19 รัตนสังฆราชา พระบิดาแห่งสังฆมณฑลไทย

พระประวัติสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 19 พระองค์ หนังสือร่มเกล้าชาวไทย
เรื่องพิเศษ สดุดี 100 พระชันษาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
ช่างภาพ: 

ตอนที่ 15 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (หม่อมราชวงศ์ ชื่น นภวงศ์) รัตนสังฆราชาพระองค์ที่ 13 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดบวรนิเวศวิหาร

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชอีกพระองค์หนึ่ง ที่ทรงสืบสายพระโลหิตมาจากพระวชิรญาณเถระหรือวชิรญาโณภิกขุ เจ้าอาวาสพระองค์แรกผู้ทรงปกครองวัดบวรนิเวศวิหาร และทรงก่อตั้งคณะนิกายธรรมยุต ผู้ซึ่งในเวลาต่อมาเสด็จเถลิงถวัลย์ขึ้นครองราชสมบัติเป็น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ทรงเป็นพระราชปนัดดาหรือเหลนปู่ทวดในรัชกาลที่ 4 ทรงเป็นภิกษุผู้มิทรงยินดีต่อลาภยศ และได้เสด็จลี้ไปทรงจำพรรษาอยู่ในชนบทอันห่างไกล แต่ด้วยพระทัยที่ทรงตระหนักถึงพระภารกิจหน้าที่ในความรับผิตชอบเป็นสำคัญ จึงทรงกลับมาสานต่อพระภารกิจนำความก้าวหน้ารุ่งเรืองสู่สังฆมณฑลโดยลำดับตลอดมา ทั้งยังทรงเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ผู้ทรงเป็นที่รักเคารพยิ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน

เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ทรงมีพระนามเดิมคือ หม่อมราชวงศ์ ชื่น นภวงศ์ ประสูติในราชสกุลนพวงศ์ที่สืบสายจาก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านพวงศ์ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส ในรัชกาลที่ 4 หรือหม่อมเจ้าชายนพวงศ์ ซึ่งประสูติจากเจ้าจอมมารดาน้อย พระสนมองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนที่จะทรงพระผนวช และเสด็จขึ้นครองราชย์ในเวลาต่อมา สำหรับเจ้านายร่วมราชสกุลพระองค์อื่นก็ทรงใช้ "นพวงศ์" แต่โดยส่วนพระองค์แล้วโปรดใช้ "นภวงศ์" เป็นการเฉพาะ

สมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ทรงเป็นพระราชปนัดดา (เหลน) ในรัชกาลที่ 4 พระชนกคือหม่อมเจ้าถนอมผู้เป็นโอรสของพระองค์เจ้านพวงศ์ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส พระชนนี คือ หม่อมเอม ธิดาพระยาดำรงราชพลขันธ์ (จุ้ย) ผู้เป็นบุตร เจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ) ผู้สืบสายมาจาก เจ้าพระยามหาโยธา (เจ่ง) ต้นสกุลคชเสนี โดยพระองค์ทรงเป็นพระโอรสลำดับที่ 2 ในจำนวนบุตรทั้ง7 พระองค์ ของพระชนกและพระชนนี

นอกจากนี้ เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ยังทรงมีสายเลือดที่เนื่องมาจาก สมเด็จพระเจ้าตากสิน อีกด้วย เนื่องจากหม่อมย่าทวด คือ เจ้าจอมมารดาน้อยในรัชกาลที่ 4 เป็นธิดาของพระอินทรอไภย (เจ้าฟ้าทัศไภย) โอรสของสมเด็จพระเจ้าตากสิน ดังนั้น จึงมีราชพัสดุของสมเด็จพระเจ้าตากสินบางส่วนที่ทรงได้รับสืบทอดมาดังเช่น พระแท่นหินอ่อนซึ่งยังมีอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ในครั้งทรงพระเยาว์ทรงศึกษาภาษาไทยในวังของพระบิดา ซึ่งอยู่ในบริเวณตลาดนานา ย่านบางลำภูในปัจจุบันจนทรงอ่านออกเขียนได้

เมื่อทรงถึงพระชนมายุที่จะเข้าถวายตัวได้ ก็ทรงเข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ทรงเป็น "คะเด็ด" คือทหารม้าในกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภ คอยตามเสด็จรักษาพระองค์แบบเดียวกับองครักษ์ เวลาอยู่ประจำการตามหน้าที่ในพระบรมหาราชวังชั้นใน ทรงพำนัก ณ ตำหนัก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ (ชั้น 4) พระองค์เจ้าศรีนาคสวาดิ ซึ่งทรงเป็นผู้อุปการะ

ต่อมาจึงทรงบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดบวรนิเวศ โดยมี พระพรหมมุนี (เหมือน) วัดบรมนิวาส เป็นพระอุปัชฌาย์ ทรงได้รับพระสมณฉายาว่า สุจิตฺโต เล่ากันว่าในคราวที่ทรงบรรพชาเป็นสามเณรนั้น แม้ว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ยังทรงพระชนม์อยู่ ทว่าเนื่องจากภายหลังที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระผนวชเป็นภิกษุแล้ว ก็ไม่โปรดที่จะรับเป็นพระอุปัชฌาย์อีก แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ก็ทรงมีโอกาสฝากตัวเป็นศิษย์ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ระหว่างนั้นก็มีโอกาสได้ตามเสด็จสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ไปประทับอยู่ที่วัดมกุฏกษัตริยารามอยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งในเวลานั้น หม่อมราชวงศ์ ชุบ หรือ พระยานครภักดี ผู้พี่ชายของพระองค์ก็ได้อุปสมบทอยู่ที่วัดมกุฎด้วย ครั้นมาภายหลังจึงได้ตามเสด็จ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส กลับมาประทับจำพรรษที่วัดบวรนิเวศดังเดิม

ด้านการศึกษา ทรงศึกษาพระปริยัติธรรมกับ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ และพระอาจารย์ท่านอื่นๆ เช่น หม่อมเจ้าพระปภากร พระสุทธสีลสังวร (สาย) ทรงตั้งพระทัยศึกษาเล่าเรียนด้วยความขยันหมั่นเพียร จนถึงปี 2433 เป็นปีที่มีการเปิดสนามสอบไล่ ทรงเข้าสอบไล่เป็นครั้งแรก ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เบื้องพระพักตร์ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 หม่อมราชวงศ์ สามเณรชื่น ขณะนั้นมีพระชนม์ 18 พรรษา ทรงสอบได้เป็นเปรียญ 5

เมื่อพระชนมายุครบอุปสมบท เป็นช่วงปลายสมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ในวันที่ 27 มิถุนายน 2435 จึงทรงเข้าอุปสมบท ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร มี พระพรหมมุนี (แฟง กิตฺติ สารตฺเถร) วัดมกุฏกษัตริยาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ที่ขณะนั้นทรงดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ทั้งในการบรรพชาเป็นสามเณร และการอุปสมบทของพระองค์ มี สมเด็จพระศรีสวรินทรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เป็นผู้พระราชทานพระราชูปถัมภ์ และยังทรงพระเมตตาพระราชทานพระราชูปถัมภ์มาโดยตลอด

ในปีถัดมา มีการก่อตั้ง มหามกุฎราชวิทยาลัยขึ้น เมื่อวันที่1ตุลาคม2436 สำหรับเป็นสถานศึกษาพระปริยัติธรรมชั้นสูง และเป็นที่ประชุมสอบไล่ ดังนั้น ในการสอบไล่ จึงสามารถสอบได้ทั้งสองแห่ง คือ สนามหลวงแห่งหนึ่ง สนามสอบมหามกุฎราชวิทยาลัยอีกแห่งหนึ่ง ผู้ที่สอบผ่านจากสนามไหนก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเปรียญหลวงเหมือนกัน แต่ก็ได้เลิกไปใน 8 ปีต่อมา สำหรับการเปิดมหามกุฎราชวิทยาลัยนี้ หม่อมราชวงศ์ พระชื่น เปรียญ 5 ประโยค ทรงเป็นครูรุ่นแรกของโรงเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งเป็นสาขาที่ 1 ของวิทยาลัย

ส่วนเรื่องการสอบพระเปรียญนั้น แต่แรกท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ มิได้ทรงมีพระประสงค์จะเข้าสอบเปรียญเพิ่มเติมด้วยทรงคำนึงว่า หากสอบได้เปรียญสูงขึ้นไปแล้วจะเป็นการเกินพระอาจารย์คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ไป มิทรงประสงค์เช่นนั้น จึงตัดสินพระทัยว่าจะไม่เข้าสอบ แต่ก็ด้วยขัดพระบัญชาพระอาจารย์มิได้ จึงทรงเข้าสอบในปี 2437 ทรงได้เป็นเปรียญ 7 ประโยค หลังจากทรงอุปสมบทได้ 3 พรรษา หลังจากสอบได้เป็นเปรียญ 7 ผ่านไปราวปีเศษ ก็ทรงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์พระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระสุคุณคณาภรณ์ ในปี 2439 เวลาผ่านมาถึงปี 2446 ก็ทรงได้รับเลื่อนสมณศักดิ์อีกครั้ง เป็นพระราชาคณะเสมอตำแหน่งชั้นเทพพิเศษ ในราชทินนาม พระญาณวราภรณ์

แล้วอีกราว 3 ปีถัดมาก็มีเหตุอันทำให้ทรงตัดสินพระทัยย้ายออกจากเมืองหลวง ไปทรงจำพรรษาอยู่ที่วัดเล็กๆ ชื่อ วัดเกาะยอ เมืองสงขลา เรื่องราวครั้งนั้นเล่ากันว่ามีต้นสายปลายเหตุดังนี้ วันนั้นเป็นวันที่ 23 มกราคม 2449 เป็นวันที่มีหมายกำหนดการไว้ล่วงหน้า เนื่องจากเป็นงานพระราชทานเพลิงศพ พระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้าอรไทเทพกัญญา ณ พระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส พระญาณวราภรณ์ หม่อมราชวงศ์ ชื่น เปรียญ 7 ทรงได้รับอาราธนาให้อ่านพระธรรมนำพระศพ พระองค์ทราบเวลาดีอยู่แล้วเนื่องจากมีหมายกำหนดการออกมาล่วงหน้า จึงยังมิได้เตรียมพระองค์ที่จะออกไปโดยทันที แต่อยู่ๆก็มีเจ้าหน้าที่สังฆการีจากกระทรวงธรรมการ เข้ามาทูลแถลงแจ้งเวลาให้ทรงรีบออกไปเดี๋ยวนี้ทันที เนื่องจากบัดนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯถึงวัดเทพศิรินทร์แล้ว พระองค์ทรงตรวจสอบดูตามหมายกำหนดการก็ทรงเห็นว่ายังพอมีเวลาอยู่ จึงทรงยืนยันว่าจะเสด็จไปได้ทันตามหมายกำหนดการ ก็เกิดโต้แย้งกัน แล้วในที่สุดฝ่ายสังฆการีก็สามารถนำพระองค์มาถึงวัดก่อนหมายกำหนดการจนได้

เมื่อเสด็จมาถึงก็ปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาในการพิธีแล้ว ด้วยเสด็จฯมาก่อนพระราชกำหนดการเดิม ประทับรออยู่ ณ พลับพลาพระราชพิธี เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเสียพระทัยด้วยเข้าพระทัยว่าทรงทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องรอ ซึ่งสำหรับเหตุการณ์เช่นนี้ หากมิใช่มีเชื้อพระวงศ์ที่เกี่ยวเนื่องกัน ท่านเจ้าคุณองค์นี้ก็อาจถูกถอดออกจากสมณศักดิ์ได้ เนื่องจากมิได้เตรียมพร้อม ปล่อยให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯมาประทับรอ ทั้งที่มีหมายกำหนดการอยู่แล้ว คาดว่าทรงมิได้รับหมายกำหนดการใหม่นั่นเอง แต่ในเรื่องนี้ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทรงเข้าพระทัยเป็นอย่างดี มิได้ทรงสอบถามถึงสาเหตุที่ผิดเวลา และมิได้ทรงติดพระทัยใดๆ

เมื่องานพระราชทานเพลิงพระศพพระเจ้าน้องนางเธอผ่านไป จากเหตุการณ์ที่ทำให้ในหลวงทรงประทับรอ เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเสียพระทัยและทรงตัดสินพระทัยเด็ดขาดว่าทรงไม่ขอยุ่งเรื่องในทางราชการอีกต่อไป ทรงทูลลาออกจากสมณศักดิ์ และขอถวายคืนพัดยศ ด้วยไม่ทรงประสงค์ในทางลาภยศใดๆ แต่ก็ปรากฏว่า มิได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พ้นจากสมณศักดิ์ หลังจากนั้นพระองค์ก็ทูลลาพระอาจารย์ แล้วเสด็จลี้ไปจำพรรษาอย่างสงบที่วัดเล็กๆ ห่างไกลออกไปในชนบทปักษ์ใต้

ร้อนถึง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงมีพระดำรัสขอร้องให้ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพฯ ทรงสืบดูว่าเจ้าพระคุณสมเด็จฯ เสด็จไปประทับอยู่ที่ใด ในที่สุดจึงได้รับรายงานจากพระยาชลบุรารักษ์ ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช ว่าเสด็จไปประทับ ณ วัดกลาง เมืองสงขลา และทราบว่ากำลังจะเสด็จไปเมืองพัทลุง ก่อนจะมาประทับจำพรรษาอยู่ที่วัดเกาะยอ เมืองสงขลา

เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีการสันนิษฐานกันว่า เรื่องราวคงทราบไปถึงล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 และเมื่อทรงทราบถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็ไม่ทรงถือเป็นความผิดของเจ้าพระคุณสมเด็จ และทรงมีพระเมตตาต่อเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ดังเดิม ดังที่มีรับสั่งกับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า "พระดีอย่างนี้หายาก จะดีขึ้นไปถึงไหนๆ"

แล้วเวลาต่อมา เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ก็ทรงกลับเข้ามาทรงงานเช่นเดิม ด้วยพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสตรัสสั่งอย่างเป็นทางการให้รีบเสด็จกลับมาช่วยงาน และสานต่องานที่ทรงทำค้างไว้ เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ไม่อาจขัดพระราชประสงค์ได้ จึงเสด็จกลับมาประทับที่วัดบวรนิเวศดังเดิม

จนถึงสมัยรัชกาลที่ 6 ในปี 2455 เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ทรงได้รับสถาปนาเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมในราชทินนามเดิม ต่อมาใน พ.ศ.2465 จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมพิเศษ จารึกราชทินนามอยู่ในพระสุพรรณบัฏทองคำ เสมอด้วยสมเด็จพระราชาคณะ

ล่วงเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 7 ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯจาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เลื่อนเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏที่ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ มีเรื่องเล่าอีกว่า เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ เมื่อทรงรับทราบจากภายในว่า ในหลวงพระองค์ใหม่จะทรงตั้งให้เป็นสมเด็จ จึงเสด็จไปยังวัดราชบพิธ เพื่อประสงค์กราบทูล สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ให้ทรงทราบว่า "ไม่สมัครที่จะเป็นสมเด็จ แค่นี้พอแล้ว" แต่สมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ วัดราชบพิธ ก็ตรัสแนะเสนาบดี กระทรวงธรรมการไปว่า "แม้ไม่สมัคร แต่ถ้าเป็นพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ก็ต้องรับ จะขัดข้องได้อย่างไร" เช่นนั้นแล้วพระองค์จึงทรงเป็นสมเด็จพระราชาคณะสืบมา

ครั้นเมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองเกิดเปลี่ยนแปลง ในปี 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติแล้วเสด็จฯไปประทับที่ประเทศอังกฤษ คณะรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร พร้อมใจกันอัญเชิญ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ซึ่งขณะนั้นทรงมีพระชนมายุ 8 พรรษา และยังประทับอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ขึ้นทรงครองราชย์เป็น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 จึงมีการตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เข้าบริหารราชการแผ่นดินแทน ต่อมาถึงปี 2480 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ได้สิ้นพระชนม์ลง มีการสถาปนาแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่คือ สมเด็จพระอริยวงศญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสสฺเทโว) ผ่านมาไม่นานนัก ถึงปี 2487 สมเด็จพระสังฆราชแพ วัดสุทัศนเทพวราราม ก็มาสิ้นพระชนม์ล่วงลับไป

ในเวลานั้นมี นายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพียงผู้เดียว ได้ดำเนินการตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร ประกาศสถาปนา สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ ที่ 13 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในราชทินนามเดิม เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2488 อันเป็นปีที่ 12 ในรัชกาลที่ 8 มี นายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ลงนามเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ในปีถัดมา ตรงกับวันที่ 19 มีนาคม 2489 ในหลวงรัชกาลที่ 8 ได้มีพระราชหัตถเลขา ถึงสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงขอสังฆราชานุเคราะห์ในการศึกษาตำราทางพระพุทธศาสนา สำหรับเตรียมพระองค์ในการอุปสมบท ด้วยทรงตั้งพระทัยว่าจะทรงพระผนวชในบวรพระพุทธศาสนา และแม้ว่าจะทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว และสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้โดยไม่ต้องมีผู้บริหารราชการแผ่นดิน แต่ก็ทรงตั้งพระทัยจะศึกษาปริญญาเอก ด้านนิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จนสำเร็จเรียบร้อย แล้วจึงจะเสด็จนิวัตพระนครอย่างถาวร แต่แล้วในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เหลืออีกเพียง 4 วันที่จะเสด็จฯกลับไปทรงศึกษาต่อก็ทรงถูกลอบปลงพระชนม์สวรรคตลงเสียก่อน

ต่อมา เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2493 จึงได้โปรดเกล้าฯ เฉลิมพระนามสมเด็จพระสังฆราชให้เต็มพระเกียรติยศ ตามราชประเพณี เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ด้านพระสุขภาพ ในปี 2492 เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ทรงเริ่มประชวรด้วยพระโรคนิ่วในถุงน้ำดี และเสด็จไปประทับรักษาพระองค์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คณะแพทย์ถวายการรักษาด้วยการผ่าตัด 2 ครั้ง เพื่อเอาถุงน้ำดีออก ครั้นทรงหายประชวรแล้ว เสด็จกลับสู่พระตำหนักที่ประทับ ตรัสกับศิษยานุศิษย์ใกล้ชิดด้วยพระอารมณ์ขันว่า "สังฆราชเดี๋ยวนี้ไม่มีดีแล้ว" ทำให้คิดได้ว่าทรงหมายถึงถูกตัดถุงน้ำดีออกไปแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งอาจคิดได้ว่า ถึงแม้ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ มีคุณงามความดีมากมายมหาศาล แต่ก็ทรงมิได้ยึดติดในคุณงามความดีเหล่านั้นนั่นเอง ต่อมาพระบรมวงศานุวงศ์ และเหล่าศิษยานุศิษย์ ได้พร้อมใจกันสร้างตึกสำหรับภิกษุและสามเณรผู้อาพาธขึ้นที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อเป็นที่ระลึกที่ทรงหายประชวรครั้งนั้น อาคารหลังนี้แล้วเสร็จในปี 2496 สมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงประทานนามว่า "ตึกสามัคคีพยาบาร" โดยโปรดใช้คำว่า "พยาบาร" ซึ่งเป็นศัพท์บาลีเดิมที่มีอยู่แล้ว แทนคำว่าพยาบาลที่เป็นศัพท์ผูกใหม่

ถึงปี 2499 ก็ประชวรด้วยพระโรคบิดและพระอันตะ (ลำไส้) อักเสบอย่างแรง จึงมีการถวายการผ่าตัดอีกครั้งหนึ่ง ในระหว่างนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยพระอาการประชวรมาก อีกทั้งนับว่าทรงพระชราภาพมากแล้ว จึงเสด็จฯไปทรงเยี่ยมเฝ้าพระอาการอยู่เสมอ ทรงตั้งพระทัยว่าหากพระอาการเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้าหายขาดสามารถเสด็จกลับไปประทับที่วัดบวรนิเวศได้ พระองค์จะทรงพระผนวชตามโบราณราชประเพณี

ต่อมาพระอาการประชวรของสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ก็ดีขึ้นเป็นลำดับ และได้เสด็จกลับมาประทับยังพระตำหนักดังเดิม ดังนั้น ถึงวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเสด็จฯออกผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมี สมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประธาน ในฐานะพระราชอุปัธยาจารย์ ภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับถวายพระสมณนามว่า "ภูมิพโลภิกขุ" หมายถึงพระผู้ทรงกำลังแห่งแผ่นดิน ประทับจำพรรษาอยู่ ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร และทรงดำรงอยู่ในสมณเพศ เป็นเวลา 15 วัน ระหว่างนี้ได้เสด็จฯไปทรงรับบิณฑบาตเช่นเดียวกับภิกษุสงฆ์องค์อื่นๆ นำความปีติซาบซึ้งมาสู่ประชาชนที่เฝ้าฯรอถวายบิณฑบาตอย่างหนาแน่นตลอดรายทาง ทรงลาผนวชในวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499

ภายหลังจากทรงลาผนวชจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สถาปนาพระสมณศักดิ์และพระฐานันดรศักดิ์ เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ขึ้นเป็น กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ พร้อมทั้งทรงถวายพัด มหาสมณุตมาภิเษก และฉัตร 5 ชั้น เทียบเท่าสมเด็จพระมหาสมณเจ้าทุกพระองค์

สำหรับพระเกียรติคุณในด้านต่างๆทรงได้รับมอบหน้าที่เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต จากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ให้ทรงกำกับดูแลแทนมาตั้งแต่ พ.ศ.2477 เมื่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ได้สิ้นพระชนม์ลงในปี 2480 ก็ทรงเป็นเจ้าคณะใหญ่ ปกครองดูแลคณะธรรมยุตสืบต่อมา

ด้านการปกครองดูแลคณะสงฆ์ทั่วทั้งสังฆมณฑล ทรงปรับปรุงการปกครองคณะสงฆ์ทั้งสองนิกายคือ มหานิกาย และธรรมยุติกนิกาย ให้ดียิ่งขึ้น โดยการปกครองบริหารส่วนกลาง โปรดให้คณะสังฆมนตรีบริหารรวมกัน ส่วนการปกครองบังคับบัญชาให้เป็นไปตามนิกาย รวมทั้งการปกครองส่วนภูมิภาคก็ให้เป็นไปตามนิกาย

ผลงานพระนิพนธ์ ปี 2467 ทรงชำระอรรถกถาชาดกภาคที่ 3 จากจำนวน 10 ภาค ที่สมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า โปรดให้ชำระพิมพ์ เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา มาในปี 2470 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้มีการชำระพระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ ทรงชำระพระไตรปิฎกสยามรัฐ 2 เล่ม คือ เล่ม 25 และเล่ม 26 หนังสืออื่นๆ ที่ทรงรจนาได้แก่ ศาสนาโดยประสงค์ พระโอวาทธรรมบรรยาย ตายเกิด ตายสูญ ทศพิธราชธรรม พร้อมทั้งเทวตาทิสนอนุโมทนากถา สังคหวัตถุ จักรวรรดิวัตร และขัตติยะพละ พุทธศาสนคติ คณะธรรมยุต บทความต่างๆ รวมเล่มชื่อ "ความรู้เรื่องพระพุทธศาสนาตั้งแต่เบื้องต้น" พระธรรมเทศนา ทศพิธราชธรรม ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลปัจจุบัน พระธรรมเทศนา "วชิรญาณวงศ์เทศนา" รวม 55 กัณฑ์ ทีฆาวุคำฉันท์ เป็นต้น

ในพ.ศ.2500 เป็นปีมหามงคลในโอกาสฉลอง 25 พุทธศตวรรษ มีการจัดงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ในเมืองไทย ในวาระนี้รัฐบาลแห่งสหภาพพม่า ได้ถวายพระสมณศักดิ์ "อภิธชมหารัฏฐคุรุ" ซึ่งเป็นสมณศักดิ์สูงสุดของประเทศพม่า แด่เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ในการนี้นายกรัฐมนตรีพม่าซึ่งได้รับเชิญมาร่วมงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษในเมืองไทยด้วย ได้มาประกอบพิธีถวาย ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2500 นับเป็นการเฉลิมพระสมณศักดิ์ครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับพระสุขภาพ หลังจากทรงหายจากพระอาการประชวรครั้งใหญ่แล้ว ภายหลังมาก็ทรงประชวรกระเสาะกระแสะเรื่อยมา แต่แพทย์ก็ได้ถวายการรักษาให้คงคืนสู่พระอาการปกติมาตลอด แต่กระนั้นพระสุขภาพก็ทรงอ่อนแอลงเรื่อยๆ แต่ด้วยพระทัยเข้มแข็งประกอบกับทรงปล่อยวาง จึงทรงดำรงพระชนม์ชีพได้ด้วยดีมาตลอด จนกระทั่งถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2501 มีพระอาการประชวรมาก ต้องรีบนำเสด็จสู่ตึกสามัคคีพยาบาร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถึงเดือนกันยายนเริ่มปรากฏพระอาการอัมพาตบางส่วน แต่ก็มีทรงทุเลาขึ้นบ้าง แล้วก็ทรงทรุดลงอีก จนกระทั่งหลังเที่ยงคืนของวันที่ 10 พฤศจิกายน เวลาราวตีหนึ่งเศษ นับเป็นวันที่ 11 พฤศจิกายน ในปีนั้นเอง ก็ทรงสิ้นพระชนม์ลงด้วยพระโรคเส้นพระโลหิตในพระเศียรตีบตัน โดยในขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯประทับเฝ้าฯพระอาการอย่างใกล้ชิดหน้าพระแท่นบรรทมในห้องประชวร ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงมีพระชนมายุ 85 พรรษา 11 เดือน 19 วัน ทรงดำรงตำแหน่งนาน 13 ปี 9 เดือน 10 วัน ทรงได้รับพระราชทานพระโกศพระลองทองน้อยสำหรับทรงพระศพอย่างสมพระเกียรติยศ เทียบเท่าเจ้าฟ้าในพระราชวงศ์ นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งของพุทธศาสนิกชนไทย ทรงเป็นที่เทิดทูนและอาลัยรักยิ่งของประชาชน และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดทั้งพระราชวงศ์ทุกพระองค์