมีโสโซอิก สูญพันธุ์ไปเมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว นอกจากนี้ยังพบซากดึกดำบรรพ์ของปลาปอด และปลากินเนื้อ ซึ่งมีความยาวประมาณ 95 เซนติเมตร...เรามาตามหา "ลองเน็ค" ของเราจนพบในถิ่นที่เขาเคยอยู่อาศัย คุณล่ะคะ มีไดโนเสาร์พันธุ์ไหนอยู่ในใจคุณบ้างหรือเปล่า พาเด็กๆออกไปตามหากันเถอะค่ะ